บทที่ 5 ข้ามทะเลหมอก สำนักชิงเสวียนซ่อนเร้นในูเาอวิ๋นหลู
อีกด้านหนึ่ง เด็กสาวที่กุมมือสวี่ไท่ผิงอยู่ก็เพียงแต่ยิ้มมองเขาโดยไม่พูดอะไร
สวี่ไท่ผิงมองเด็กหนุ่มตรงหน้า แล้วหันไปมองเด็กสาวชุดสีชาดข้างกาย จากนั้นก็หันไปมองอารองและอาสะใภ้ที่ยังคงทะเลาะกับคนของตระกูลไป๋อยู่ ความลังเลสุดท้ายในดวงตาพลันจางหายไป
"ข้าตกลง"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้าให้กับศิษย์พี่น้องชายหญิงอย่างแน่วแน่
เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กหนุ่มก็หัวเราะเริงร่า แล้วโบกชายเสื้อ ปล่อยสายลมพัดพาสวี่ไท่ผิงและเด็กสาวชุดสีชาดลอยขึ้นสู่ฟ้าและเหยียบลงบนนกกระสาที่บินอยู่กลางอากาศ
"ไท่ผิง ข้ามีนามว่าตู๋กูชิงเซียว เป็ศิษย์คนที่สองของยอดเขาที่เจ็ดสำนักชิงเสวียน"
"ข้านามว่าจ้าวหลิงหลง ลูกศิษย์คนที่หกของยอดเขาที่เจ็ดสำนักชิงเสวียน ต่อไปนี้ข้าจะเป็ศิษย์พี่หญิงของเ้า"
"ไท่ผิงคารวะศิษย์พี่ชาย คารวะศิษย์พี่หญิง"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ชาวบ้านทั้งหมดเห็นเพียงนกกระสาค่อย ๆ เลือนหายไปในทะเลเมฆ เพียงพริบตาก็ไม่เห็นร่องรอยแล้ว
ส่วนอารองและอาสะใภ้ของสวี่ไท่ผิง ทั้งสองสู้กับพ่อบ้านตระกูลไป๋และคนรับใช้ไม่ได้ สุดท้ายก็สูญสิ้นทั้งคนและทรัพย์ ทำได้เพียงนั่งด่าทอใต้ต้นอวี๋เก่าแก่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านและชี้ไปที่ท้องฟ้า
...
ูเาอวิ๋นหลู
เพียงวันเดียว สวี่ไท่ผิงก็มาถึงูเาอวิ๋นหลูในตำนานโดยนั่งนกกระสา
ความจริงแล้ว ูเาอวิ๋นหลูในโลกมนุษย์เป็เพียงทางเข้าของสำนักชิงเสวียนเท่านั้น
เหมือนกับูเาน้ำแข็งใต้มหาสมุทรอันหนาวเหน็บ เทือกเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำมักจะเป็เพียงส่วนหนึ่งของูเาน้ำแข็งทั้งลูก
"ูเาอวิ๋นหลูที่พวกเ้าชาวโลกเล่าขานกันนั้น เป็เพียงปราการชั้นนอกของยอดเขาอวิ๋นหลูทั้งเจ็ด ยอดเขาอวิ๋นหลูทั้งเจ็ดที่แท้จริงนั้นถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกและเขตอาคมตลอดทั้งปี จำเป็ต้องอาศัยนกวิเศษนำทางจึงจะเข้าออกได้"
เมื่อใกล้จะบินทะลุทะเลหมอกบนยอดเขา หลิงหลงที่นั่งอยู่บนหลังนกกระสาก็อธิบายให้สวี่ไท่ผิงฟังด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้น
"แล้วูเาอวิ๋นหลูที่แท้จริง… ใหญ่เพียงใด?"
หลังจากได้ฟังคำอธิบายของศิษย์พี่หลิงหลง สวี่ไท่ผิงก็เริ่มสนใจูเาอวิ๋นหลูนี้ขึ้นมา
"เทือกเขาอวิ๋นหลูทอดยาวนับหมื่นลี้ เจ็ดยอดเขาหลักสูงกว่าหมื่นจั้ง พื้นที่คงไม่น้อยไปกว่าแคว้นต้าเหลียงของพวกเ้า แต่เนื่องจากทั้งูเาอวิ๋นหลูมีสภาพแวดล้อมเป็เอกเทศ จึงปรากฏแก่สายตาชาวโลกเป็เพียงูเาเล็ก ๆ ลูกหนึ่ง"
ผู้ที่ตอบคำถามของสวี่ไท่ผิงคือชิงเซียวที่นั่งสมาธิอยู่ด้านข้าง
"ไม่เล็กไปกว่าแคว้นต้าเหลียง?"
ความรู้ของสวี่ไท่ผิงถูกสั่นคลอนอีกครา
"ใช่แล้ว ในโลกแห่งการฝึกฝน ยังมีดินแดนเร้นลับและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนูเาอวิ๋นหลูอีกมากมาย สำนักชิงเสวียนของพวกเราบนูเาอวิ๋นหลูนั้นถือว่าเป็เพียงสำนักฝึกฝนลำดับสามเท่านั้น"
หลิงหลงพยักหน้าแย้มยิ้ม
"แล้วเหนือระดับสาม..."
เปรี้ยง!
ขณะที่สวี่ไท่ผิงกำลังจะถามเกี่ยวกับโลกแห่งการฝึกฝนต่อ ลมแรงพัดกรรโชกอย่างกะทันหัน นกกระสาที่พวกเขานั่งอยู่ส่งเสียงร้องแหลมสูง
"ศิษย์น้องเล็ก นี่คือกระแสปราณจากเขตอาคมคุ้มครองูเา จับมือศิษย์พี่หญิงให้แน่น มิเช่นนั้นเ้าจะตกลงไปนะ"
หลิงหลงจับมือของสวี่ไท่ผิงแล้วะโออกมา
"ขอรับ!"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้า พลางกำมือที่อ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกนั้นแน่น
ฟู่ ฟู่...
เพียงพริบตา กระแสปราณปั่นป่วนตรงหน้าของสวี่ไท่ผิงพลันสลายจนสิ้น เหลือไว้เพียงท้องฟ้าสีมรกตอันบริสุทธิ์ และเทือกเขาที่ทอดยาวขึ้นลงสลับซับซ้อน ยอดเขาที่สูงชันเสียดฟ้า รวมถึงูเาลอยฟ้าที่ซ่อนตัวอยู่ในทะเลเมฆอีกหลายลูก
"ที่นี่คือูเาเซียนอวิ๋นหลูของจริง"
จ้าวหลิงหลงยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ จ้องมองออกไปที่แสนไกล
"พี่ชิงเซียว ศิษย์น้องหลิงหลง"
ยามนี้เอง เสียงหวานละมุนก็ดังมาจากด้านข้างของพวกเขาทั้งสามคน
สวี่ไท่ผิงผินกาย พลันเห็นประกายสีน้ำเงินลอยออกมาจากทะเลหมอกทางด้านหนึ่ง
เมื่อเพ่งพินิจให้ดี กลับเป็สตรีรูปร่างเพรียวบางหน้าตาหวานหยด กำลังพาเด็กสาวตัวน้อยเหยียบน้ำเต้าหยกลอยบนอากาศ
"ศิษย์พี่จื่อเยียน? ท่านก็ลงจากเขามาด้วยหรือ?"
จ้าวหลิงหลงยิ้มพร้อมโบกมือให้จื่อเยียน
"หลังจากที่พวกเ้าลงเขาไปไม่นาน ศิลาหลิงกู่ก็มีการตอบสนองอีกครั้ง คราวนี้ยอดเขาที่หกของข้าก็มีศิษย์ที่ถูกเลือกโดยศิลาหลิงกู่เช่นกัน"
จื่อเยียนยิ้มมองเด็กสาวที่อยู่ด้านหลังนาง
เด็กสาวผู้นั้นสวมชุดขาว ผิวเนียนดั่งหยก มองไกล ๆ ราวกับตุ๊กตากระเบื้องที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ช่างงดงามยิ่งนัก
"เป็เด็กสาวที่สวยจริง ๆ"
จ้าวหลิงหลงเอ่ยชมอย่างจริงใจ
"ขอแสดงความยินดีด้วย ยอดเขาที่หกได้ต้นกล้าอันดีเยี่ยมอีกต้นแล้ว ในการประลองเจ็ดยอดเขาคราหน้า เกรงว่ายอดเขาที่หกจะคว้าชัยไปเสียแล้ว"
ชิงเซียวกล่าวพลางยิ้มและประสานมือคารวะจื่อเยียน
จื่อเยียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างปิดไม่มิด ดวงตาคู่สวยเผยความเย้ายวนออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ปู้อวี่ทักทายศิษย์พี่ชิงเซียวและศิษย์พี่หญิงหลิงหลงเร็ว"
จื่อเยียนตบไหล่ของเด็กสาวที่อยู่ด้านหลังตน
"ปู้อวี่คารวะศิษย์พี่ชิงเซียว ศิษย์พี่หญิงหลิงหลง"
เด็กสาวคำนับชิงเซียวกับหลิงหลงอย่างงุ่มง่าม
"ไม่ต้องเกรงใจ"
ชิงเซียวแย้มยิ้ม
ส่วนหลิงหลงหันมองสวี่ไท่ผิงที่อยู่ข้าง ๆ แล้วตบหัวของเขาเบา ๆ พลางเอ่ยว่า
"ไท่ผิง รีบทักทายศิษย์พี่หญิงจื่อเยียนจากยอดเขาที่หกกับศิษย์น้องหญิงในอนาคตของเ้าเร็ว ในบรรดายอดเขาทั้งเจ็ดนั้น ยอดเขาที่หกร่ำรวยที่สุด เ้าต้องประจบประแจงนางให้ดี ๆ เล่า"
"ไท่ผิงคารวะศิษย์พี่หญิงจื่อเยียน คารวะศิษย์น้องหญิงปู้อวี่"
แม้ว่าสวี่ไท่ผิงจะรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงค้อมตัวคารวะจื่อเยียนอย่างนอบน้อม
"ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ รอจนกว่าเ้าจะกลายเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการของยอดเขาที่เจ็ดแล้ว ศิษย์พี่หญิงจะมอบโอสถบำรุงรากฐานให้เ้าหนึ่งเม็ด"
จื่อเยียนกล่าวยิ้ม ๆ
"ยังไม่รีบขอบคุณศิษย์พี่หญิงจื่อเยียนอีกหรือ!"
เมื่อเห็นไท่ผิงยังคงเหม่ออยู่ จ้าวหลิงหลงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จึงรีบกดศีรษะของเขาลง เพื่อขอบคุณจื่อเยียน
"ขอ… ขอบคุณศิษย์พี่หญิงจื่อเยียน"
สวี่ไท่ผิงกล่าวขอบคุณอย่างสับสน
"ศิษย์พี่ชิงเซียว พวกท่านจะไปที่ตำหนักหลงเหมินใช่หรือไม่?"
จื่อเยียนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"ใช่แล้ว ก่อนที่จะพาไท่ผิงขึ้นยอดเขาที่เจ็ด ต้องไปยังตำหนักหลงเหมินเพื่อทดสอบกระดูกปราณก่อน"
ชิงเซียวพยักหน้า
"เช่นนั้นข้าจะไปกับศิษย์พี่ชิงเซียวด้วย"
จื่อเยียนควบคุมกระบี่บินมาที่ข้าง ๆ นกกระสาที่ชิงเซียวกับพวกนั่งอยู่
"เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถิด"
ชิงเซียวพยักหน้ารับ
"โอ้! ศิษย์พี่หญิงจื่อเยียน เช่นนั้นท่านนั่งนกกระสาไปกับศิษย์พี่ของข้าดีหรือไม่? ส่วนข้าจะพาปู้อวี่บินด้วยกระบี่เอง"
จ้าวหลิงหลงเอ่ยพร้อมกับยิ้มเ้าเล่ห์
"จ้าวหลิงหลง เ้าอยากโดนตีใช่หรือไม่?"
จื่อเยียนใบหน้าแดงก่ำ ร้องอ้อนอย่างแง่งอน
"หากเ้ายังพูดจาไร้สาระอีก ระวังข้าจะเตะเ้าตกลงไปนะ"
ชิงเซียวจ้องมองจ้าวหลิงหลงที่ยืนยิ้มเ้าเล่ห์อยู่ข้าง ๆ อย่างไม่พอใจ
"ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว!..."
จ้าวหลิงหลงโอบไหล่ของสวี่ไท่ผิงพลางร้องอ้อนวอนขออภัย
ในตอนนี้ สวี่ไท่ผิงแก้มร้อนผ่าว นับั้แ่เกิดมา นี่เป็ครั้งแรกที่เขาถูกสตรีแปลกหน้ากอด
แต่ทว่า แทนที่จะรู้สึกเขินอาย สิ่งที่ทำให้เขากังวลมากกว่าตอนนี้คือประโยคที่ชิงเซียวพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า ‘ต้องไปยังตำหนักหลงเหมินเพื่อทดสอบกระดูกปราณก่อน’
"ศิษย์พี่ชิงเซียว เหตุใดต้องทดสอบกระดูกปราณขอรับ?"
สวี่ไท่ผิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"ถึงแม้เ้าจะเป็ศิษย์ที่ถูกเลือกโดยศิลาหลิงกู่ และไม่ต้องสอบก็สามารถเข้าเป็ศิษย์ยอดเขาที่เจ็ดได้โดยตรง แต่ก็ยังต้องทดสอบประเภทและระดับของกระดูกปราณอยู่ดี เพื่อประโยชน์ต่อการฝึกฝนของเ้าในภายภาคหน้า"
ชิงเซียวอธิบายให้สวี่ไท่ผิงฟัง
"เสี่ยวไท่ผิง เ้าคงยังไม่ทราบ ในโลกแห่งการฝึกฝน หากมีกระดูกปราณก็สามารถฝึกฝนได้ แต่ถึงจะเป็กระดูกปราณก็ยังแบ่งเป็ประเภทและระดับชั้นอีกด้วย"
จ้าวหลิงหลงโอบไหล่ของสวี่ไท่ผิงไว้ จากนั้นก็กางนิ้วมืออธิบายให้เขาฟัง
"ประเภทที่พบเจอบ่อยที่สุดก็มีกระดูกปราณเบญจธาตุ ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน นอกจากนี้ยังมีกระดูกปราณหายากอย่างน้ำแข็ง อัสนี และวายุอีกด้วย"
"ส่วนระดับชั้นนั้น แบ่งออกเป็สี่ระดับ ได้แก่ กระดูกปราณอินทนิล กระดูกปราณทอง กระดูกปราณทมิฬ และกระดูกปราณขาว ในจำนวนนี้กระดูกปราณอินทนิลหาได้ยากที่สุด จึงได้รับการขนานนามว่าเป็กระดูกปราณ์ ส่วนกระดูกปราณขาวนั้นไร้ประโยชน์ที่สุด"
ยามได้ยินเช่นนั้น สวี่ไท่ผิงพลันประจักษ์แจ้ง
"เหตุใดกระดูกปราณขาวจึงไร้ประโยชน์ที่สุดขอรับ?"
เขาเอ่ยถามอย่างสงสัย