ลั่วจิ่งซีตกตะลึงจากนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก “พี่สาวพูดจริงหรือท่านจะปล่อยข้าไปจริงหรือ?”
ชิงเหยาแย้มยิ้มเมื่อเห็นสายตาของเด็กหนุ่มที่มองนางดั่งเป็นเทพเซียน “แน่นอนว่าจริง สำหรับเรื่องนี้ยังอยู่ภายใต้อำนาจของข้า”
ลั่วจิ่งซีพยักหน้ารัวเร็วก่อนจะเริ่มเดินวนไปวนมา สักพักก็เขกศีรษะตัวเองบ้าง แหงนหน้าขึ้นมองบ้าง ทำท่าทางครุ่นคิดอย่างหนักซ้ำๆเช่นนี้มามากกว่าหนึ่งก้านธูป ก็ยังไม่เอ่ยสิ่งที่เป็นประโยชน์อันใดออกมา
ในที่สุดรอยยิ้มบนใบหน้าของชิงเหยาก็ค่อยๆ จางลง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงเย็นเยียบ
“ตกลงว่าอย่างไร คิดออกหรือยัง? หากจำไม่ได้พี่สาวผู้นี้ก็ไม่ถือสาที่จะช่วยให้เจ้าจำได้!”
เมื่อได้น้ำเสียงที่นางเอ่ยด้วยความโกรธทำให้รู้ว่าคงแกล้งกลบเกลื่อนไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เขาจึงแสร้งตีสีหน้าเศร้าหมองก่อนจะตัดสินใจโผเข้าไปกอดขาของนางไว้
“ปล่อย! ปล่อยเดี๋ยวนี้!”
“ไม่ ข้าไม่ปล่อย! หากข้าปล่อย พี่สาวจะต้องสั่งให้พวกเขาทำร้ายข้าแน่ๆ! ข้าหาได้รู้เรื่องค่ายโจรเลี่ยหยางแม้แต่น้อย หากพี่สาวให้ข้าบอกว่ารู้ข้าก็ทำได้แต่ต้องเค้นความทรงจำจนสุดความสามารถ เพียงแต่ตอนนี้ข้าคิดไม่ออกจริงๆ แล้วตอนนี้พี่สาวก็ยังโกรธข้าข้าจึงไม่อาจปล่อยพี่สาวได้”
อย่างไรเสียชิงเหยาก็เป็นสตรี แม้ว่าเมื่อก่อนจะเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องอยู่ท่ามกลางเหล่าบุรุษด้วยเหตุผลบางประการถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เพียงแต่ตอนนี้กลับถูกชายแปลกหน้ากอดขานางเช่นนี้จะไม่ให้นางตกใจได้อย่างไร
“พวกเจ้าตายกันหมดแล้วหรือ! ยังไม่รีบมาลากตัวมันออกไปจากข้าอีก”
เหล่าต้ากับเหล่าเอ้อคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ต่างก็ตกตะลึง จนเมื่อได้ยินเสียงด่ากราดของชิงเหยาจึงรีบรุดเข้าไปลากคนออกมา
“พวกเจ้าปล่อยข้านะ! ข้ายังพูดกับพี่สาวไม่จบพวกเจ้ารีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
เมื่อชิงเหยาหลุดพ้นจากการถูกเกาะกุมก็หันไปมองดูคนที่ยังคิดจะโผเข้ามาหาเขาอีกรอบ นางจึงตกใจก่อนจะก้าวถอยไปข้างหลัง เมื่อเห็นว่าคนเฝ้าประตูคุกทั้งสองใกล้จะสู้แรงของลั่วจิ่งซีไม่ไหวนางจึงตัดสินใจรีบออกจากห้องขังทันใด
“พวกเจ้าจับตาดูเอาไว้ให้ดี! อีกไม่กี่วันข้าจะมาใหม่!”
เมื่อจิ่งซีได้ยินว่านางจะมาที่คุกแห่งนี้อีกครั้งเขาก็แสดงท่าทีดีใจเป็นอย่างมากออกมา “พี่สาวจะกลับมาที่นี่อีกเมื่อใด! ข้าจะรอพี่สาวอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน…”
ชิงเหยาที่กำลังเดินออกจากคุกแห่งนี้เมื่อได้ยินประโยคที่จิ่งซีเอ่ยก็ถึงกับเกือบสะดุดพื้นล้ม เดิมทีใช่ว่านางนั้นจะมีอดีตที่สวยงามอันใดแต่การถูกบุรุษที่ถึงแม้จะยังเป็นเด็กหนุ่มกอดขาต่อหน้าผู้อื่นเช่นเมื่อครู่ หากมีคนเอาไปเล่าต่อจนถึงหูสามีของนางขึ้นมาเกรงว่านางคงไม่รอดเป็นแน่
เจ้าเด็กลั่วจิ่งซีผู้นี้สมควรตายกล้าทำกับนางเช่นนี้!
……
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิธีแกล้งทำตัวโง่เง่าเช่นนี้ของเด็กหนุ่มทำให้ตนรอดพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปได้ชั่วคราว
เมื่อรอจนชิงเหยาฮูหยินจากไปผู้เฝ้าคนประตูก็นำลั่วจิ่งซีเข้าไปขังไว้เช่นเดิมก่อนจะออกไปประจำการด้านนอก
หลังพวกเขาออกไปแล้วเฉียงจื่อที่อยู่ตรงมุมห้องก็ชูนิ้วโป้งให้จิ่งซี
สมกับเป็นคุณชายรองพูดเพียงไม่กี่คำก็แก้ไขวิกฤติได้ แล้วเหตุใดตอนนั้นตัวข้าจึงคิดอุบายเช่นนี้ออกมาบ้างไม่ได้กันเล่านอกจากจะได้กอดหญิงงามแล้ว ยังรอดพ้นจากทัณฑ์ถูกทรมานอีกด้วย
หากแต่ลั่วจิ่งซีมิได้ดีใจดั่งเช่นที่เฉียงจื่อคิดเขายังคงเช็ดมือตนเองอย่างหนัก หากไม่ใช่สถานการณ์คับขัน เขาคงไม่มีทางทำเรื่องหน้าไม่อายเช่นนี้แน่ทั้งยังต้องเรียกสตรีรุ่นราวคราวท่านแม่ของตนว่าพี่สาว ก็รู้สึกรังเกียจยิ่งนัก
แต่เพราะสตรีล้วนยินดีกับการถูกยกยอว่างดงามอีกทั้งพวกนางยังคิดว่ารูปโฉมคืออาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาจึงต้องออกงัดทักษะที่พยายามฝึกฝนในช่วงนี้ออกมาใช้คิดไม่ถึงว่าจะได้ใช้เร็วเช่นนี้
ไม่ใช่แค่เฉียงจื่อเท่านั้นที่เลื่อมใสลั่วจิ่งซีหากแต่คนเฝ้าประตูเองก็เลื่อมใสเขาไม่น้อย สตรีอย่างชิงเหยา มักจะชอบวางท่าว่าตนเองสูงส่งจมูกนั้นก็เชิดจนแทบจะจรดกับฟ้า แต่พวกเขาก็ทำอันใดกับนางไม่ได้ ด้วยเพราะนางคือคนโปรดของนายท่าน
หากแต่วันนี้นางกลับตกใจจนใบหน้าซีดขาวทั้งยังกลับไปอย่างลนลานทุลักทุเลเช่นนั้นช่างน่าขันนัก ถ้านางไม่คิดกลับมาที่นี่อีกจะดีเพียงใดกัน
ขณะกำลังคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเหล่าต้าก็หันไปมองลั่วจิ่งซีเขาคิดว่าตนควรหาโอกาสไปขอเรียนรู้จากเด็กหนุ่มผู้นั้นเพิ่มเพราะไม่เพียงแค่หลอกล่อนางมารอย่างชิงเหยาฮูหยินได้ เขาอาจจะนำไปใช้เพื่อเอาใจสตรีได้อีกด้วย
ตอนแรกจิ่งซีคิดว่าตนจะโดนทัณฑ์ทรมานเหมือนเฉียงจื่อหากแต่ผิดคาดเพราะเขากลับได้รับการปฏิบัติดูแลเป็นอย่างดีซึ่งเห็นได้ชัดว่าดีกว่าเฉียงจื่อแค่ไหน ดูได้จากอาหารของเฉียงจื่อเป็นเพียงหมั่นโถวก้อนแข็งๆแต่ของเขากลับเป็นหมั่นโถวอุ่นๆ ทั้งยังมีข้าวต้มกับผัดผักอีกด้วย แม้จะไม่ได้ดีมากมายแต่ก็นับว่าดีกว่าเฉียงจื่อมากนัก
จิ่งซีไม่กลัวว่าคนพวกนี้จะวางยาในอาหารของตนอย่างไรเสีย พวกเขายังต้องการข้อมูลจากปากเขาอยู่ เขาจึงกินดื่มอย่างสบายใจเหมือนอยู่ที่บ้านถึงแม้รสชาติอาหารจะสู้ไม่ได้เลยก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่คุ้นชินอย่างมากก็คงเป็นเหล่าต้าผู้นี้ที่มาคอยยืนมองเขาอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา
เมื่อท้องอิ่มเขาจึงคิดจะเอนตัวนอนต่อ เพียงแต่คนที่ยืนมองเขาอยู่กลับไม่มีทีท่าจะจากไปไหนลั่วจิ่งซีจึงเงยหน้าก่อนจะลุกขึ้นนั่ง แล้วมองดูเขาขยับริมฝีปากพูด
“นี่ ข้ากินเสร็จแล้ว หากเจ้ามีสิ่งใดจะทำกับข้าก็จัดการเสียที อย่าเอาแต่จ้องข้าเช่นนี้มันน่าขนลุกนะ” ลั่วจิ่งซีขยับหนีห่างออกไปนี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน! ถูกบุรุษร่างโตใช้สายตาจับจ้องทุกการกระทำเช่นนี้เป็นใครก็ต้องรู้สึกขนลุกมิใช่หรือ
เมื่อเหล่าต้าได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะออกมาจากนั้นจึงคลี่ยิ้มก่อนจะตัดสินใจนั่งลงข้างกายเด็กหนุ่ม “น้องชาย เจ้าพูดอันใดกัน เมื่อวานฮูหยินของพวกข้าสั่งไว้ว่าไม่ให้ทรมานเจ้า เราจะกล้าทำโดยพลการได้อย่างไร? เพียงแต่ที่นี่ เราก็มีกฎของเรา หากน้องชายให้ความร่วมมือยอมพูดออกมาสักนิดพวกเราก็ใช่จะโหดเหี้ยมเพียงนั้น”
สำหรับคำพูดของเขาจิ่งซีไม่เชื่อแม้แต่ครึ่งคำ เพราะกำแพงห้องขังทุกห้องในนี้ล้วนมีแต่คราบเลือดกระทั่งอากาศก็ยังมีกลิ่นคาวเลือดเช่นกัน ดังนั้นสำหรับคำพูดของคนผู้นี้ลั่วจิ่งซีจึงประเมินออกมาได้ว่า เสแสร้งชัดๆ
“ให้ตายเถอะ เจ้าคิดว่าข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เจ้าพูดเช่นนั้นหรือ? หากข้ารู้ ข้ามีหรือจะไม่พูด? อย่างไรเสียข้านอนที่บ้านไม่ดีกว่าอยู่ที่นี่หรืออย่างไร!” เพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดเกินไปลั่วจิ่งซีจึงต้องเอ่ยอย่างติดตลกออกมา
แม้เหล่าต้าเห็นว่าเด็กหนุ่มจะไม่ได้พูดความจริงแต่กลับไม่ถือสาอันใด ดีที่เบื้องบนไม่ได้เร่งให้พวกเขาส่งมอบงาน ทำให้เขายังมีเวลาที่จะรับมือกับเด็กหนุ่มผู้นี้
“น้องชาย ข้าเองก็เชื่อคำพูดของเจ้า แต่เจ้าก็ต้องให้ข้อมูลที่มีประโยชน์เพื่อที่เราจะนำไปรายงานเจ้านายได้บ้าง” เขาเอ่ยต่อ “ขอเพียงเจ้าบอกกับพี่ชาย ว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นก็เพอพี่ชายย่อมจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”
-----