เสียงกระพือปีกและเสียงร้องของนกเมื่อออกจากรังต่อด้วยเสียงเปิด-ปิดประตูห้องด้านนอกบ่งบอกว่าถึงเวลาของเช้าวันใหม่
ซันตื่นแล้ว แต่ยังไม่ลุกจากที่นอน เขานอนลืมตามองเพดานสีขาว้าในหัวก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ‘สัญญาระหว่างเขาและผีตนนั้น’
“ข้อแรก ห้ามแก้ผ้าในห้องชั้นแต่งตัวให้เสร็จจากห้องน้ำ ชั้นสัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่มย่ามในนั้น
ข้อสอง ห้ามพาแฟนมาห้องเด็ดขาด ถ้าอยากมีโมเม้นท์หวานแหววให้ไปม่านรูดข้างนอกนู่น”ซันอ้าปากจะเถียง แต่ถูกร่างโปร่งแสงยกมือห้ามไว้
“หยุด!!ฟังชั้นพูดให้จบก่อน ข้อสุดท้าย....ต้องซื้อข้าว ขนม น้ำมาให้ชั้นทุกวันแล้วชั้นจะบอกเองว่าวันไหนอยากกินอะไร”ซันได้แต่นั่งเงียบบนพื้นฟังิญญาเ้าของห้องพูดถึงข้อตกลงจนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“แล้วจะให้ผมเรียกคุณว่าอะไรครับผมยังไม่รู้ชื่อคุณเลย” เวลาเรียกกินข้าวจะให้เรียกแต่‘คุณผี’ ก็คงไม่เข้าท่า
รอยยิ้มบนใบหน้าขาวซีดส่งกลับมา “เรียกชั้นว่า‘ซิดนี่ย์’ ละกัน”ผู้เช่าใหม่นึกในใจแค่ชื่อยังขนาดนี้ ตอนมีชีวิตอยู่จะแซ่บขนาดไหน “ชั้นต้องไปก่อนละเมื่อกี้ใช้พลังงานไปเยอะ ชั้นอยากพักผ่อน”
แต่ก่อนที่ร่างจะค่อยๆจางลงไปซิดนี่ย์ยังทิ้งท้ายไว้อีกเื่ “อ้ะ...ลืมไปเื่นึง สุดท้ายของสุดท้ายอีกทีอย่าอยู่ห้องตอน่ 3ทุ่มล่ะถ้าเป็ไปได้นะ” แล้วร่างนั้นก็หายไปไม่รอคำถามจากซันด้วยซ้ำว่า ‘เพราะอะไร’
กระจกตู้เสื้อผ้าบานใหญ่สะท้อนภาพเด็กหนุ่มภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวกับกางเกงขายาวสีดำตอนนี้ถึงจะยังไม่เปิดเทอม แต่วันนี้เขาต้องออกไปหางานพิเศษทำเขาคิดว่าควรเริ่มจากร้านแถวหอพักก่อน เผื่อเลิกงานดึกจะเดินกลับห้องได้ใกล้ๆ แต่ถ้าหาไม่ได้ค่อยไปหาแถวมหา’ลัยตามที่ ‘บักโอม’ แนะนำ
ซันก้มมองข้อมือตัวเองเพื่อติดกระดุมแขนเมื่อเงยหน้ากลับขึ้นมาภาพสะท้อนของเขาก็มีภาพอีกคนซ้อนเข้ามา
ซิดนี่ย์ที่อยู่ในชุดเดิมยืนยิ้มให้ซันอยู่ในบานกระจก “วันนี้ชั้นอยากกินผัดกระเพราหมูสับราดข้าวเอาไข่ดาวด้วยนะ ไม่ได้กินนานละ นี่ๆ เอาขนมด้วยนะ พวกมันฝรั่งทอดห่อๆอ่ะกินตอนนี้ยังไงก็ไม่อ้วนหรอกเนอะ แล้วก็เอาชาเขียวต้นตำรับมาด้วย 1ขวดนะ แต้งกิ้ว”พอสั่งของฉอดๆเสร็จก็หายวับไป น่าจะเพราะยังเช้าอยู่ซิดนี่ย์ถึงมาเจอได้แค่ในกระจก
ชีวิตยามเช้าก็เหมือนเหล่านกบินออกจากรังไปหาอาหาร ไปพบปะฝูงชน และไปใช้ชีวิต เพื่อเรียนรู้การเอาตัวรอดในสังคมประเภทปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างเช่นสังคมในเมืองหลวงแห่งนี้
หลายร้านที่ปฏิเสธการสมัครงานของซันเขาเดินเข้า-ออกตามร้านสะดวกซื้อที่มีสัญลักษณ์เป็ตัวเลขเพื่อสอบถามตำแหน่งงาน แม้แต่ร้านอาหารในย่านหอพักก็ยังไม่มีที่ว่างสำหรับเขา เป้าหมายจึงต้องขยายวงกว้างออกไป
ดวงตะวันเริ่มคล้อยลงต่ำ ร้านอาหารที่เปิดขายเฉพาะกลางวันเริ่มทยอยเก็บของสวนทางกับร้านอาหารกลางคืนที่เพิ่งออกมาตั้งร้านกัน เสียงโช้งเช้งของตะหลิวเคาะกระทะบวกกับกลิ่นหอมตามลมทำให้ความหิวมาทักทายซันอีกครั้งหลังจากที่วันนี้ทั้งวันเขากินแค่ขนมปังกับนมไปตอนสายแค่นั้นเอง
ผู้คนเริ่มเดินเข้ามานั่งในร้านข้าวต้มบางคนยืนอยู่หน้าเตารออาหารที่สั่งกลับบ้าน ซันมองหาโต๊ะว่างเพื่อนั่งกินข้าวที่ร้านแต่ส่วนใหญ่จะนั่งกันเต็มทุกโต๊ะมีแค่โต๊ะด้านในสุดฝั่งขวามือที่มีคุณลุงนั่งอยู่เพียงคนเดียวเขาเดินตรงดิ่งไปโต๊ะนั้น
“ลุงครับ ขอผมนั่งด้วยนะโต๊ะอื่นเต็มหมดเลย”
คุณลุงนั่งคีบผักบุ้งในจานผัดผักเข้าปากไม่ได้ตอบอะไรแต่พยักหน้าแทนการยินยอมซันนั่งลงตรงข้ามลุงแล้วหันเรียกพนักงานสั่งอาหารเขามาแค่คนเดียวจึงสั่งแค่ผัดคะน้าหมูกรอบราดข้าว
มันอาจจะเป็การเสียมารยาทไปหน่อยแต่ซันก็อดที่จะหันมามองคนนั่งอีกฝั่งของโต๊ะไม่ได้ ลุงเป็คนแก่อายุน่าจะหลัก 70กว่า ยังดูแข็งแรงคล่องแคล่ว ตรงหน้าลุงมีกับข้าววางไว้ 2-3 อย่าง เขาชะเง้อคอมอง ‘ผัดผักบุ้งดูน่ากินจังยำปลาสลิดทอดก็น่าอร่อย ต้มจืดสาหร่ายหมูสับร้อนๆก็น่าซด’ เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
คุณลุงเหมือนรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจ้องอยู่จึงวางตะเกียบแล้วเงยหน้าจากถ้วยข้าวต้ม
“หยักกิงหรอตี๋ สั่งเซ่ รั้งนี้อาหร่อยนาสั่งเลยๆ” ลุงพูดด้วยสำเนียงแบบนี้น่าจะเป็คนไทยเชื้อสายจีนแน่ๆ
ซันยิ้มแห้งให้ลุง “อยากกินครับแต่ผมกินคนเดียวไม่หมดหรอก แล้วก็ตังค์ไม่พอจ่ายค่าอาหารเยอะขนาดนี้หรอกครับ”
“เอ้า ตกงังหรอออ บอกเถ้าแก่ล่ายนากิงฟีล่าย อีใจลีนา”
“ไม่ได้ตกงานครับ ผมยังเรียนอยู่แต่ก็หางานพิเศษทำอยู่ด้วยครับ”แล้วซันก็เริ่มเล่ากึ่งระบายให้ลุงฟังว่าวันนี้หางานยากแค่ไหนขนาดจานข้าวมาวางตรงหน้า ซันยังกินไปพร้อมเล่าให้ลุงฟังไปด้วยเลย
“ไอ๊หยา งังหายากจิงน่อ งั้งตี๋ ลองมาทามงังรั้งนี้มั้ยอ่าเลี๋ยวอั๊วะคุยกะเถ้าแก่ให้“
ซันไม่รู้ว่าลุงเป็ใครแล้วเป็อะไรกับเถ้าแก่ร้านนี้ แต่เห็นเด็กเสิร์ฟเดินผ่านโต๊ะนี้ก็ยิ้มให้ทุกครั้งหรือลุงอาจเป็ลูกค้าประจำก็ได้ เขาไม่รู้ว่าเถ้าแก่จะรับเข้าทำงานมั้ยแต่เขาก็รู้สึกขอบคุณกับน้ำใจของลุง
ก่อนกลับซันยังไม่ลืมสั่งข้าวกล่องไปให้ซิดนี่ย์ที่ห้องพวกขนมกับน้ำค่อยไปซื้อที่มินิมาร์ทหน้าปากซอย
ซันไหว้ลาคุณลุงก่อนลุกจากโต๊ะ “ฮ่อๆพุ่งเน้บ่ายโมงนา ลื้อมารอที่หน้ารั้งเลย เถ้าแก่อีจะกลับจากซื้อของพอลี เลี๋ยวอั๊วะบอกอีไว้ให้รับลื้อทามงังเอง”คุณลุงย้ำซันอีกครั้งเื่เวลานัด
“กลับมาละหรอเธอออออ”เสียงแหลมลอดผ่านช่องประตูที่เพิ่งเปิด ซิดนี่ย์นั่งไขว่ห้างเอนหลังอยู่บนที่นอน
“กลับมาแล้วครับ นี่ของที่สั่งครับ”ซันวางถุงพลาสติก 2-3 ถุงบนโต๊ะแล้วเปิดลิ้นชักหาอะไรบางอย่าง
ซิดนี่ย์มองอย่างสงสัย “หาอะไรอ่ะเธอ”
“หาธูปครับต้องจุดธูปบอกก่อนถึงจะกินได้ไม่ใช่หรอ” เขาควานหาจนเจอธูปกับไฟแช็ค
“ไม่ต้องก็ได้ แค่เรียกชื่อชั้นก็พอ”
“เรียกแค่ ‘ซิดนี่ย์มากินข้าว’ ยังงี้อ่ะหรอครับ”รู้สึกขัดกับความเชื่อที่โดนสอนมาตลอดเลยแฮะ
“โอ๊ยยย เรียกอย่างกับเรียกหมากินข้าวเลยนะยะ”ซิดนี่ย์ค้อนขวับใส่ซัน “อ่ะ งั้นเรียกชื่อจริงชั้นแทนก็ได้จะได้เจาะจงให้ถูกคนด้วย ผีตัวอื่นแถวนี้จะได้ไม่มาแย่งข้าวชั้นกิน”
ซันมองหน้าซิดนี่ย์ รอเ้าตัวบอกชื่อ
“ชั้นชื่อ ภูวศิษฐ์ เหล่ารัตนพงศ์”ซันพยายามสูดลมเข้าปากถี่ๆ ไม่ให้หลุดขำออกมา “ทำไม! ขำไรยะ ชื่อชั้นตลกตรงไหนไม่ทราบ”
ซันส่ายหัวเบาๆ แล้วแกะข้าวไปอมยิ้มไป
เวลาเกือบ2ทุ่มครึ่ง วันนี้ช่างเป็วันที่เหนื่อยเหลือเกินเขาลากสังขารเดินแทบทั้งวันเพื่อหางาน ที่นัดไว้พรุ่งนี้ก็ไม่รู้จะงานได้มั้ยแต่เขาก็ต้องไป ยังไงก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ
ซันล้างฟองที่ผมและตามตัวออกเช็ดตัวและแต่งตัวในห้องน้ำตามข้อตกลงของเขากับซิดนี่ย์
ิญญาเ้าของห้องยังคงนั่งกินขนมที่โต๊ะหนังสือภาพตรงหน้าคงดูแปลกตาไปซักหน่อยสำหรับคนอื่น ที่มีคนที่ร่างกายสามารถมองทะลุได้นั่งหยิบขนมที่กลายเป็แผ่นสีขาวจนมองทะลุได้เช่นกันออกจากซอง
“นี่ถ้าใกล้ 3ทุ่มแล้วอ่ะช่วยออกไปข้างนอกก่อนนะ......อย่าลืมล่ะ”
“อืมแล้วผมถามได้มั้ยว่าทำไม”ความคาใจจากที่ไม่ทันได้ถามเมื่อวาน
ซิดนี่ย์หมุนเก้าอี้กลับมามองหน้าซันเผยให้เห็นสีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนยัดขนมเข้าปาก1แผ่น
“อย่ารู้เยอะเลยเธอน่ะชั้นบอกว่าให้ออก ก็ออกไปเถอะ”
คืนนี้ตอน3ทุ่ม ซันเลยต้องลงมานั่งเล่นที่ม้าหินหน้าหอพัก ถ้าเป็่เย็นก็คงจะมีพี่ๆคนอื่นมานั่งดื่มกันบ้างแต่ตอนนี้วงเหล้าเลิกตั้งวงกันแล้ว เขาเลยต้องนั่งเล่นมือถือแก้เซ็งคนเดียว
“อีก30 นาทีค่อยขึ้นมานอนละกันนะเธอ”ประโยคสุดท้ายของซิดนี่ย์ก่อนที่ซันจะปิดประตู
‘ฟึ่บฟึ่บ ฟึ่บ’ เสียงรองเท้าลากกับพื้นปูนดังเข้ามาใกล้ม้าหินซันหันหลังไปดูต้นเสียง
เ้าของหอเพิ่งเดินเข้ามาพร้อมหิ้วถุงร้านสะดวกซื้อใบใหญ่มาด้วย“สวัสดีครับพี่ต้น” ซันทักทายพร้อมยกมือไหว้
ต้นสะดุ้งเล็กน้อยไม่รู้เพราะยังอยู่ในภวังค์ของแอลกอฮอล์หรือไม่คิดว่าจะเจอซันกันแน่
“อ้าวน้องมานั่งทำอะไรตรงนี้เนี่ย”
ซันยิ้มแหยๆส่งให้ ก่อนจะเล่าเื่ราวที่เขาเจอใน 2วันที่ผ่านมาและสาเหตุที่ต้องลงมานั่งเล่นที่ม้าหินตอนนี้ด้วย
“ผมถามเค้าแล้วนะพี่ว่าทำไมต้องห้ามอยู่ห้องตอน 3ทุ่มด้วยแต่เค้าก็ไม่ตอบ บอกว่าอย่ารู้เยอะเลย”
ต้นยืนฟังเด็กหนุ่มเล่าไปก็พึมพำออกมา“อืม 3ทุ่มหรอ”
ซันจ้องหน้าพี่ต้นเหมือนจะหาคำตอบ“หรือพี่ต้นรู้อะไรบ้างรึเปล่าครับ ว่าทำไมต้อง 3ทุ่ม”
“ไม่รู้ๆพี่จะไปรู้ได้ไงเล่า ห้องนั้นถ้าไม่จำเป็พี่ก็ไม่ขึ้นไปเหยียบหรอกพี่ก็กลัวเหมือนกันนะ!”ต้นปฏิเสธเสียงดัง “นี่ก็จะ 3ทุ่มครึ่งแล้วนี่ขึ้นห้องได้แล้วมั้ง นั่งตรงนี้นานๆเดี๋ยวยุงก็หามไปกินหรอก”
ซันทำตามที่ต้นแนะนำระหว่างเดินขึ้นห้องในใจก็คิดพลาง ‘ขนาดตัวเองยังกลัวแต่ก็มาหลอกปล่อยห้องให้เราเช่าเนี่ยนะ พี่ต้นเอ้ยยย พี่ต้น’
ไม่ถึงสิบนาทีเขาก็เดินถึงประตูหน้าห้องความรู้สึกห่วงแปลกๆแล่นเข้ามา ‘ซิดนี่ย์จะเป็ยังไงบ้างน๊า’
แต่ผิดคาดเมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับเห็นซิดนี่ย์นั่งหมุนเก้าอี้เล่นพลางดูดชาเขียวอย่างสบายใจความโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกก็เข้ามาแทน ‘ไม่เป็ไร...ก็ดีแล้ว’
วันรุ่งขึ้นซันตื่นเกือบ10โมง นั่นนับว่าสายมากแล้วสำหรับเด็กต่างจังหวัดแบบซันหากตื่นเวลานี้ตอนอยู่ที่บ้าน คงได้โดนแม่เอาน้ำสาดให้ตื่นแน่ๆ แต่คงเพราะความเหนื่อยที่สะสมมาหลายวันบวกกับแม่ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยเขาเลยกล้าตื่นสายขนาดนี้
วันนี้เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าต้องได้งานทำไม่ว่าจะเป็ร้านไหนก็ตาม เขาจะอ้อนวอนจนกว่าจะได้ยิ่งอยู่นานเงินที่มีก็ยิ่งร่อยหรอ และเขาก็ไม่อยากขอเงินทางบ้านเพิ่มถ้าหางานไม่ได้ในวันสองวันนี้ ชีวิตวัยเรียนของเขาต้องแย่แน่
เมื่อใกล้ถึงเวลานัดเขาหยิบถุงเท้ามานั่งใส่บนที่นอนคว้ากระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์ได้ก็รีบไปใส่รองเท้า ยื่นมือไปจับลูกบิดประตูได้ก็หมุนปลดล๊อคแล้วเปิดออกแต่เหมือนเพิ่งนึกอะไรได้บางอย่าง เขาปิดประตูแล้วเดินกลับไปกลางห้อง
“ซิดนี่ย์ซิดนี่ย์ วันนี้อยากกินอะไรมั้ย”ที่แท้ก็เื่ของิญญาเ้าของห้องนี่เอง
“นึกว่าจะไม่ถามซะละ”ซิดนี่ย์ยืนกอดอกมองซันจากในกระจกตู้เสื้อผ้าเหมือนเมื่อวาน “วันนี้เอาเหมือนเมื่อวานละกันแต่ขอเผ็ดเพิ่มหน่อย ส่วนขนมกับน้ำก็เหมือนเดิมแหละ” นี่ก็เป็อีกสาเหตุนึงที่ทำให้เงินของซันหมดไวขึ้น
ซันพยักหน้าเป็เชิงว่ารับรู้แล้วรีบเดินออกไป โดยที่มีเสียงะโตามหลังว่า “ขอให้ได้งานน๊า.....โชคดีน๊า”
บางทีการที่อยู่กับผีอย่างซิดนี่ย์ก็ไม่ใช่เื่แย่ซะทีเดียวเพราะประโยคนั้นทำเอาคนฟังต้องอมรอยยิ้มไว้ ก่อนเดินออกมา
12:50เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษามายืนรอหน้าร้านข้าวต้มกลางคืนตามนัด ‘คุณลุงจะคุยให้รึยังนะ แล้วถ้าแกลืมล่ะ ไม่เป็ไรๆ ถ้าแกลืมก็ต้องลองของานเอง ต้องได้งานทำวันนี้ล่ะวะ’ เขาเดินวนไปวนมาหน้าร้านคิดนู่นนี่สารพัดจนไม่ทันสังเกตุว่ามีคนมายืนใกล้ๆ
“ไอ้หนุ่มหลบหน่อยสิ อั๊วะจะเข้าร้าน”เสียงชายวัยกลางคนดังมาจากด้านหลัง ซันใรีบหันไปขอโทษ
“ขอโทษครับๆคือผมมารอสมัครงานกับเถ้าแก่น่ะครับ”
“อ้อออลื้อนี่เอง อาเตี่ยอั๊วะมาบอกแล้วล่ะ ว่าจะมีคนมาของานทำ” อ๋อที่แท้คุณลุงคนเมื่อคืนก็เป็พ่อของเถ้าแก่นี่เอง มิน่าถึงกล้ารับปากว่าจะคุยกับเถ้าแก่ให้
เถ้าแก่หิ้วถุงของสดพะรุงพะรังเข้าไปหลังร้านมีเด็กสาวหิ้วถุงผักเดินตามเข้าไป ซันจำได้ว่าเด็กคนนี้คือคนที่มารับออเดอร์และส่งยิ้มให้ทุกครั้งที่เดินผ่านโต๊ะของเขา ดูจากหน้าตาผิวพรรณแล้ว เธอน่าจะเป็ลูกสาวเถ้าแก่และดูอายุที่ไล่เลี่ยกันหรืออาจจะเด็กกว่าซันไม่เท่าไหร่ น่าจะอยู่ม.ปลายหรือระดับปวช.แค่นั้น
“อ๊ะพี่คนเมื่อวานนี่เอง”เด็กสาวเดินออกมาจากหลังร้าน กำลังจะไปยกของออกจากรถอีกรอบ เขาอาสาไปช่วยถือให้ยังไงจะทำร้านนี้แล้วต้องแสดงความขยันซะหน่อย
“จำพี่ได้ด้วยหรอครับ”
“จำได้สิก็พี่นั่งคุยโทรศัพท์ตั้งนานแน่ะ ใช้หูฟังรุ่นใหม่แบบไร้สายใช่ม๊า หนูก็อยากได้นะแต่ป๊าไม่ให้อ่ะ มันแพง” พูดจบก็ส่งถุงผักให้ซันช่วยถือโดยไม่ได้มองว่ารุ่นพี่คนนี้ยืนอึ้งกับคำพูดของเธอ
‘คุยโทรศัพท์หรอไม่ใช่สิ เมื่อคืนเราคุยกับคุณลุงนี่หว่า น้องไม่เห็นลุงหรอ แต่เถ้าแก่ก็บอกว่าคุณลุงมาคุยด้วยนี่หรือยังไงวะเนี่ย”เขาเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของเื่นี้ซะแล้ว
เถ้าแก่กำลังจัดเตรียมของอยู่ในครัวหลังร้านซันรีบเดินเข้าไปช่วย ร้านนี้น่าจะขายดีมาก เพราะเถ้าแก่เตรียมของสดไว้เยอะมากและยังบอกอีกว่าของพวกนี้ซื้อแบบวันต่อวัน ไม่มีซื้อทิ้งไว้ข้ามคืนแน่นอน
“ลื้อจำไว้นาการขายของน่ะ ต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเองแล้วก็ต่อลูกค้า ถ้าของไม่ดีไม่สะอาดลื้อยังไม่อยากกิน ก็ห้ามเอามาขายให้คนอื่นกินเด็ดขาด”คำสอนดีๆจากเถ้าแก่น่าจะได้มาจากประสบการณ์ชีวิตของแกเอง
“เอ่อ.....ตกลงเถ้าแก่รับผมทำงานแล้วใช่มั้ยครับ”อย่างน้อยให้ได้ยินจากปากอย่างเป็ทางการ ก็จะได้มั่นใจหน่อย
“เอ้อ!รับสิ อาเตี่ยอั๊วะเป็คนมาฝากลื้อไว้เอง ไม่รับก็ได้โดนอีด่าน่ะสิ”
นี่ก็อีกเื่ที่ทำให้ซันโล่งใจว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ได้คุยกับคุณลุงซันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตอนจัดผักลงตะกร้า
“แล้วคุณลุงคุยกับเถ้าแก่ตอนปิดร้านหรอครับแกใจดีกับผมมากๆเลยนะครับเนี่ย”
เถ้าแก่เมธหันหน้ามามองเด็กหนุ่มคิ้วของเขาย่นเข้ามาจนเกือบชนกัน
“เปล่า.....อีมาคุยกับอั๊วะในฝันอั๊วะยังงงอยู่เลยว่าไปรู้จักลื้อตอนไหน”