ตอนที่ 38 ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด
ในขณะนี้เองในห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสห้องหนึ่ง ของประดับภายในห้องเรียบง่ายสามัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใจกลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมหนึ่งตัวและเก้าอี้สองตัว บนโต๊ะสี่เหลี่ยมนั้นมีกระดานหมากรุกวางอยู่ ขนาบข้างด้วยสองเฒ่าชรา หนึ่งผู้ชราสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาราวกับชาวบ้าน อีกหนึ่งผู้ชราสวมเครื่องแบบองอาจราวกับผู้สูงศักดิ์
เจ้าสำนักเดินหมากบนกระดานด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เห็นได้ชัดว่า บนกระดานหมากรุกตอนนี้ล้วนเป็นฝ่ายของผู้ชราตรงข้ามซึ่งถูกรุกฆาตโดยเจ้าสำนัก สีหน้าของชายชราเบื้องหน้าราวกับคนอมทุกข์ คิ้วขมวดชิดแน่น เขาเอ่ยขึ้นกับเจ้าสำนักด้วยน้ำเสียงไม่พึงพอใจ “ทำไมเจ้าถึงหยุดยั้งข้า… ไม่สิ… ทำไมเจ้าไม่ช่วยเหลือหลานสาวข้า! แม้ระยะห่างของสำนักกระบี่คู่สวรรค์และสำนักกระบี่ดาราสวรรค์จะมีมากกว่าหลายหมื่นกิโลเมตร นั่นยังนับว่าอยู่ในขอบเขตการรับรู้ของเจ้า นางได้รับแผลเป็นขนาดใหญ่! ข้าอดใจไม่ได้ ข้าอยากที่จะล้างบางตระกูลคนที่ทำเช่นนั้น”
แท้จริงแล้ว ตรงข้ามของเจ้าสำนักคือเจียวหั่ว …ปู่ของเจียวอ้าว
“เจียวหั่ว เจ้าประคับประคองช่วยเหลือหลานสาวมากเกินไป เด็กน้อยคนนั้นควรได้รับรู้ความโหดร้ายของโลกใบนี้ มันเหมือนอาหารที่ทำให้นางเติบโตขึ้น ประสบการณ์ชีวิตเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากเงินตราหรือโชควาสนา มันเป็นสิ่งที่ต้องเก็บเกี่ยวในทุกจังหวะของชีวิต เหตุใดที่ทำให้เจ้ารักเด็กคนนั้นมาก?” เจ้าสำนักเอ่ยตอบ ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายราวกับการพูดคุยกับสหายคนสนิทที่ไม่ได้พบเจอกันมาเนิ่นนาน
“ฮึ่ม!! เพราะเห็นแก่หน้าเจ้า ข้าจำต้องมานั่งติดแหง็กอยู่ในห้อง จะว่าไปสหายรัก เราไม่ได้เจอหน้ากันเป็นร้อยปี พลังของเจ้ากลับเติบโตเพียงน้อยนิด นี่ใช่ว่าขอบเขตเซียนอยู่ห่างไกลเกินไปหรือไม่? เจ้าติดค้างอยู่ราชันจักรพรรดิขั้นสิบมานับพันปี นี่ไม่ใช่ว่ามันทำให้บรรพบุรุษของเจ้า เทพเซียนกระบี่ต้องเสียชื่อหรอกหรือ?” บนใบหน้าของเจียวหั่วเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ การพูดคุยหยอกล้อนี้เป็นสิ่งปกติที่เจียวหั่วชอบกระทำ
ใบหน้าของเจ้าสำนักล้วนนิ่งสงบดุจผิวน้ำ
เจียวหั่วกล่าวต่อขึ้น เขาหวังว่าถ้อยคำนี้จะสะกิดมันได้บ้าง “ผู้สืบทอดของเทพเซียนกระบี่… เจ้าหาผู้สืบทอดคนต่อไปได้หรือยัง?”
เจ้าสำนักยกถ้วยชาอู่หลงขึ้นมาจิบ “เล่าสาเหตุของเจ้ามาก่อน เหตุใดเทพสงครามถึงหลงรักเด็กนั่นได้ถึงเพียงนี้? ย้อนกลับไปในครั้นมหาสงครามศักดิ์สิทธิ์ของมารและทวยเทพ เจ้าประกาศกร้าวต่อข้าว่าไม่ชมชอบในสตรีคนใด ภรรยาของเจ้าก็เป็นเพียงตัวหมากที่ไว้สืบทายาทเพื่อถ่ายทอดพลังของเทพสงคราม สาเหตุใดที่ทำให้เจ้าหลงใหลหลานสาวของตนเองได้ขนาดนี้…”
เจ้าสำนักรู้จักเจียวหั่วดี ชายชราทั้งสองล้วนเป็นคู่หูร่วมรบในมหาสงครามศักดิ์สิทธิ์ เป็นเพียงหนึ่งในมนุษย์ไม่กี่คนที่รอดชีวิตมาจากมหาสงคราม พวกเขาทั้งคู่สนิทถึงขั้นรู้หมดไส้หมดพุง
“วันนั้น…” เจียวหั่วเริ่มเอื้อนเอ่ย ผู้ชราเฒ่าหวนนึกถึงความทรงจำที่ดีงาม นางฟ้าตัวน้อยเพียงหนึ่งเดียวในตระกูล “มันเป็นวันที่ทุกผู้คนทั้งตระกูลเจียวต้องมาเข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปี เพื่อหารือการสรรจัดงบประมาณต่างๆภายในตระกูล เรามุ่งเน้นในการสร้างอัจฉริยะที่ไร้คู่เปรียบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ข้าสละตำแหน่งประมุข วันนั้นเลยมีงานเลี้ยงต้อนรับประมุขคนใหม่ และมันย่อมเป็นบุตรชายข้า มันพาลูกเจ็ดคนของมันมาร่วมฉลองด้วย ข้าสังเกตเห็นได้ว่าหนึ่งในเจ็ดคนนั้นมีดรุณีน้อยนางหนึ่ง นอกเหนือล้วนเป็นบุรุษ”
“ตอนที่มันแนะนำข้าให้เจ้าเด็กพวกนั้นรู้จัก พวกมันต่างทำสีหน้าสะพรึงกลัว ใบหน้าที่เหมือนมองข้าเป็นปีศาจ ในตอนนั้นเองที่เด็กสาวคนนั้นวิ่งเข้ามาหาข้า เด็กนั่นสกปรกมอมแมมเป็นเด็กที่ซุกซนไม่ใช่น้อย นางเรียกข้าว่า ท่านปู่ๆ แล้วนางก็ทำท่าเหมือนอยากจะให้ข้าอุ้ม อ่ะฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าต้องไม่เชื่อแน่ๆว่าข้าอุ้มนาง กลิ่นดินที่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าและผมสีเงินของนางยังเด่นชัดจนถึงวันนี้ ตอนนั้นความรู้สึกของข้าเหมือนถูกเติบเต็ม ข้ารักหลานผู้นี้มากกว่าลูกในไส้เสียอีก!! หลังจากนั้นข้าก็ใช้ชีวิตอยู่กับนางเป็นส่วนใหญ่ พานางเหินชมทั่วมหาทวีป ล่องข้ามผ่านมหาสมุทร จนข้าไปเจอกับตัวตนประหลาดเข้าในทะเลทราย…”
“ข้าไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร เทพหรือมาร สัตว์อสูรหรือมนุษย์ รูปร่างของมันเหมือนโครงกระดูกยักษ์สีขาวโพลนเดินได้ แวบแรกที่ข้าเห็นมัน ข้าสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันตราย… ข้ารู้สึกว่า… หากแค่ตัวตนนั่นปรารถนา เส้นชีวิตของข้าสามารถถูกสบั้นขาดได้ในชั่วพริบตา แรงกดดันของมันนั้นยิ่งกว่าเทพปีศาจหรือเทพสูงสุดในครั้นมหาสงคราม ด้วยความตกใจ ข้าเผลอกระพริบตาคราวหนึ่ง ตัวตนประหลาดนั่นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย… ข้ารีบพาอ้าวเอ๋อกลับทวีปมังกร หลังจากนั้นก็พึงตระหนักได้ว่าข้ายังแข็งแกร่งไม่พอ… จึงปิดด่านฝึกตนเนิ่นนาน จวบจนกระทั่ง! ข้าทราบข่าวว่าอ้าวเอ๋อถูกทำร้าย!!” ประโยคสุดท้ายของเจียวหั่วถูกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว
เจ้าสำนักสดับฟังอย่างตั้งใจ เมื่อคำ “โครงกระดูกสีขาว” ถูกเอ่ยออกมาโดยเจียวหั่ว นัยน์ตาของผู้ชราล้วนขยายโตกว้างชั่วขณะหนึ่งก่อนกลับคืนสู่ความสงบในฉับพลัน ผู้เฒ่าครุ่นคิดในใจอย่างตื่นตระหนก “หรือว่าจะเป็นเจ้านั่น…”
“ผู้สืบทอดเซียนกระบี่ ได้เวลาเจ้าตอบคำถามข้า… ตลอดเวลาเกือบพันปีมานี้ เจ้าหาผู้สืบทอดเจอแล้วหรือยัง?”
“อย่าได้เรียกข้าว่าผู้สืบทอดเซียนกระบี่… ข้ากำชับเจ้ากี่ล้านหนแล้ว ข้ารู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรแก่สมญานามนี้ ท่านบรรพบุรุษสามารถบรรลุสู่มรรคายุทธชนชั้นเซียนได้ในหนึ่งพันปี ข้าที่ใช้เวลากว่าพันปีเศษยังมิอาจสัมผัสได้ถึงขอบเขตเซียน… ข้ายังห่างไกลเกินกว่าจะถูกเรียกว่าผู้สืบทอดเซียนกระบี่” เจ้าสำนักเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ผู้ชรากล่าวต่อว่า “ข้าเจอเด็กหนุ่มที่มีคุณสมบัติเพื่อเกิดมาสู่การเป็นเซียน คงมีเพียงตาแก่ที่อยู่มาเป็นพันปีเท่านั้นที่มองออกว่าพรสวรรค์ใครมากหรือน้อย จุดปลายทางในการฝึกยุทธของเหล่าเด็กน้อยนั้นจะหยุดลงที่ใด… ซึ่งข้ามองไม่เห็นขีดจำกัดของเด็กน้อยคนนั้นเลย…”
“โอ้…” คำพูดของเจ้าสำนักล้วนทำให้เจียวหั่วเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจลึกล้ำ มัันแทบเป็นไปไม่ได้ที่ผู้สืบทอดเซียนกระบี่จะกล่าวชมใคร “เจ้ารับมันเป็นศิษย์หรือยัง?”
เจ้าสำนักผงกศีรษะเบาบาง “เขาปฏิเสธข้า ข้าต้องการเรียกเขามาคุยใหม่อีกครั้งเพื่อปรับความเข้าใจ คงต้องแสดงความสามารถเล็กน้อยเพื่อยั่วความต้องการของเขา”
“นั่นเป็นเรื่องที่ดี เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่… เจ้ายังไม่บรรลุสู่ชนชั้นเซียน แม้อยู่ชนชั้นราชันจักรพรรดิขั้นสิบยังนับว่าห่างไกลจากเส้นเซียน พักนี้พวกปีศาจและมารมีปฏิกิริยาแปลกไป เจ้าเคยได้ยินตำนานการคืนชีพของเทพปีศาจหรือไม่… ถ้าตำนานที่เล่าขานนั่นเป็นจริง ถ้าเจ้านั่นฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง… โลกเซียนคงพลิกโผครั้งใหญ่ หากเป็นไปได้ ข้าต้องการย้ายผู้คนทั้งมหาทวีปไปสู่ทวีปศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับการคุ้มครองจากเผ่าเทพ อีกทั้ง เรายังสามารถเป็นกำลังให้เทพสูงสุดในการปราบเทพปีศาจ” สีหน้าของเจียวหั่วปรากฏความวิตก ผู้ชราเฒ่าจินตนาการไม่ออกเลยว่า หากเทพปีศาจคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง สรรพชีวิตจะต่อกรกับมันยังไง…
…………………………………..
ในตำหนักหลัก บรรยากาศโดยรอบล้วนเงียบสงัดราวกับป่าช้า พวกเขาจับจ้องเฟยอวี่ที่ยืนเลือดอาบอยู่บนแท่นประลองด้วยท่าทางของเขาราวกับผู้ชนะศึก แม้สองแขนอาบท่วมด้วยโลหิต แม้ทั่วทั้งร่างยากจะทรงตัวให้ยืนได้ ชายหนุ่มมิอาจละความพยายามที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้แนบเนียน ทำทีท่าว่ายังสามารถสู้ต่อไปได้อีก…
“ยังมีใครอีกหรือไม่! ใครที่หาญกล้าพอจะขึ้นมาสั่งสอนข้าผู้นี้ พรสวรรค์สีขาวเช่นข้าต้องการคำชี้แนะ!!” เฟยอวี่ตะโกนลั่น เขาเน้นคำ “พรสวรรค์สีขาว” หนักแน่น ทุกผู้คนต่างคล้ายถูกหอกยาวแทงทะลุหัวใจ ความเจ็บปวดจากวาจาแสบลึกไปถึงทรวง ถึงกระนั้น พวกเขาทำได้เพียงจ้องมองเฟยอวี่ด้วยสีหน้าโง่งม
ไม่มีใครในที่นี้คาดคิด ศิษย์ใหม่ ศิษย์ภายนอก ศิษย์ภายใน และบรรดาผู้อาวุโสหรือเจ้าสำนัก พวกเขามิอาจทำใจเชื่อถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้… มันเป็นความสุดยอดที่ทำให้ผู้คนต่างเงียบสงัด ไร้ซึ่งคำใดจะมาบรรยายสิ่งมหัศจรรย์ตรงหน้า การที่ผู้ฝึกยุทธระดับเริ่มต้นขั้นสี่สามารถกุมชัยเหนือผู้ฝึกยุทธระดับเชี่ยวชาญขั้นสิบได้ในหนึ่งกระบวนท่า หากนำไปเล่าใครต่อใคร มันผู้นั้นย่อมหาว่าเราบ้า! ถึงขนาดที่ว่า ต่อให้ฆ่ามันตายก็ไม่เชื่อข่าวลือบ้าบอนี้อย่างแน่นอน!!
ชนะคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่าหนึ่งขั้นเรียก เหนือมนุษย์
ชนะคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่าสองขั้นเรียก วีรบุรุษ
ชนะคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่าสามขั้นเรียก ร่างจุติของเทพเซียน
เช่นนั้นแล้ว ตัวตนของเฟยอวี่เล่าควรเรียกว่าสิ่งใด? ชายหนุ่มสามารถชนะคู่ต่อสู้ที่พลังยุทธเหนือกว่าถึงหนึ่งช่วงชั้นลมปราณกับอีกหกขั้น!! ทุกผู้คนยากจะคืนสติจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น… เป็นระยะเวลาถึงสิบนาทีเต็มที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครในตำหนักหลักรู้สึกตัว… จวบจนกระทั่ง สุ้มเสียงของผู้อาวุโสสูงสุดที่ลอยนิ่งกลางอากาศพลันกล่าวขึ้น
“ไม่มีการท้าทายผู้ยืนหยัดบนแท่นประลองครบสิบนาทีเต็ม จบการประลองประจำปี เฟยอวี่เป็นผู้ชนะเลิศ”
เสียงป่าวประกาศนี้ปลุกทุกผู้คนให้ตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์ลึกล้ำ บางคนตบหน้าตัวเอง บางคนหยิบแก้ม นี่ล้วนเพื่อย้ำเตือนตัวเองว่ามันมิใช่ความฝัน พลังที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์และสามัญสำนึกของผู้คนได้ปรากฏขึ้นแล้วจริงๆ ตัวตนผู้นั้นมีนามว่า…เฟยอวี่
“ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวได้ถูกต้อง” ลู่หลินเดินเหยียบอากาศขึ้นมาราวกับเดินบนพื้น นางลอยขึ้นมาในระดับเดียวกันกับผู้อาวุโสสูงสุด สีหน้าของเจ้าสำนักราบเรียบไร้อารมณ์ “แต่ทว่า เด็กหนุ่มผู้นี้ทำผิดกฎการประลอง เขาเข้ามาขัดขวางการประลองระหว่างเจียวอ้าวและลี่ถัง ซึ่งการประลองนั้นหาได้มีการประกาศผู้ชนะแล้วไม่ ด้วยความผิดนี้ รางวัลประจำปีถือว่าเป็นโมฆะ”
ทันใดนั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูดังกึกก้องทั่วทั้งตำหนักหลัก สานุศิษย์มากมายต่างออกมาปกป้องเฟยอวี่ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน
“นี่มันอะไรกัน! เจ้าสำนักไร้ยางอายยิ่งนัก! ถ้าเขาผิดจริง ทางสำนักควรตักเตือนตั้งแต่เข้าสู้กับลี่ถังแล้ว!”
“ถูกต้อง! นี่ล้วนเป็นความผิดที่ทางสำนักไม่ทักท้วงตั้งแต่คราวแรก ความสำเร็จนี้ของศิษย์น้องเฟยคู่ควรแก่รางวัล”
ลู่หลินเผยรอยยิ้มบาง นางจับจ้องเฟยอวี่ที่ยืนตระหง่านบนแท่นประลอง “ถูกต้อง ทางเราไม่ได้ทักท้วงหรือตักเตือนเขาว่าทำผิดกฎ แต่เป็นทางสำนักเสียมากกว่าที่มอบโอกาสแก้แค้นให้แก่เขาโดยไม่ถูกขัดจังหวะอารมณ์ ทางสำนักมอบโอกาสให้แก่เจ้านะ เนื่องจากความผิดก็เป็นของทั้งสองฝ่าย ข้าจะให้เจ้้าเลือก ระหว่างรางวัลเป็นโมฆะและการประลองประจำปีจบลง กับการประลองดำเนินต่อไปโดยมีรางวัลรออยู่ แต่ด้วยสภาพของเจ้า ข้าอนุญาตให้ใช้สิทธิ์เลือกคู่ประลอง” ลู่หลินหันมองไปทางเหล่าสานุศิษย์น้อยใหญ่ “ข้าอยากจะบอกให้พวกเจ้าทราบ เขานั้นหมดสิ้นเรี่ยวแรง แค่ยืนก็เต็มกลืนแล้ว”
เฟยอวี่ขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน “เจ้าเล่ห์นักนะ…”
ลู่หลินเพียงมอบรอยยิ้มให้ “เจ้าจะเลือกทางไหนล่ะ? จบการประลองประจำปีและรางวัลเป็นโมฆะ หรือสู้ต่อ?”
ความเด็ดเดี่ยวฉาบประกายวาบหนึ่งในสายตาของชายหนุ่ม “ข้าเลือก…สู้ต่อ!”
คำตอบของเฟยอวี่ได้สร้างคลื่นความตกใจระลอกใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ต่อให้เขาเพิ่งเอาชนะหลิวเจียนผู้เป็นลำดับที่สองของรุ่นเยาว์ในทวีปมังกรมาได้… อย่างไรก็ตาม สภาพร่างกายของเขาได้มาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ ลู่หลินเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ นางคิดว่าด้วยนิสัยหยิ่งทระนงของมัน มันคงเลือกทางแรกโดยไม่ต้องประมือกับใครอีก แน่นอนว่าจะไม่มีใครในตำหนักหลักได้รางวัลของพระมหาจักรพรรดิด้วย นั่นหมายความว่าจะไม่มีใครแข็งแกร่งอย่างก้าวกระโดด!! และวีรกรรมของเฟยอวี่จะถูกเล่าขานในฐานะตำนาน
ลู่หลินไม่สบอารมณ์ มันไม่ได้เป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ “แล้วคู่ต่อสู้ที่เจ้าเลือก?”
เฟยอวี่รวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิดเคลื่อนศีรษะไปทางโต๊ะกลมของตน นัยน์ตาคมกล้าของบุรุษจับจ้องกับแววตาอันด้านชาของหญิงสาวผู้หนึ่ง “ข้าเลือก…เจียวอ้าว!”
บังเกิดความผิดหวังขึ้นในจิตใจของผู้คน พวกเขาคาดว่าเฟยอวี่จะหยุดความทะเยอทะยานอันบ้าบิ่นนั่นไว้ แล้วปล่อยให้มันกลายเป็นตำนานเล่าขาน เขากลับยังปรารถนาในรางวัล ซึ่งเลือกคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอที่สุดในตำหนักหลัก…เจียวอ้าว! ผู้บรรลุพลังยุทธระดับรากฐานขั้นหก…
ดวงเนตรคมงามของหญิงสาวเบิกโตกว้าง นางจับจ้องชายหนุ่มบนแท่นประลองเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์อันหลากหลาย นางรู้สึกติดบุญคุณของเขา การลงมือต่อลี่ถังประหนึ่งความแค้นในใจได้ถูกเติมเต็มโดยสมบูรณ์ หากต้องต่อสู้กับเขา ต่อให้เฟยอวี่จะเหลือเรี่ยวแรงน้อยนิดเพียงใด ถึงกระนั้น เขาก็ยังเป็นชายที่ล้มหลิวเจียนได้ในหนึ่งกระบวนท่า!! เขาล้วนสามารถชนะเจียวอ้าวได้อย่างแน่นอน แม้จะอยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้ก็ตาม!!
หญิงสาวสาวเท้าตรงมาทางแท่นประลอง นางย่าวก้าวเหยียบขึ้นมาเบื้องบน “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าช่วยข้าทำไม… แต่ข้าซาบซึ้งใจเจ้ามาก หากการเสียสละนี้สามารถทดแทนบุญคุณที่เจ้าแก้แค้นให้ข้า ข้าย่อมยินดีที่จะทำ”
เฟยอวี่นั้นเหลือแรงอีกไม่มากแล้ว เขาสัมผัสได้ถึงสรรพสิ่งที่กำลังจะวูบดับลง… ในชั่ววินาทีนั้น เขาพลันรวบรวมเรี่ยวแรงที่หลงเหลือไว้ทั้งหมดเพื่อกู่ตะโกนออกไป “ข้าขอยอมแพ้!!”