บ้านพลตรีมีหนุ่มน้อยนำโชค (นิยายแปล)

    ตอนที่ 29 วิธีบำเพ็ญแบบใหม่


            “ฮ่าฮ่าๆ ถ้าคุณพ่อกับคุณแม่ชอบก็ดีแล้วครับ ต่อไปผมจะทำให้พวกท่านกินบ่อยๆ เลย” ในที่สุดอวี๋จิ่นลี่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หยิบชามขึ้นมาเริ่มกิน

            แม้รสชาติจะไม่ดีเท่าโลกก่อน แต่เพราะหลายวันมานี้กินแต่เนื้อต้มที่ไม่มีรสชาติ อวี๋จิ่นลี่จึงพอใจกับอาหารมื้อนี้เป็นพิเศษ

            ลูกไฟกลมแสงขาวนวลที่ขนาดใหญ่กว่าปกติเล็กน้อยสองลูกก็โผล่พรวดออกมาจากร่างของเฉียวมู่หลานและเจียงเจิ้นเทา ก่อนจะลอยตุปัดตุเป๋แล้วซึมซับเข้าสู่ร่างของอวี๋จิ่นลี่

            เพราะทั้งสามนั่งหันหน้าเข้าหากันขณะรับประทานอาหาร ครั้งนี้อวี๋จิ่นลี่จึงเห็นมันได้อย่างชัดเจน ดวงตาของเขาเบิกค้าง สีหน้าฉายแววตื่นตะลึง

            “เกาลัดน้อยเป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” เฉียวมู่หลานเห็นท่าทางนี้เข้า ก็รีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

            “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร เมื่อกี้เกือบสำลัก แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วครับ” อวี๋จิ่นลี่รีบหาข้ออ้างมาแก้ตัว ด้วยไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเป็นกังวล แต่ความประหลาดใจ ความตกใจ และความงงงันที่อยู่เต็มอกนั้นอย่างไรก็ปิดไม่มิด

            เดิมทีเขาคิดว่าวิธีเดียวที่จะสะสมพลังวิญญาณและฟื้นฟูการบำเพ็ญเพียรของเขาในชาติที่แล้วได้คือการพึ่งพาของวิเศษในโลกนี้ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีไอวิญญาณในโลกแห่งนี้ เขาจึงไม่สามารถฟื้นฟูได้ด้วยการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร

            แต่เมื่อสักครู่อวี๋จิ่นลี่เพิ่งค้นพบวิธีอื่นในการเพิ่มพลังวิญญาณ ทั้งยังเป็นวิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการกินของวิเศษเพื่อเติมเต็มเสียอีก

            หากไม่ใช่เพราะสถานที่ไม่อำนวย อวี๋จิ่นลี่คงจะลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีพร้อมหัวเราะออกมาดังลั่น แล้วโผเข้ากอดเจียงม่อเซิ่งที่อยู่ชั้นบนอย่างเต็มรักสักทีหนึ่งไปแล้ว

            ขาทองคำที่เขากอดนั้นไม่เหมือนใคร แค่ชั่วประเดี๋ยวก็นำโชคดีมาให้เขาแล้ว

            โดยทั่วไปคนที่มีแสงสีทองแห่งบารมี ดวงจะดีมากๆ และเมื่ออยู่ข้างๆ คนแบบนี้เป็นเวลานาน ดวงของเขาก็จะดีขึ้นเช่นกัน

            ดูสิ ตอนนี้เขายังอาศัยอยู่บนโลกที่ปราศจากไอวิญญาณนี้อย่างโชคดี ซ้ำยังบำเพ็ญเพียรต่อไปได้อีกด้วยโชคดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!

            อวี๋จิ่นลี่เคยได้ยินจากอาจารย์เมื่อนานมาแล้วว่า ในตอนที่แดนบำเพ็ญเพียรยังคงเฟื่องฟู การบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญไม่เพียงแต่จะเลื่อนระดับได้ด้วยการบำเพ็ญเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสะสมพลังศรัทธาด้วย

            อีกอย่างผลการบำเพ็ญที่เลื่อนระดับจากพลังศรัทธานั้นยังมั่นคงกว่า และยังแข็งแกร่งยิ่งกว่า

            แต่พลังศรัทธานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรวบรวมได้ มันจะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้อื่นชื่นชอบและนับถือคุณอย่างจริงใจเท่านั้น จึงจะเกิดพลังศรัทธาได้เล็กน้อย

            ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนด้วยวิธีนี้จึงก้าวหน้าได้ค่อนข้างช้า แต่ในระยะหลังของการบำเพ็ญ แต่ละคนกลับสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นเซียนได้ง่ายกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป

            ทว่าด้วยความเสื่อมโทรมของแดนบำเพ็ญเพียร วิธีบำเพ็ญแบบนี้จึงค่อยๆ สูญหายไปในที่สุด

            เดิมทีผู้บำเพ็ญเพียรในโลกมนุษย์นั้นก็ลำบากมากอยู่แล้ว อีกอย่างการบำเพ็ญด้วยพลังศรัทธานั้นยากยิ่งกว่ายาก คิดจะบรรลุเซียนยิ่งกว่าฝันไปเสียอีก

            แม้อายุขัยของผู้บำเพ็ญเพียรจะยืนยาวกว่าคนทั่วไป แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อจำกัด หากไม่สามารถบรรลุได้ก่อนหมดอายุขัย ก็ทำได้เพียงจากโลกนี้ไปอย่างเสียใจภายหลัง

            ดังนั้นจึงมีคนน้อยมากจริงๆ ที่ใช้พลังศรัทธาในการบำเพ็ญเพียร โดยทั่วไปแล้วมีเพียงฮีโร่ผู้เป็นที่รักใคร่ของหลายๆ คนเท่านั้นจึงจะเลือกวิธีนี้

            แต่สถานการณ์ในยามนี้ของอวี๋จิ่นลี่นั้นไม่เหมือนกัน เขามายังสถานที่ที่ไม่มีไอวิญญาณและไม่สามารถบำเพ็ญเพียรด้วยวิธีปกติ จึงเหลือเพียงวิธีเดียวคือเพิ่มพลังวิญญาณจากของวิเศษ

            แต่ว่าของวิเศษหาได้ง่ายที่ไหนกันล่ะ อีกอย่างพลังวิญญาณที่มีอยู่ในของวิเศษนั้นก็ไม่ได้มากมาย การบำเพ็ญเพียรด้วยวิธีนี้ ยังไม่สู้การสะสมด้วยพลังศรัทธาเลย

            อวี๋จิ่นลี่ไม่ได้คิดถึงวิธีนี้มาก่อน เพราะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่เลือกใช้วิธีนี้ ดังนั้นเขาจึงลืมมันไปชั่วขณะ หากไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เห็นว่ามีพลังศรัทธาลอยออกมาจากร่างของเฉียวมู่หลานและเจียงเจิ้นเทา แล้วซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขากับตาละก็ อวี๋จิ่นลี่คงนึกไม่ได้ว่ามีวิธีนี้อยู่ด้วย

            

            นี่มัน...ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเขาในตอนนี้โดยเฉพาะเลยนี่นา!