16 : บทตัดสิน
เหล่าแมลงตามต้นไม้พงหญ้าพากันส่งเสียงร้องเซ็งแซ่กันอย่างสนุกสนานในยามกลางคืนอันเงียบสงบ นกที่ออกหากินตอนกลางคืนพากันมาหยุดบนกิ่งไม้เพื่อฟังเสียงขับขานจากธรรมชาติ ทว่า...ความรื่นเริงเป็อันต้องหยุดลง เมื่อมีเสียงะโอันไม่พึงประสงค์ดังขึ้น
“โม! เธอออยู่ไหนน่ะ”
“ยัยปากมาก ตอนนี้ก็เปิดปากให้สมกับฉายาหน่อยสิวะ”
ตอนแรกทั้งคู่ก็วิ่งตามเสียงโมมาอยู่ดีๆ หรอก แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้เสียงนั้นเงียบหายไป จนพวกเธอต้องะโเรียกกันเองแบบนี้
“นี่มันอะไรกันเนี่ย อะไรมันลากโมไปนะ” เพียวหยุดพักพลางเช็ดเหงื่อตัวเอง
เอลไม่ได้ตอบ เธอสังหรณ์ใจว่าอาจจะรู้คำตอบนั้นก็ได้ หากสิ่งที่โมพูดก่อนหน้านี้เป็ความจริง ที่จู่ๆ รากไม้ก็ขยับได้ แล้วถ้าหาก...มีผู้ใช้พลังจากธรรมชาติอยู่แถวนี้ละก็...ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอะไรมันลากเพื่อนเธอไป คนคนนั้นจะต้องมีความสามารถในการใช้ไม้อย่างแน่นอน
“เอล”
เสียงของเพียวดึงความคิดของเด็กสาวกลับมา ก่อนจะพบว่าเพียวชี้มือไปทางสนามฟุตบอล “มีใครยืนอยู่ตรงนั้นแน่ะ”
เอลหันไปมองตรงกลางสนาม มีเงาดำปรากฏอยู่ท่ามกลางความมืด แม้จะเห็นไม่ชัด แต่ก็มองออกว่าเป็ร่างคน
“ไปดูกันเถอะ” เอลเสนอ เพียวพยักหน้าเป็การตกลงแล้วพากันไปหาเงานั้น
เฟี้ยว!
บางอย่างดังแหวกอากาศพุ่งตรงมายังพวกเธอสองคน แต่เอลไหวตัวได้ทัน หลบออกไปพร้อมกับผลักเพียวจนล้มไปด้วยกันทั้งคู่ แต่เพียวที่ไม่รู้เื่เลยสักนิดจึงโกรธแล้วลุกขึ้นมาตวาดใส่
“นี่แกทำบ้าอะไรของแกเนี่ยคุณกุ้งแห้ง! จู่ๆ มาผลักทำไม”
“ก็...” เอลคิดจะอธิบาย แต่มีใครบางคนเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
“ก็เพื่อปกป้องชีวิตของพวกคุณเองยังไงล่ะครับ คุณผู้หญิง”
ทั้งสองคนหันมองต้นเสียงนั้นทันที แล้วต้องพบว่าเงาดำที่เห็นเมื่อครู่นี้ บัดนี้ยืนอยู่ห่างจากพวกเธอไปเพียงไม่กี่ก้าว จากความใกล้และแสงจากพระจันทร์ ทำให้เห็นร่างของเขาชัดเจนขึ้น ร่างสูงยังคงสวมชุดนักเรียนชายของโรงเรียนข้างๆ กับเส้นผมสีน้ำตาลทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูสุขุมเป็ผู้ใหญ่มากขึ้น
ทว่า...สิ่งที่ทำให้เอลและเพียวใมากกว่าการเห็นนักเรียนชายจากโรงเรียนข้างๆมาอยู่ที่นี่ก็คือ
“โม!!”
คนที่พวกเธอตามหาอยู่จนถึงเมื่อครู่นี้ กลับมาอยู่ข้างหลังผู้ชายผมสีน้ำตาลตรงหน้า ยิ่งไปกว่านั้นร่างของโมถูกต้นหญ้ายาวเฟื้อยหลายต้นพันร่างกายแล้วยกสูงลอยจากพื้นได้อย่างน่าอัศจรรย์
สิ่งที่เอลคิดเป็จริง ผู้ชายคนนี้คือผู้ใช้พลังจากธรรมชาติ เอลกำมือแน่น ความตึงเครียดเริ่มแผ่เข้ามา เธอเหลือบมองเพียวกับโมซึ่งหมดสติไปแล้วด้วยความเป็ห่วง หากมีแค่เธอคนเดียวก็ยังจะพอรับมือไหว หรือถ้าไม่ไหวอย่างไร เพื่อนทั้งสองก็ไม่เป็ไร
“...นายจะช่วยปล่อยพวกเราไปได้มั้ย เราไม่เคยไปทำอะไรให้นายก่อนนี่” เอลพยายามใช้การพูดหาวิธีจากไปอย่างสันติ ทางด้านหลังได้ยินเสียงเพียวพูดพึมพำว่า ต้นหญ้าพวกนั้นทำแบบนั้นได้ยังไงกัน
“ปล่อยงั้นเหรอ” เขาทวน เหมือนอยากจะทำอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ก็ต้องถอนหายใจออกมา “เห็นทีคงจะทำตามนั้นไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยไปหมอนั่นคงตามฆ่าพวกคุณทีหลังแน่ แล้วอีกอย่าง...พวกคุณคงเป็ผู้หญิงแบบที่ผมไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ ดังนั้น สู้ผมจัดการฆ่าพวกคุณอย่างนิ่มนวลซะั้แ่ตอนนี้คงจะดีกว่า”
“ขึ้นชื่อว่าความตาย มันก็ทรมานด้วยกันทั้งนั้นแหละไอ้บ้า” เพียวโต้กลับ แม้จะรู้สึกกลัวผู้ชายคนนี้อยู่ก็ตาม แต่ในเมื่อตรงหน้านี้คือเพื่อนของเธอ ต่อให้มีความตายมารออยู่ตรงหน้าก็ต้องช่วยออกมาให้ได้
อย่างน้อย...ถ้าจะตาย ก็ไปด้วยกันหมดนี่ละ มีเพื่อนไปด้วยซะอย่างไม่เหงาอยู่แล้ว แต่ถ้าทิ้งให้เพื่อนตายอยู่แบบนี้ ตลอดทั้งชาติเธอคงนอนตาไม่หลับ
“นี่ผมเข้าใจไม่ผิดใช่มั้ย ว่าถึงผมจะพูดยังไง พวกคุณก็ไม่ยอมให้ฆ่าดีๆ”
“ของมันแน่อยู่แล้ว ใครจะไปยอมให้ฆ่ากันง่ายๆ ล่ะ” ทั้งเอลและเพียวพูดออกมาพร้อมกัน
“พวกเราจะต้องช่วยโมให้ได้” เอลพูดต่ออย่างหนักแน่น
“...เฮ้อ ช่วยไม่ได้ละนะ” ชายหนุ่มกุมขมับ ก่อนจะคลี่ยิ้มใหม่ “เอาอย่างนี้มั้ยล่ะ ผมกับพวกคุณ มาเล่นเกมกัน”
“เกม?” เอลทวนอย่างสงสัย
“เกมชิงตัวประกัน ถ้าพวกคุณสามารถช่วยเพื่อนไปได้ ผมจะยอมปล่อยพวกคุณไปโดยปลอดภัย แต่ถ้าไม่...” แววตาของเขาเป็ประกายวับอย่างน่ากลัว “คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้บุกรุก”
เอลกับเพียวมองตากันแล้วพยักหน้า บอกพร้อมเพรียง “พวกเรายินดีเล่นเกมนี้”
ไม่จำเป็ต้องลังเล เพราะเพื่อนต้องช่วยเพื่อนอยู่แล้ว
พลั่ก!
กำปั้นใหญ่ซัดใส่ใบหน้าเด็กสาวเข้าอย่างจังจนตัวเซ
เนียร์ใช้มือปาดเืตรงมุมปาก จ้องมองอีกฝ่ายอย่างโกรธเคืองที่ถูกรุมอยู่ฝ่ายเดียว เพราะทางนั้นไม่ปล่อยให้เธอถอยไปตั้งหลักได้เลย เพราะพอหนี ลูกไฟพวกนั้นก็ตามมาดักอีกทางไม่ให้ไป ทำให้เธอโดนรุมกระหน่ำฝ่ายเดียว
นับว่าอีกฝ่ายยังใจดี...เหมือนฟิวส์จะรู้แล้วว่าเธอยังใช้พลังธาตุไม่ได้ ถึงได้ไม่ใช้ไฟรุมเธอโดยตรง แค่ใช้ปิดล้อมไว้เฉยๆ แต่คงไม่ต่างกันนักหากต้องมาเจอกำปั้นรัวไม่หยุดแบบนี้
“เป็อะไรไป ไอ้ความปากเก่งเมื่อกี้นี้หายไปไหนหมดแล้วล่ะ” ฟิวส์จ้องมองเธออย่างผู้เหนือกว่า ความเหยียดหยามฉายชัดในแววตาของเขา “สุดท้าย...ผู้หญิงอย่างเธอมันก็เท่านั้น ถึงจะได้รับพลังมาก็ไม่ได้ทำให้มีคุณค่าขึ้นมาเลยสักนิด”
“นายมีปัญหากับผู้หญิงอะไรนักหนา ผู้หญิงสามคนนั้นก็เหมือนกัน พวกเธอไปทำอะไรร้ายแรงให้นายรึไง ทำไมต้องฆ่าด้วย” เนียร์ถามอย่างไม่เข้าใจ และฟิวส์ก็ยินดีจะหยุดตอบ
“เพราะยัยพวกนั้นเข้ามาเกาะก่ายฉันจนน่ารำคาญไงล่ะ เหตุผลแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
คำตอบอย่างไร้ความรู้สึกผิดของฟิวส์ ทำให้เนียร์โกรธจนเืขึ้นหน้า
“นายไม่มีสิทธิ์ฆ่าคนพวกนั้น! ต่อให้นายรำคาญหรืออะไรก็ตาม นายก็ไม่มีสิทธิ์ไปคร่าชีวิตของคนเ่าั้ที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร” ภาพของคนนอนตายในเมืองผุดขึ้นมาในหัว จนเนียร์ต้องะโออกมาสุดเสียง “นายไม่มีสิทธิ์!!”
“เธอเองก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนฉันเหมือนกัน” ฟิวส์ว่าแล้วก็ปล่อยชกออกไปที่หน้านั้น
เนียร์หลบมือนั้นได้ ก่อนจะออกหมัดเข้าเสยคางหนุ่มหัวส้มอย่างแรง จนเขาหงายหลังไถลไปกับพื้น...เป็คราแรกที่เธอสามารถทำร้ายเขาได้
เนียร์ถือโอกาสที่บรรดาไฟรอบตัวหายไป รีบตรงไปกระทืบอีกฝ่ายลงกลางท้องจนฟิวส์ถึงกับสำลักออกมา
เด็กสาวก้มลงไปกระชากคอเสื้อขึ้นมา แล้วจัดการบรรเลงต่อยไม่ยั้งจนเืกบปาก ส่วนคนถูกกระทำที่ต่อให้จุกขนาดไหน แต่โดนทำถึงขนาดนี้ย่อมทนไม่ได้ เขาเอื้อมมือไปจับหลังคอเนียร์ แล้วจับกดลงมาพร้อมๆกับที่เอาหัวโขกใส่ดั้งจนเนียร์มึนไปครู่หนึ่ง
่เวลาของการเผลอ ฟิวส์ได้ทีเป็ฝ่ายคร่อมร่างเด็กสาวแทน ง้างหมัดต่อยออกไปสุดแรง แต่เนียร์ก็ขยับหัวหลบได้ และได้ยินเสียงปริร้าวของพื้นดังลั่นในหู แทบไม่ต้องทดสอบว่าหมัดเมื่อกี้จะมีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูงขนาดไหน หากมันโดนหน้าเต็มๆ
เนียร์สับมือไปที่ข้อต่อแขนของฟิวส์ที่ยังยันกับพื้นจนล้มพับลงมา แล้วใช้ศอกกระแทกเข้าไปกลางอกให้คนที่ล้มลงมาถึงกับปวดร้าวไปถึงกระดูก จากนั้นเธอก็กลับมาอยู่ข้างบนอีกครั้ง หากยังไม่ทันได้ทำอะไรก็เกิดแรงอัดของไฟจนกลายเป็ะเิขนาดย่อมดันร่างเธอให้กระเด็นออกไป
สะเก็ดไฟแม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ลุกลามติดเสื้อของเนียร์ จนต้องรีบลุกขึ้นมาใช้มือตบๆ เมื่อไฟดับลงก็ปรากฏรอยไหม้เป็วงเล็กที่ยังไม่ทะลุบนชายเสื้อตน
ดวงตาสีดำตวัดขึ้นมองเหยื่อที่หลุดไปจากเงื้อมมืออย่างน่าเสียดาย
ฟิวส์ถ่มเืในปาก หอบหายใจเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่ น่วมด้วยกันทั้งคู่ แต่ฟิวส์ออกจะ...ทึ่งเล็กน้อยกับปฏิกิริยาของเด็กสาวเมื่อกี้นี้ การกระทำที่ผู้หญิงไม่น่าจะกล้าทำ มันทำให้เขาเกิดความสงสัยแปลกๆ จนต้องถามออกไป
“เฮ้ ถามหน่อย...เธอเป็ผู้หญิงแน่เหรอ”
“หา?” เนียร์ถึงกับงงเมื่อถูกถามคำถามแปลกๆ
หมอนี่มีปัญหาทางประสาทรึยังไง ตอนแรกก็ด่าผู้หญิงอย่างเธอซะ... มาตอนนี้ดันหาว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงซะแล้ว บ้าหรือเปล่า
แต่ดูเหมือนว่าฟิวส์จะี้เีรอฟังคำตอบ ทำมือปัดไปมา “ช่างเถอะๆ คิดซะว่าฉันไม่ได้ถามแล้วกัน เพราะว่า...ฉันี้เีเล่นกับเธอแล้วล่ะ”
เวรแล้วไง
อารมณ์พุ่งพล่านเมื่อกี้นี้ถูกดับลงอย่างรวดเร็ว เมื่ออีกฝ่ายเอาไฟมาล้อมหน้าล้อมหลัง แบบถึงเวลาจัดการเธออย่างจริงจังแล้ว ดวงตาจ้องสระน้ำทันทีอย่างหวังพึ่ง ทันทีที่ไฟพวกนั้นพุ่งตรงมาหาเธอ เนียร์ก็ะโสูงจนข้ามพ้นไฟนั่นได้ แล้วรีบบึ่งตรงไปยังสระน้ำอย่างรวดเร็ว หากพอถึงริมขอบสระ ก็ปรากฏม่านไฟเข้ามาดักไว้อย่างรู้ทัน
“ไม่ให้หนีรอดไปอีกหรอก”
ม่านไฟล้อมรอบตัวเนียร์ รวมไปถึงข้างบนเพื่อป้องกันไม่ให้เธอหนีอีก เปลวไฟลุกเหิมเตรียมตะครุบเหยื่อ
เด็กสาวเบิกตากว้างมองไฟที่โน้มลงมายังร่างเธอ
...จะมาตายอยู่แค่นี้อย่างนั้นหรือ?...
“หึๆ เสร็จไปหนึ่ง” ฟิวส์ที่ี้เีรอดูผลงานตัวเอง <อีกแล้ว>หันมามองชายร่างสูงที่ยังสลบไม่รู้เื่รู้ราวที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ ปรากฏไฟลูกหนึ่งที่มือของเขา พร้อมจะปล่อยไปยังร่างนั้น “ได้เวลาเผาซากที่เหลือแล้ว”
ซ่า!!
เป็อีกครั้งที่ฟิวส์ต้องหันกลับไปดูด้วยความแปลกใจปนหงุดหงิด ว่ามันเกิดอะไรขึ้นอีก คราวก่อนหันมาพบว่าอีกฝ่ายนั้นยังไม่ตาย แน่นอน คราวนี้เขาก็ยังเห็นแบบเดิม
...ผู้หญิงที่มันสมควรตายไปได้แล้วก็ยังไม่ยอมตายซะที ถึกทนเสียยิ่งกว่าแมลงสาบแต่คราวนี้ต่างกันตรงที่น้ำจากสระข้างหลังพุ่งขึ้นท้องฟ้า สะเก็ดน้ำคล้ายหยาดฝนโปรยลงมากระทบร่างของเด็กสาว และดับไฟรอบตัวจนหมดสิ้น แล้วริมฝีปากบางนั้นก็ขยับพูด
“คิดจะเผาอะไร ดูซะก่อนนะว่าแถวนั้นมีน้ำรึเปล่า!”
ฟิ้ว!
“เอล!”
เ้าของนามะโหลบไม้ที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องห่วงฉัน! ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ” เอละโบอกเงาผู้หญิงอีกคนที่เคลื่อนไหวอยู่ในความมืด
ก่อนหน้านี้พวกเธอตกลงกันว่าจะดับไฟฉายลงเพื่อพรางตาผู้ชายที่คุมเกมนี้อยู่ จากนั้นเอลก็มีหน้าที่เป็ตัวล่อ มีเพียวหาจังหวะเหมาะๆ เข้าไปช่วยโม
แต่มันคงไม่ง่ายขนาดนั้น เมื่อผู้ชายคนนี้ไม่เปิดโอกาสให้พวกเธอเลย ทั้งที่โดนรุมอยู่แท้ๆ แต่...เขาเป็ผู้มีพลังย่อมได้เปรียบอยู่แล้ว ตัวเธอเองยังไม่เท่าไหร่ แต่เพียวที่ไม่รู้นี่สิว่าอีกฝ่ายน่ะสามารถฆ่าพวกเธอได้อย่างง่ายดาย
“อ๊ะๆ อย่าเผลอสิครับคุณผู้หญิง ถึงตายเชียวนะ” จู่ๆโชลก็มาปรากฏตรงหน้าเอลอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว เด็กสาวเหวี่ยงแขนแต่ยังช้าเกินไป ััที่โดนมีแต่ความว่างเปล่าและเด็กหนุ่มก็หายไปจากสายตา
“ผู้หญิงอย่างพวกคุณน่ะ ไม่เหมาะที่จะสู้หรอก” โชลมาโผล่อีกครั้งตรงด้านหลัง
ดีแล้วล่ะ...เป็แบบนี้ดีแล้ว เอลคิด ทำให้เขาสนแต่เธอ แล้วปล่อยให้เพียวไปช่วยโม ต้องถ่วงเวลาเอาไว้...
“...ใครบอกว่าสู้ไม่ได้กัน” เอลพยายามชวนคุย
“พวกผู้หญิงน่ะ วันๆก็ดีแต่กรี๊ดกร๊าดล่อผู้ชายไม่ใช่เหรอ อย่างคุณก็เหมือนกัน ตอนแรกก็คิดจะเดินกับผู้ชายสีผมแปลกๆคนนั้นไม่ใช่รึไง”
เอลกำมือแน่น เมื่อกำลังถูกสบประมาทอยู่ และเป็คำสบประมาทที่ตัวเธอไม่ชอบเลยสักนิด
“ผู้หญิงอย่างคุณน่ะ...อยู่ไปก็รกโลกนี้ซะเปล่าๆ” โชลยิ้มยั่ว ตระหนักได้แล้วว่า ผู้หญิงตรงหน้าคงไม่ต่างจากผู้หญิงทั่วไปที่เคยเจอมา
ทนไว้เอล...ทนไว้ อีกนิดเดียวเพียวก็จะช่วยโมได้แล้ว อีกนิดเดียว เอลพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง เมื่อเหลืออีกเพียงสองก้าว เพียวก็จะเข้าถึงตัวโมได้แล้ว
“แล้วก็...ไอ้แผนถ่วงเวลาน่ะ มันใช้กับผมไม่ได้หรอก”
“ว้าย!” เสียงของเพียวดังขึ้น เมื่อจู่ๆ ต้นหญ้าบนพื้นงอกยาวขึ้นมารัดตัว
“เพียว!” เอลหันไปเรียกด้วยความใ
ตึง!
“อั่ก!”
ต้นหญ้าที่ดูแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อจับเพียวฟาดกับพื้นอย่างแรงจนเธอสลบไป
“เพียว!!”
“ก็บอกแล้วไงว่าอย่าเผลอ เพราะมันถึงตาย” โชลประชิดตัวเธอพร้อมง้างหมัดเต็มที่
ฟึ่บ!
โชลต่อยได้เพียงอากาศทำให้เขาถึงกับงุนงงกับการเคลื่อนไหวที่เร็วขึ้นจนผิดสังเกต และรู้ตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเด็กสาวจากทางด้านหลัง
“ฉัน...ถึงแม้จะชอบวี้ดว้ายตอนพี่ทินอยู่ใกล้ๆแต่ก็ไม่เคยเสนอตัวให้พี่เขามารัก” เอลกำมือแน่น “แค่ได้อยู่ใกล้ๆ ก็มีความสุขพอแล้ว...ฉันรักพี่เขาคนเดียว ไม่ได้รักใครอื่นอีก เพราะฉะนั้นขอให้พิจารณาฉันใหม่ด้วย!”
วิ้ว!
พลันลมรอบตัวก็พัดแรงปานพายุ แรงจนโชลรู้สึกเหมือนร่างตัวเองกำลังถูกพัดลอยขึ้นตามลมนั้น
ไม่น่าใช่เื่บังเอิญที่ลมพัดแรงขึ้น จะบอกว่าผู้หญิงคนนี้ควบคุมลมพวกนี้อยู่งั้นเหรอ...โชลคิด ไม่มีท่าทีแตกตื่นแต่อย่างใด
ผู้ใช้พลัง...สินะ เขาได้คำตอบอย่างรวดเร็ว ขยับยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้เจอคนประเภทเดียวกันเพิ่มขึ้นอีกคนในเวลาไม่กี่วัน
แต่ถ้าควบคุมก็ไม่น่ารุนแรงขนาดนี้ งั้นก็แสดงว่าพัดไปตามแรงอารมณ์ผู้ใช้มันสินะ... โชลประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
“ขอบอกให้รู้ไว้! ผู้หญิงอย่างฉันก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน!”
ลมที่พัดแรงขึ้นอีกทวีคูณ จนก้อนหิน ละอองฝุ่น และต้นหญ้าปลิวตามไปด้วย
“ถึงพลังจะรุนแรง แต่ควบคุมไม่เป็แบบนี้จะมีประโยชน์อะไร” โชลตะเบ็งเสียงสู้เสียงลม
“จะมีหรือไม่ฉันไม่รู้ แต่ที่รู้ฉันต้องชนะนายเพื่อปกป้องเพื่อนของฉันให้ได้!”
โชลนิ่งอึ้งกับคำพูดนี้ไปครู่หนึ่ง ผู้หญิงที่คิดว่าไม่ต่างจากหญิงอื่นที่ไม่ยอมสนเื่ใดนอกจากผู้ชาย กลับยอมสู้เพื่อปกป้องเพื่อนและรักษาศักดิ์ศรีของตน
...แตกต่าง...ต่างจากคนอื่น ที่มีคุณค่ามากกว่า
คิดได้อย่างนั้น โชลก็คลี่ยิ้ม
“นั่นสินะ งั้นเรามาทำให้มันจบไปเลยดีกว่า” คิดจะทำให้ลมสงบ ก็ต้องจัดการที่ต้นตอ
“อ๊ะ!” เอลร้องอย่างใเมื่อจู่ๆต้นหญ้าใต้ฝ่าเท้าเธองอกขึ้นมารัดตัวจนแน่นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกกระชากให้ล้มลงไปแนบกับพื้น แล้วต้นหญ้ารอบตัวก็พากันเข้ามาพันร่างเธอไว้ยึดแน่นจนยากจะขยับตัว
เอลพยายามดิ้นให้หลุด แต่ตอนนี้ต่อให้ลมจะแรงขนาดไหนก็ช่วยเธอออกไปไม่ได้ ไม่นานแรงขัดขืนก็หายไปพร้อมกับรอบตัวที่กลับคืนสู่สภาวะปกติ
“ก็บอกแล้วไงถ้าควบคุมไม่เป็ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี เกมนี้...ผมชนะคุณ” โชลก้มลงมากระซิบข้างหูเอล แม้จะมีไอร้อนเข้ามาแต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกเย็นเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
แพ้? นี่เธอแพ้แล้วเหรอ จบกัน...เธอไม่สามารถปกป้องเพื่อนตัวเองได้ ทั้งที่สัญญาว่าจะปกป้องเอาไว้แท้ๆ
ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตาไหลออกมาเมื่อไหร่ เศร้าจนไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองหลุดพ้นจากพันธนาการของต้นหญ้าที่รัดตัวเธอเมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าโชลปล่อยเพียวกับโมลงมาแล้ว ตอนนี้เธอไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้นจนกระทั่ง...
“เอาละ บ้านคุณอยู่แถวไหนล่ะ เดี๋ยวผมไปส่ง” โชลถาม
“อะ..อะไรนะ” เอลไม่แน่ใจกับคำถาม พลางเช็ดน้ำตาออกไม่ให้เขาเห็นความอ่อนแอ
“นี่มันดึกแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งที่บ้าน” โชลพูดอีกครั้ง คราวนี้เอลได้ยินชัดเต็มสองหู และไม่เข้าใจเลยสักนิด
“ส่ง...เหรอ นายหมายความว่าไงน่ะ นายจะฆ่าพวกฉันไม่ใช่เหรอถ้าเล่นเกมนี้แพ้ แล้วทำไม...”
เด็กหนุ่มถอนหายใจ “ตอนแรกก็กะทำอย่างนั้นอยู่หรอก แต่...พอได้รู้จักกับคุณจริงๆ แล้ว ผมถึงได้รู้ว่าคุณเป็ผู้หญิงที่สมควรแก่การปกป้องมากกว่าจะฆ่า” โชลพูดตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อม จนคนฟังถึงกับหน้าร้อนผ่าวก่อนลุกขึ้นมาพูดแก้เขิน
“ขะ..ขอบคุณที่ไม่ฆ่าพวกเรา แต่ไม่ต้องไปส่งหรอก ฉันกลับเองได้” พอพูดแล้วเอลก็คิดหนักอีกว่าตัวเองพูดจาห้วนเกินไปหรือเปล่า ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งจะไว้ชีวิตพวกเธอไปเองนะ
“ก็ตามใจคุณนะ คุณผู้หญิง” โชลหัวเราะในลำคอ
“เอ่อ...” เอลหันมามองเขาอีกครั้งเหมือนไม่แน่ใจ เธอก้มหน้ามองพื้นก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ฉันชื่อเอลนะ”
เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มบาง “ผมชื่อโชล”
โชลไปส่งเอลที่หน้าประตูแล้วเรียกรถมารับ เมื่อเห็นว่ามีรถมาแล้วจึงกลับเข้าไปโรงเรียนอีกครั้ง อมยิ้มกับตัวเองพูดพึมพำเบาๆ
“ชื่อ เอลงั้นเหรอ...ผมชักจะถูกใจคุณขึ้นมาแล้วสิ”
หนุ่มหัวน้ำตาลรีบเดินไปต่อ เพราะยังเหลืออีกคู่หนึ่งที่ต้องไปสะสาง
น่าประหลาด...เมื่อกี้เพียงชั่วพริบตาเดียวนั้นที่เธอคิดว่าจะต้องตายเสียแล้ว ในร่างกายของเธอก็ราวกับถูกปลดลิมิตออก พลังบางอย่างเอ่อล้นออกมาเหมือนน้ำไหลทะลัก
ใช่...น้ำ แปลกที่เธอรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ทั้งในสระน้ำข้างล่างและไอน้ำรอบกาย แบบนี้นี่เอง...ที่เขาว่าเวลาคนเราอยู่ในสถานการณ์เฉียดตาย ร่างกายจะหลั่งสารบางอย่างทำให้คนเราทำเื่น่าเหลือเชื่อได้ และสำหรับผู้ที่แปลกประหลาดจากมนุษย์ธรรมดาอย่างเธอ...มันทำให้ใช้พลังธาตุของตัวเองได้
น้ำทุกหยดรอบตัวตกอยู่ในการควบคุมของเนียร์ ราวกับเป็ส่วนหนึ่งในร่างกาย เพียงแค่คิด...น้ำจากเบื้องล่างก็พุ่งขึ้นมาถาโถมเข้าใส่ไฟที่รายล้อมตัวเธออยู่
ธาตุของเธอคือน้ำ...เยี่ยม เหมาะจะเอามาดับไฟของหมอนั่นพอดี
“หึ ตายยากซะจริงนะ” ฟิวส์หันมาเผชิญหน้ากับเนียร์อีกครั้ง
“เพราะนายประมาทฉันมากเกินไปไงล่ะ” เนียร์พูด พลางปัดปอยผมที่เปียกออกไปให้พ้นตา
“ทีฉันเอาคืนบ้างล่ะ!”
ทันใดนั้นเอง น้ำจากเบื้องล่างก็พุ่งสูงขึ้นมาก่อนจะซัดเข้าใส่เด็กหนุ่มราวกับคลื่นทะเลรุนแรง
ฟิวส์รีบตั้งกำแพงไฟขึ้นมาเพื่อป้องกัน แต่เมื่อถูกน้ำในปริมาณมากและแรง ทำให้เพียงไม่นานเขาก็ถูกสายน้ำกลืนหายไป
เนียร์คิดว่าตัวเองนั้นสามารถล้มอีกฝ่ายได้แล้ว เป็อันต้องคิดใหม่ เมื่อมีร่างหนึ่งพุ่งฝ่าคลื่นนั้นตรงเข้ามาซัดเปรี้ยงใส่หน้าเธออย่างจัง ทำให้น้ำที่เคยอยู่ในการควบคุมตกสู่พื้นตามแรงดึงดูดโลกอย่างที่มันควรจะเป็
ทั้งๆ ที่ถูกน้ำโถมเข้าใส่ขนาดนั้น แต่ตัวฟิวส์กลับไม่เปียกเลยสักนิด แต่ยังพอชื้นๆอยู่บ้างเพราะเขาเร่งไฟของตัวเองให้แรงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำเข้ามาแล้วรีบตรงเข้าไปจัดการเนียร์อย่างเร็ว
ฟิวส์ลองจุดไฟที่นิ้ว และพบว่ามันค่อยๆ หรี่ลงและดับไป จนเ้าตัวสบถลั่น
“ชิ! ความชื้นเฮงซวย”
เหมือนเนียร์จะเป็ฝ่ายได้เปรียบขึ้นมา แต่เปล่าเลย...การจู่โจมเมื่อครู่นี้ของเธอใช้น้ำในสระไปจนหมด แล้วน้ำตามพื้นก็ซึมลงดินไปหมดแล้วด้วย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถรวบรวมมันขึ้นมาใหม่ได้
“...งั้น...มาตัดสินกันในหมัดเดียวไปเลยเป็ไง” เธอเสนอ
ฟิวส์มองเธอที่รวบรวมน้ำไว้ที่มือ แล้วก็ต้องยิ้มออกมา “ได้เลย” เขาพยายามเร่งไฟตรงมือขึ้นเป็ครั้งสุดท้าย
“ครั้งเดียวจบไม่มีอังกอร์แล้วนะ”
ทั้งคู่มองตากันอย่างหมายมั่น วิ่งเข้าใส่ แต่ละคนง้างหมัดกันเต็มที่
“มาตัดสินกัน!!”
ยังไม่ทันที่ทั้งสองคนจะเข้าปะทะ จู่ๆ ก็มีต้นหญ้าเข้ามาพันรัดข้อเท้าของทั้งคู่ดึงไว้จนตัวกระแทกพื้นเต็มๆแทน แต่ละคนร้องอั่กออกมาตามๆ กัน ลุกขึ้นมามีสีหน้างงงวยว่ามันเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งมีผู้ชายอีกคนเดินเข้ามาในบริเวณนั้น
“ฝ่ายฉันจบไปแล้ว พวกนายก็จบกันสักทีเถอะนะ”
เพียงเห็นผมสีน้ำตาล ฟิวส์ก็รู้ทันทีว่าเป็ใคร
“โชล!” เขาเรียกอย่างโมโห ในขณะที่เนียร์ยังสงสัยว่าเขาเป็ใคร ฟิวส์ยังคงบ่นต่อ “นี่นายมาขวางฉันสองครั้งแล้วนะ ตอนวิสก็ทีนึงแล้ว คราวนี้ยังจะมาอะไรอีก”
“เอาน่าๆ” โชลพยายามทำให้เขาใจเย็น “พวกเดียวกันอย่ามาสู้กันเลยน่า”
“นายจัดการทางนั้นเรียบร้อยแล้วเหรอ” ฟิวส์มองอย่างจับผิด เป็เชิงว่าถ้ายังไม่เสร็จก็อย่ามาเจ๋อที่นี่
“ใช่ ฉันปล่อยให้พวกเธอกลับบ้านไปแล้ว”
“ว่าไงนะ!” ฟิวส์ะโถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ฉันบอกให้นายฆ่ายัยพวกนั้นไงล่ะ”
“ก็บอกแล้วไง ว่าพวกเดียวกันเองอย่าสู้กันเลย” โชลว่า
“เดี๋ยว” เนียร์ร้องคั่นหลังจากทนฟังมานาน เธอมองคนที่เพิ่งมาใหม่ “นายเป็ใคร เป็เพื่อนกับหมอนั่นงั้นเหรอ” เนียร์คิดจะตั้งท่าสู้ขึ้นอีกครั้ง แต่ถูกอีกฝ่ายห้ามซะก่อน
“ผมไม่คิดจะสู้กับคุณหรอกนะ วางใจได้...ฉากสู้เมื่อกี้นี้น่าจะพอจุใจคุณ กับเขาคนนั้นแล้วล่ะ” ว่าแล้วโชลก็ใช้นิ้วชี้ไปทางอื่น
“เขาคนนั้น?” เนียร์เลิกคิ้ว สงสัยว่าเป็ใคร ก่อนจะหันไปมองตามที่เขาชี้ แล้วพบว่า ‘เขาคนนั้น’ ที่ว่ากำลังนอนพิงผนังเอามือหนุนหัว เหยียดขาไขว้กัน มองพวกเธออย่างสบายอารมณ์ราวกับดูรายการทีวีสนุกๆ อยู่
“ว้า หนังจบซะละ” เขาคนนั้นถอนหายใจอย่างเสียดาย ลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นตามกางเกง ก่อนจะเดินตรงมาทางเนียร์ที่ทำหน้าเหมือนเห็นผี
“นะ..นาย ตื่นมาั้แ่ตอนไหนน่ะ”
ทินยิ้มกวนๆ “แล้วใครว่าฉันหลับไปล่ะ”
“ก็...ก็นายถูกหมอนั่นจับหัวโขกกับพื้นจนสลบไปไม่ใช่เหรอ”
“เปล่า” เขาปฏิเสธหน้าตาย “ฉันแค่ี้เีสู้ต่อแล้ว เลยเซ้งให้เธอรับต่อแทน ดูพวกคนมีพลังเหนืุ์ฟัดกัน น่าสนุกกว่าตั้งเยอะ”
เนียร์ยิ้มกระตุก ถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว เธออุตส่าห์กลัวแทบตายว่าเขาจะเป็อะไร แต่มันกลับนอนดูพวกเธอสู้แทบจะฆ่ากันตายอยู่แล้วอย่างสบายใจเฉิบเนี่ยนะ! เธอขอเป็คนจัดการฌาปนกิจหมอนี่เองได้ไหม
ฟิวส์เองยังใเมื่อเห็นคนที่เขาเล่นงานเองกับมือยังลุกขึ้นมาพูดได้ปร๋อ ราวกับไม่ได้มีาเ็อะไรเลยสักนิด
พอเห็นคนมารวมกันแล้ว โชลก็เริ่มแนะนำตัวเอง “ผมชื่อโชลนะ แล้วพวกคุณล่ะ”
“ฉันชื่อทิน เป็พี่ชายยัยนี่เอง” ทันพยักหน้าไปที่เนียร์
“ฉันชื่อเนียร์ ...นายเป็ผู้ใช้พลังจากธรรมชาติธาตุไม้สินะ” เธอพอเดาออก หลังจากถูกต้นหญ้าดึงตัวเองไว้
ยังไม่ทันได้รับคำยืนยันจากอีกฝ่าย ทินก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูก่อนจะร้องว่า “ดึกขนาดนี้แล้วเหรอนี่ รีบกลับกันดีกว่านะ น้องเนียร์สุดที่รัก” น้ำเสียงแบบรู้ได้ทันทีว่ากำลังแกล้งเธออยู่ชัดๆ แต่เนียร์ก็ขัดอะไรไม่ได้เมื่อถูกทินล็อกคอลากตัวไปอย่างไม่เต็มใจ
ฟิวส์กับโชลมองสองพี่น้องที่จากไปด้วยความงุนงง ทักทายกันแป๊ปเดียวก็ไปซะแล้ว
“หมอนั่น...” ฟิวส์มองทางที่พวกทินเดินไป “อันตรายชะมัด”
“ทำไมล่ะ”
“ก็ขนาดฉันเอาหัวกระแทกกับพื้นซะขนาดนั้น มันยังไม่เห็นเป็อะไรเลยตามปกติ ถ้าคนธรรมดาโดนแบบนั้นน่าจะหัวแตกสลบไปนานแล้ว แต่อย่างที่นายเห็น เหมือนไม่เป็ไรเลยสักนิด แล้วยัยนั่นก็อีกคน...ตอนสู้ นึกว่ากำลังสู้กับพวกผู้ชาย ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ เถื่อนเป็บ้า เข้ามากระทืบมาต่อยฉันอย่างกับนักเลง”
โชลได้ยินแบบนั้นแล้วก็หัวเราะอย่างขบขัน ที่มีคนทำให้เพื่อนเขาหัวปั่นได้ “ก็ดีแล้วนี่”
ฟิวส์หันขวับ “แล้วนายล่ะ ทำไมปล่อยพวกที่เหลือไป”
“บังเอิญว่าอีกฝ่ายก็เป็ผู้ใช้พลังจากธรรมชาติอีกคนน่ะ ใช้ลม เป็ผู้หญิงชื่อว่า เอล”
ได้ยินว่าเป็ผู้หญิง ฟิวส์ก็เบะปากทันที “ผู้หญิงอีกแล้ว”
“ฮ่ะๆ โรงเรียนนายมันก็แปลกดีนะ มีผู้ใช้พลังอีกตั้งสามคน วาลที่บังคับไม้ เอลผู้ควบคุมสายลม เนียร์ผู้ใช้สายน้ำ แล้วแถมยังมีคนแปลกๆ อย่างทินอีก”
ฟิวส์เลิกคิ้ว “นายรู้ได้ไงว่ายัยนั่นใช้น้ำ” เพราะโชลไม่มีทางทันเห็นผู้หญิงคนนั้นใช้พลังอย่างแน่นอน
โชลคลี่ยิ้มบาง “ก็...ถ้าใช้อย่างอื่น นายคงจัดการได้เร็วกว่านี้ไงล่ะ”