ตอนที่ 6
ปะทะคารม
เวลายังคงล่วงผ่าน แเื่ที่มาร่วมอวยพรก็เพิ่มจำนวนขึ้น หานเฟิงยังคงยืนอยู่กับหวังเจิ้งหู่ที่ยังคงชวนมันสนทนาอย่างไม่ขาดปาก หากมันกลับทำเพียงแค่เงียบ กระทั่งว่าหวังเจิ้งหู่กล่าวคำอันใดมันก็หาได้รับฟัง ในห้วงความคิดของมันยามนี้มีแต่เื่ของเสวี่ยเอ๋อร์กับชายแปลกหน้าผู้นั้น
‘ มันเป็ใคร?’ นี่คือคำถามที่มันย้ำถามตัวเองอยู่ซ้ำๆ กระทั่งเคยเอ่ยปากกล่าวถามหวังเจิ้งหู่หากยังไม่ได้คำตอบ
‘ แต่ที่แน่ๆ มันบังอาจคิดหวังในตัวเสวี่ยเอ๋อร์ของข้า’ คิดถึงตรงนี้ก็คล้ายจะมองเห็นสำนึกฆ่าฟันในดวงตาของมัน หากสำนึกฆ่าฟันนั้นกลับพลันต้องมอดดับลงเพราะสิ่งที่มันได้รับรู้หลังจากที่ประสานสายตากันในตอนนั้น ยามที่ได้ประสานสายตากัน ชายผู้นั้นก็จงใจปลดปล่อยระดับพลังของมันออกมา
‘ หากคาดเดาไม่ผิดสมควรเป็ขอบเขตปราณปฐี’ ตัวมันที่ระดับพลังต่ำกว่าย่อมทำได้เพียงแค่คาดเดาไปส่งๆ ซึ่งมันจะสามารถชี้ชัดได้ก็ต่อเมื่อตัวมันมีระดับพลังอยู่ในขอบเขตที่สูงกว่าหรือเท่าเทียมกัน
‘ ดูจากเค้าหน้าของมันที่ต่อให้ได้รับอิทธิพลของการเพิ่มอายุขัยจากระดับพลัง ก็ยังไม่สมควรที่จะมีอายุจริงเกินยี่สิบห้า ทว่าสามารถเข้าสู่ขอบเขตปราณปฐีได้ใน่อายุวัยเพียงเช่นนี้ก็สมควรที่มันจะมีเื้ัอันไม่เรียบง่ายธรรมดาแล้ว’
ยิ่งขบคิด คิ้วของหานเฟิงก็ยิ่งขมวดมุ่น ระดับพลังของมันในยามนี้ไม่สามารถกระทำอันใดได้ หรือต่อให้มีวิธีก็ยังต้องรู้ชัดว่าเื้ัของมันเป็เช่นไร ใช่เกินกว่าที่ตัวมันจะรับผิดชอบไหวหรือไม่
‘ ยามนี้ข้าทำได้เพียงแค่รอดูสถานการณ์’
‘ แต่ข้าชักจะสังหรณ์ใจว่างานเลี้ยงในวันนี้คล้ายจะจัดขึ้นเพื่อข้าแล้ว’ คิดได้เช่นนั้นก็ทำได้เพียงแค่ยิ้มออกมาอย่างขื่นขม
จากยามเย็นเปลี่ยนเป็พลบค่ำ สุราอาหารที่เ้าภาพจัดเตรียมมาก็เริ่มได้ที่แล้ว แเื่บางส่วนจึงขอตัวกลับ หากส่วนมากยังคงรั้งอยู่ในงาน เฉินคุนพาภรรยาและเฉินเยว่ซินพบปะพูดคุยกับแเื่ต่างๆ กระทั่งผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เฉินคุนก็ก้าวเท้าออกไปยืนเด่นอยู่กลางลานหิน
“ ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่อุตส่าห์สละเวลามาร่วมงานเลี้ยงฉลองครบรอบวันคล้ายวันเกิดครบสิบหกปีของบุตรสาวข้าเฉินคุนผู้นี้” มันถ่ายทอดเสียงผ่านลมปราณ จึงทำให้เสียงของมันดังกังวาลไปทั่วทุกทิศทาง หลายคนต่างมองไปยังลานหินเพื่อชมดูว่าท่านเ้าภาพผู้นี้มีอันใดจะกล่าว หากยังคงมีคนบางส่วนที่ร่ำสุราจนอิ่มหนำสำราญ จึงหาได้สนใจใส่ใจ ทั้งยังคงสรวลเสเฮฮากับสหายต่อไปอย่างสนุกสนาน
“ ทว่าวันนี้ ข้าได้เชื้อเชิญแขกพิเศษมาร่วมงานผู้หนึ่ง” เฉินคุนกล่าวขึ้นต่อ มันมิได้สนใจว่าแเื่ที่มาร่วมงานจะตั้งใจฟังมันกล่าวกันครบทุกคนหรือไม่
คำแขกพิเศษของเฉินคุน พลันให้หานเฟิงนึกไปถึงชายชุดเหลืองผู้นั้น
“ แขกพิเศษผู้นี้เป็ข้าเฉินคุนเชื้อเชิญมาจากนครหลวงเมฆคราม ขอเรียนเชิญ คุณชายเฉินซือหยาง ออกมากล่าวอวยพรให้แก่บุตรสาวของข้า สักเล็กน้อย”
ฉับพลันที่คำ “นครหลวงเมฆคราม” ถูกกล่าว ก็พาให้ทั่วทั้งบริเวณงานกลายเป็เงียบงัน กระทั่งคนที่เอาแต่ร่ำสุราสนทนากันโดยไม่ได้สนใจเฉินคุนยังต้องปิดปากสนิท ก่อนจะพากันเหลียวหน้ามองไปยังลานหินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ที่บ้างก็ตื่นเต้นยินดี บ้างก็ครั่นคร้ามหวาดกลัว บ้างก็เคารพยำเกรง นั่นเพราะนครหลวงเมฆครามหาใช่สถานที่ๆพวกมันคิดจะมาก็มาคิดจะไปก็สามารถ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่พวกมันต่างก็คิดฝันจะไปเยือน เช่นนั้นแล้ว กับบุคคลที่มาจากนครหลวงเมฆครามจึงสมควรเป็ตัวตนอันสูงส่งที่พวกมันไม่อาจล่วงเกิน
ถ้าจะบอกว่าเป็ทุกคนที่ถูกคำนครหลวงเมฆครามทำเอาแตกตื่นรึก็ไม่ใช่ เพราะยังมีหานเฟิงที่ในชีวิตที่แล้วเคยก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแห่งพลัง กลายเป็ตัวตนอันน่าหวาดหวั่นครั่นคร้ามแห่งห้วงดาราจักร นครหลวงเมฆครามจึงไม่นับเป็อันใดสำหรับมัน กระทั่งบนดวงดาวระดับต่ำดวงนี้ยังมีตัวตนที่ถือกุมบังเหียนของโลกอย่างสี่แดนผู้พิทักษ์ผนวกกับราชวงศ์ั ที่ต่างก็คอยสะกดความบ้าคลั่งของเผ่าพันธ์อสูรแห่งเกาะอันกว้างใหญ่ทางตอนใต้อย่างแดนอสูรนิรันดร์ ยิ่งมิต้องกล่าวถึงว่าในห้วงดาราจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ยังมีดวงดาวที่คงอยู่ด้วยสรรพชีวิตอีกเหนือคณานับ ทั้งยังมีแดนดาราที่ถือกุมบังเหียนของห้วงดาราจักร ทว่า ดินแดนต่างๆที่กล่ามานั้นต่างก็เคยถูกหานเฟิงผู้นี้บุกตะลุยมาจนทั่วทุกสารทิศ ในชีวิตที่แล้วสมควรกล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่มันหวาดเกรง
ทว่า นั่นไม่ใช่กับในชีวิตนี้
เพียงคำนครหลวงเมฆครามดังขึ้นก็พลันให้หัวใจของมันรู้สึกเย็นเหยียบ เพราะมันเข้าใจได้ในทันทีว่าเื้ัของชายชุดเหลืองที่ยังเยาว์วัยแต่มีระดับพลังสูงส่งผู้นี้ ย่อมต้องเป็ผู้มาจากนครหลวงแล้ว ทว่า เฉินซือหยางผู้นี้เหตุไฉนจึงมาปรากฏตัวอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งนี้มันเองก็ไม่อาจทราบ หากที่มันทราบแน่แก่ใจคือเฉินซือหยางผู้นี้คิดหวังในตัวอิสตรีของมัน และตัวมันที่ในตอนนี้เป็เพียงนายน้อยตระกูลหลี่ผู้อ่อนแอ หาใช่เทพาที่เคยสร้างความครั่นคร้ามไปทั่วทั้งห้วงดาราจักร
ชั่วขณะต่อมาทุกคนจึงเห็นว่ามีชายหนุ่มที่สง่างามน่าเกรงขามผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากกลุ่มคน มันเยื้องย่างอย่างช้าๆ สองมือไพล่หลัง สองตาทอดมองไปรอบๆดุจเทพเซียนที่กำลังทอดสายตามองโลกหล้า ก่อนที่มันจะหยุดเท้ายืนนิ่งอยู่ยังเบื้องหน้าของเฉินคุน มันสอดส่ายสายตามองไปโดยรอบแล้วยกยิ้ม มิใช่รอยยิ้มอันอบอุ่นที่เทพเซียนมอบให้กับสรรพชีวิต หากเป็รอยยิ้มของผู้ที่อยู่สูงกว่าส่งมอบให้กับผู้ที่ต้อยต่ำอ่อนแอ
“ ข้า เฉินซือหยาง ได้รับเกียรติมาเป็แขกพิเศษในงานวันนี้ก็รู้สึกยินดียิ่ง” น้ำเสียงของมันกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีอันน่าเกรงขาม
“ ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้นำเฉิน ที่บุตรสาวอันงดงามเพียบพร้อมมีอายุวัยครบสิบหกปี ก็ไม่ขอกล่าวอันใดมาก หากเพียงอวยพรให้ภายภาคหน้านางได้ตบแต่งกับสามีที่ดี มีชีวิตที่มีความสุข และมีทายาทสืบทอดสายโลหิตวงศ์ตระกูลสืบไป”
สิ้นคำของเฉินซือหยาง เฉินคุนก็กล่าวรับขึ้นต่อ “ ขอบคุณสำหรับคำอวยพรของคุณชายเฉิน” หากมันมิได้หยุดเพียงแค่คำกล่าวขอบคุณ เพราะทันทีที่กล่าวจบมันก็เปิดปากกล่าววาจาขึ้นต่อทันที “ อันที่จริงในวันนี้ ข้าเฉินคุนยังมีเื่ราวอันน่ายินดีอีกประการหนึ่ง”
ทุกคนตั้งใจฟัง หากมีเพียงหานเฟิงที่เริ่มเคร่งเครียด
“ คุณชายเฉิน ที่มาเยือนตระกูลสาขาอันไกลห่างวันนี้มิได้เพียงแค่ร่วมอวยพรครบรอบวันเกิดให้กับเยว่ซิน หากยังมาเพื่อรับตัวเสวี่ยเอ๋อร์ บุตรตรีคนที่สามอันเกิดจากข้า กลับไปยังนครหลวงเมฆครามเพื่อตบแต่งเข้าสู่วงศ์ตระกูล”
สิ้นคำก็บังเกิดเป็เสียงฮือฮาให้กับแเื่ บ้างแสดงความยินดี บ้างก็อิจฉาที่ไม่อาจให้กำเนิดบุตรีอันประเสริฐ ทว่าพวกมันกลับยินดีกันได้เพียงไม่นาน ก็พลันขบคิดขึ้นได้ว่าเมื่อสามปีก่อนเป็ตระกูลหลี่สู่ขอคุณหนูจากตระกูลเฉิน ตระกูลเฉินป่าวประกาศว่าเป็บุตรีคนที่สามนามเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ ที่จะตบแต่งเข้าสู่ตระกูลหลี่เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ เช่นนั้นแล้ว คุณหนูสามตระกูลเฉินที่เฉินคุนกล่าวมาเมื่อครู่ใยมิใช่คู่หมั้นหมายของนายน้อยตระกูลหลี่แล้ว
ฉับพลันนั้นเสียงฮือฮาก็ค่อยๆเงียบลง กระทั่งงานเลี้ยงเงียบสงัดกลายเป็วิเวกวังเวง
“ ห หานเฟิง ม….” หวังเจิ้งหู่กล่าวได้เพียงแค่ครึ่งคำ ก็พลันต้องปิดปากลง เพราะมันเหลือบไปเห็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเปลวไฟแห่งโทสะ ของผู้เป็สหาย ย่อมแน่นอนว่าที่หานเฟิงจับจ้องมองด้วยโทสะ ต้องเป็เฉินซือหยาง ที่ในตอนนี้มันยังคงยืนเอามือไพล่หลังทอดสายตาดุจเทพเซียนมองโลกหล้าอยู่กลางลานหิน
หานเฟิงกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด ยามนี้ในห้วงความคิดของมันจึงมีเพียงโทสะที่ไม่อาจระงับ มันจะอย่างไรก็เคยถือครองตำแหน่งเทพา ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็ล้วนครั่นคร้าม มันอยากได้สิ่งใดล้วนได้ดั่งใจปราถนา ตลอดมาหามีผู้ใดกล้าแย่งชิงกับมัน ทว่า วันนี้มีแล้ว โทสะที่สุดระงับ ทำให้มันเกือบจะลืมเลือนไปสิ้นแล้วว่า ตอนนี้มันหาใช่เทพาอันใด
หานเฟิงสืบเท้าก้าวออกไปเบื้องหน้า เตรียมเปิดปากเปล่งถ้อยคำวาจาอันเหิมเกริมอุกอาจที่ผู้ใดก็ไม่กล้าที่จะพ่นออกมา ทว่า ปากยังมิทันได้เปิด ก็พลันมีน้ำเสียงดังกังวาลที่เปี่ยมไปด้วยโทสะสุดระงับ ดังขึ้นมาก่อนแล้ว
“ กล่าวเช่นนี้หมายความเช่นไร? เฉินคุน” เป็หานซานที่กล่าวขึ้น
หานเฟิงหันมองตามเสียง ก็เห็นว่าบิดาก้าวเดินแหวกฝ่าฝูงชนออกมาแล้ว ท่วงท่าของท่านองอาจไร้ซึ่งความหวาดหวั่นเกรงกลัว
“ เ้า...คงจะเป็ ผู้นำตระกูลหลี่กระมัง” เฉินซือหยางกล่าวอย่างเรียบเฉย กระทั่งสายตาที่ทอดมองหานซาน ยังราวกับเห็นมองหนอนแมลงที่ไร้ค่าตัวหนึ่ง
“ ย่อมเป็ข้า” สิ้นคำกล่าวของหานซาน ก็ปรากฏมีเงาร่างแบบบางของสตรีวัยยี่สิบต้นๆเดินเข้ามาสมทบ ย่อมเป็สุ่ยอิง
“ โอ้!! ข้ากลับไม่คิดว่าผู้นำหลี่ มีฮูหยินที่งดงามนัก” เป็เฉินซือหยางกล่าวขึ้น กระทั้งยังจับจ้องมองใบหน้าอันงดงามสดใสของสุ่ยอิงด้วยสายตาแทะโลมอย่างอุกอาจ
หานซานที่เห็นการแสดงออกของเฉินซือหยาง ก็ขมวดคิ้วด้วยความขุ่นเคือง ครั้นจะเปิดปากกล่าววาจากลับมีถ้อยคำที่ดังกังวาน ทั้งยังแฝงไว้ด้วยสำนึกแห่งความเผด็จการจนตนฟังยังใ
“ บังอาจ!!!”
ไม่เพียงแค่หานซานที่ใ กระทั่งทุกคนยังใ ยิ่งโดยเฉพาะเฉินซือหยางที่เมื่อครู่มันถึงกับต้องสืบเท้าถอยหลังไปด้วยความขลาดกลัว
กระทั่งที่คำกล่าวต่อมาดังขึ้น ทุกคนจึงพลันได้สติก่อนจะพากันเหลียวหน้ามองดูผู้กล่าวกันตาเดียว
“ แย่งชิงว่าที่ภรรยาของข้ายังไม่พอ กลับกล้าใช้สายตาสุนัขเ้าแทะโลมมารดาข้า หากชั่วชีวิตนี้ข้าไม่อาจควักดวงตาของเ้าออกมาก็อย่าได้เรียกข้าว่าหานเฟิงแล้ว”
หานเฟิงกล่าวขึ้นเสียงดังขณะสืบเท้าเดินเข้าไปสมทบกับบิดาและมารดา ทว่า ทุกสายตาที่จับจ้องมองมันกลับคล้ายว่าได้พบเห็นเื่ราวอันประหลาด
ทุกคนต่างขบคิดไม่เข้าใจว่า ไฉนเด็กหนุ่มที่ดูอายุวัยเพียงแค่สิบห้าจึงสามารถกล่าวคำพูดอันเรียบง่ายอย่างคำว่า “ บังอาจ” ได้ทรงพลังนัก ทั้งเด็กหนุ่มผู้นี้ยังมีระดับพลังเพียงแค่ขอบเขตปราณพื้นฐานขั้นที่หนึ่ง
ต่อให้ขบคิดให้ตายก็ไม่มีผู้ใดคาดว่าเด็กน้อยตรงหน้าจะมี่ชีวิตหนึ่งที่ได้กลายเป็ตัวตนอันสูงสุดของโลก มันที่สามารถมองทุกสิ่งไม่ต่างจากหนอนแมลง มันที่เคยผ่านชีวิตมากว่าสามหมื่นปี มันที่เคยตกตายมาแล้วครั้งหนึ่ง สภาวะจิตของมันเกินกว่าที่ผู้ใดจะหยั่งถึง เพียงคำกล่าวที่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจสะกดข่มเช่นนี้ย่อมหาได้มีอันใดสำหรับมัน
“ เฉินซือหยาง เ้าจะเป็คุณชายอันสูงศักดิ์หรือเพียงแค่เด็กเปิดประตูจากนครหลวงเมฆครามข้าเองก็คร้านที่จะทราบ แต่ถ้าหากเ้ากล้าที่จะล่วงเกินมารดาของข้าอีกครั้ง ข้ารับรองได้ว่าเ้าจะไม่ตายดี”
“ โอหัง” เฉินซือหยางที่ตั้งสติได้พลันตวาดก้อง พร้อมกับที่มันชี้นิ้วอันสั่นระริกด้วยความโกรธมายังชายหนุ่ม เมื่อครู่ที่มันเสียจริตจนสืบเท้าถอยหนีก็นับว่าน่าอับอายพอแล้ว หากกลับต้องมาโดนเ้าเด็กโอหังอวดดีที่พลังการฝึกตนเพียงขอบเขตปราณพื้นฐานผู้นี้กล่าววาจาข่มขู่ต่อหน้าสาธารณชนอีก ก็ยิ่งทำให้มันรู้สึกเสื่อมเสียหน้าสุดทานทน
“ เ้าสิโอหัง” หานเฟิงกล่าววาจาสืบต่อ ทั้งยังใช้ลมปราณผสานเข้าไปในถ้อยคำจนดังกึกก้องยิ่งกว่า “ เ้าบังอาจโขมยว่าที่ภรรยาของข้า ทั้งยังใช้สายตาลวนลามผู้เป็มารดาของข้า นั่นจึงเรียกว่าโอหังบังอาจ หรือว่าไม่ใช่?”
เฉินซือหยางกัดฟันกรอดด้วยความโมโห หากยังคงกล่าวโต้ตอบกับไป “ บังอาจ!! ข้าไปโขมยว่าที่ภรรยาของเ้าั้แ่เมื่อใด?”
“ ทุกคนในเมืองนี้ต่างรับรู้ บุตรีคนที่สามของท่านผู้นำเฉินมีพันธะหมั้นหมายอยู่กับข้าหลี่หานเฟิงผู้นี้ หากเป็เ้าที่คิดพานางกลับไปตบแต่งเข้าสู่วงศ์ตระกูล นั่นจึงมิต่างจากโขมยว่าที่ภรรยาของข้าแล้ว”
“ เฮอะ” เฉินซือหยางแค่นเสียง หากเพียงกล่าวขึ้นต่อสั้นๆว่า “ ผู้นำเฉิน”
เฉินคุนที่ยืนปั้นหน้าบอกบรรยายไม่ถูกอยู่ด้านข้างได้ยินเข้าก็พลันสะดุ้ง ก่อนที่มันจะกล่าววาจาขึ้นมา “ ข ข้าขอถอนหมั้น”
สิ้นคำของเฉินคุนทั่วทั้งบริเวณงานเลี้ยงก็กลายเป็เงียบงัน เป็ความเงียบที่แม้แต่เข็มตกสักเล่มยังได้ยิน จากนั้นก็พลันมีเสียงหัวเราะดังกังวานของผู้มีชัย
“ ฮาๆๆๆ” เป็เฉินซือหยาง “ เห็นหรือไม่ ใครกันที่แอบอ้างเอาสตรีของผู้อื่นไปเป็ภรรยา ฮาๆๆๆ”
หานเฟิงจ้องมองทั้งเฉินซือหยางและเฉินคุนอย่างเ็า หากเลือกที่จะไม่กล่าวคำอันใดสืบต่อ
“ เ้าควรจะมีคำอธิบายต่อข้า เฉินคุน” ผู้กล่าวเป็หานซาน ทั้งกล่าวอย่างเ็ายิ่ง
“ ยังมีอันใดต้องอธิบาย” เฉินคุนส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา มันเองก็ไม่้าให้สถานะการเป็เช่นนี้ จะกล่าวไป ตระกูลเฉินและตระกูลหลี่ต่างก็มีการคบหาอันดีต่อกันมาตลอด หากจะมาผิดใจกันเพราะเื่เช่นนี้ มันเองก็มิ้าจริงๆ ทว่า ตัวมันก็ไม่อาจทำอันใดได้อีกเช่นกัน “ ข้าขอยกเลิกสัญญาการหมั้นหมาย จึงเป็ข้าที่ทำผิดสัญญา เื่ค่าทดแทนและสินหมั้นจะส่งมอบกลับคืนไปในภายหลัง”
“ ในเมื่อ้าจะถอนหมั้น ไฉนจึงไม่แจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า เลือกวันเวลาเช่นนี้ ใยมิใช่จงใจหักหน้าตระกูลหลี่ข้าแล้ว” หานซานกล่าวเสียงดังกังวาน ท่านยังคงไม่ยอม
“ ข้า…” เฉินคุนไม่อาจกล่าวถ้อยวาจาใดสืบต่อ ใช่...วันนี้เป็มันที่กระทำการหักหน้าตระกูลหลี่ แต่ก็มิได้เป็ความ้าของมันอีกเช่นกัน คนที่้าให้เกิดเื่ราวเช่นนี้คือเฉินซือหยาง ซึ่งไม่ผิดอย่างที่หานเฟิงเคยคาดคิด งานเลี้ยงในวันนี้ล้วนเป็บทละครฉากหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อหักหน้าตระกูลหลี่และหานเฟิง
“ หักหน้า แล้วเป็ไร” เฉินซือหยางกล่าวขึ้นอย่างโอหัง “ ข้าที่มาจากนครหลวงเมฆครามจึงเป็บุคคลที่สมควรได้รับเกียรติสูงสุดในสถานที่แห่งนี้”
กล่าวจบก็เหลือบสายตามองผ่านสมาชิกตระกูลหลี่ ก่อนจะชี้นิ้วแล้วกล่าวคำ “ แต่ว่าพวกเ้าบังอาจด่าทอข้า ใส่ร้ายป้ายสีข้าว่าแย่งชิงภรรยาของผู้อื่น ข้าเองก็อยากรู้นักว่าพวกเ้าจักรับผิดชอบเช่นใด?”
ได้ยินคำ นครหลวงเมฆครามอีกครั้ง ก็พลันให้หานซานขมวดคิ้วมุ่น ตัวท่านหรือจะอย่างไรก็ไม่มีคุณสมบัติไปต่อกรกับคนจากนครหลวง หากมิทันที่ท่านจะได้กล่าวคำแก้ตัว กลับพลันได้ยินเสียงของบุตรชายกล่าวขึ้นก่อนแล้ว
“ ยังต้องรับผิดชอบอันใด โทษฐานที่เ้าโขมยว่าที่ภรรยาของข้านั่นแล้วกันไปเถอะ แต่ที่เ้าบังอาจใช้สายตาแทะโลมมารดาของข้านั่นจึงเป็เ้าที่สมควรคุกเข่าขอขมา” แม้หานเฟิงจะกล่าวคำ เื่โขมยว่าที่ภรรยานั่นแล้วกันไปเถอะ ด้วยท่าทีที่เรียบง่าย หากความเป็จริงในหัวใจของมันนั้นกลับเ็ปยิ่งนัก ทั้งยังคล้ายกับมีบางสิ่งมาบีบเค้นจนไม่อาจสรรหาคำใดมาบ่งบอกบรรยาย
“ เฮอะ” เฉินซือหยางแค่นเสียง “ คุกเข่าขอโทษ? พวกเ้าที่อาศัยอยู่ในเมืองชั้นต่ำคงฝันเฟื่องกันเกินไปหน่อยกระมัง อย่าได้หลงลืมว่าข้าเป็ใคร แล้วมาจากที่ใด เพียงคำพูดของข้าก็สามารถลบล้างตระกูลของพวกเ้าออกไปจากแผนที่ได้แล้ว”
ทุกคน ได้ยินได้ฟังก็พลันรู้สึกเย็นเหยียบ ใช่แล้ว นครหลวงเมฆครามหาใช่ตัวตนที่พวกมันจะคิดขัดขืน เพียงคนเ่าั้้า ก็จะสามารถลบตระกูลของพวกมันออกไปจากแผนที่ได้อย่างไม่ยากเย็น หากกลับได้ยินเสียงกล่าวของหานเฟิงโต้กลับ
“ การจะทำเช่นนั้นได้ อย่างน้อยเ้าต้องกล่าวพูดให้ทางต้นสังกัดของเ้าเห็นดีเห็นงามด้วยให้ได้เสียก่อนกระมัง” หานเฟิงกล่าวได้อย่างเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นกลัว จนผู้คนฟังดูได้แต่งุนงง
เฉินซือหยางได้ยินคำกล่าวของชายหนุ่มก็จับจ้องมองชายหนุ่มอย่างแน่วนิ่ง ถูกแล้ว ตัวมันไหนเลยจะมีสิทธิ์ออกคำสั่งลบล้างตระกูลได้ ตัวมันก็เพียงแค่ศิษย์รุ่นเยาว์ในตระกูลผู้หนึ่งที่หาได้มีน้ำหนักอันใด อยู่ในนครหลวงเมฆครามก็หาได้ต่างอันใดไปจากเด็กเปิดประตูอย่างที่ชายหนุ่มกล่าวว่า
หานเฟิง เห็นสีหน้าแววตาของเฉินซือหยาง ก็คล้ายว่าตนจะคาดเดาอันใดได้ถูก จึงพลันเหยียดยิ้มเย้ยหยันก่อนจะกล่าววาจาสืบไป “ อย่าคิดว่าเ้าที่มาจากนครหลวงจะมีสิทธิ์พิเศษอันใด ทั้งอย่าได้ลืมว่าตอนนี้เ้ายืนอยู่ที่ใด”
“ เ้า กล้าข่มขู่ข้า?” เฉินซือหยางตะหวาดกร้าว มันที่ไหนเลยจะฟังความในของหานเฟิงไม่ออก และไม่ใช่เพียงแค่มัน กระทั่งทุกคนในห้องต่างก็ฟังออก หากกระนั้นที่ขบคิดไม่เข้าใจ คือ ทำไมชายหนุ่มผู้นี้จึงได้โอหังบังอาจ กล้าไปท้าทายคนที่มาจากนครหลวงเช่นนั้น
“ หานเฟิง เ้า…” สุ่ยอิงพยายามกล่าวเตือนสติของบุตรชาย ว่าอย่าได้กล่าวความให้เื่ราวลุกลามใหญ่โต ทว่า ท่านกลับต้องหยุดคำพูดลง เพราะถูกผู้เป็สามีปรามไว้
หานเฟิงทำเป็ไม่ได้ยินเสียงกล่าวของมารดาที่หยุดลง มันเพียงมองจับจ้องเข้าไปในดวงตาของเฉินซือหยางอย่างไม่หวั่นเกรง กระทั่งเฉินซือหยางยังััได้ถึงสำนึกฆ่าฟันอันน่าหวาดหวั่นจากั์ตาคู่นั้นของชายหนุ่ม จึงไม่กล้าที่สบตาสู้กลับ หากปากยังคงไม่กลัวที่จะกล่าววาจาข่มขู่ออกมา
“ อย่าคิดว่าเ้ากล้าที่จะข่มขู่ข้า แล้วเื่ราวจะจบลงโดยง่าย” กล่าวจบมันก็หมุนตัวเตรียมจากไป
“ แล้วข้าจะรอดู” หานเฟิงย่อมไม่กลัวการข่มขู่
เฉินซือหยางได้ยินคำก็พลันชะงักงัน หากเลือกที่จะกัดฟันและสาวเท้าเดินจากไป วันนี้มันพ่าย พ่ายแพ้ยับเยิน ทั้งๆที่มันคือบุคคลที่มาจากนครหลวง ที่ไม่ว่ามันจะไปปรากฏตัวอยู่ที่ใดต่างก็มีแต่ผู้คนให้ความสนใจและเคารพยำเกรง ยามที่มันต้องออกมาปฏิบัตหน้าที่ในเมืองเล็กๆเช่นนี้ล้วนแต่มีหน้ามีตาไปเสียทุกแห่งหน หากมาครานี้มันกลับต้องพบกับความอัปยศอดสู พ่ายแพ้ให้แก่รุ่นเยาว์ที่อ่อนวัยกว่าตนเองเกือบสิบปี ทั้งที่ผู้เยาว์ผู้นี้ยังอ่อนด้อยด้วยพลังจนไม่ควรค่าแม้แต่มันจะลงมือ ทว่า หากมันคิดอยากที่จะลงมือกลับไม่อาจกระทำเช่นกัน เพราะหนึ่งนั้นผู้นำตระกูลหลี่หาใช่ตัวตนที่มันจะสามารถเอาชัย