ตอนที่ 46 เซิ่งอันหนิงคือนางมารร้าย
โจวเจี้ยนหัวหันศีรษะไปอีกฝั่งอย่างไม่พอใจนัก ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่มีทางทักทายเซิ่งอันหนิง
หนิวชุนอิงรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก หล่อนค้อนให้โจวเจี้ยนหัวอีกครั้ง “เจ้าเด็กคนนี้นี่ เป็นอะไรไป ทักทายอาสะใภ้สิ”
ต่อให้เซิ่งอันหนิงจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่หญิงสาวก็รู้ว่าเด็กหนุ่มไม่ยินยอมที่จะทำเรื่องนี้ “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ทักทายก็ไม่เป็นไร”
แต่หนิวชุนอิงกลับไม่ยินยอม “เจ้าเด็กคนนี้นี่ ระหว่างทางพอได้ยินว่าอารองจะกลับมาก็ดีใจเป็นกระดี่ได้น้ำ ตอนนี้พบกับอาสะใภ้รองกลับเป็นใบ้ไปเสียอย่านั้น”
โจวสือซวินขมวดคิ้ว ก่อนห้ามหนิวชุนอิงจากการตำหนิลูกชายเอาไว้ “เข้ามานั่งพักกันก่อนสิ”
หนิวชุนอิงยื่นมือออกไปบิดหูโจวเจี้ยนหัว จนทำให้คนที่ตัวสูงกว่าต้องก้มศีรษะลงมา
“เจ้านี่มันโตแล้วกล้ามากนะ ไป กลับบ้าน!”
หนิวชุนอิงด่าลูกชายพลางบิดหูลูกชาย
โจวเจี้ยนหัวไม่ได้ยอมแพ้แต่อย่างใด แถมยังตวัดตามองเซิ่งอันหนิง จากนั้นจึงด่าขมุบขมิบ “นังสุนัขคาบข่าว”
เด็กหนุ่มจึงโดนหนิวชุนอิงชกอีกครั้ง “แกด่าใคร? ตอนนี้โตแล้วกล้าหรือ”
เซิ่งอันหนิงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้เธอจะไม่รู้ว่าตนทำอะไรให้โจวเจี้ยนหัวคับแค้นใจ แต่คำด่าว่าสุนัขคาบข่าวนั่นมันมาจากไหน?
โจวสือซวินรู้สึกผิดเล็กน้อย “เดี๋ยวสักครู่ผมจะไปคุยกับเขา”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้ใส่ใจอะไร “ไม่เป็นไร ฉันแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมีเจตนาแบบนี้กับฉัน? ดูเหมือนว่าฉันไม่เคยเจอเขามาก่อนนะ?”
โจวสือซวินตกใจเช่นกัน ถึงอย่างไรโจวเจี้ยนหัวก็ไม่เคยพบกับเซิ่งอันหนิง และก็ไม่เคยพบกับเซิ่งอันหนิงในแบบเมื่อก่อนเช่นกัน
เซิ่งอันหนิงไม่ได้ใส่ใจ เธอยืนอยู่ในลานบ้านด้วยความรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย และต้องการที่จะกลับไปพักผ่อนสักครู่
โจวสือซวินไม่ได้ตามเข้าไป เขายืนอยู่ที่ลานบ้านอีกสักพัก เมื่อรอให้หนิวชุนอิงจัดการกับโจวเจี้ยนหัวเสร็จ ชายหนุ่มจึงไปเรียกเด็กหนุ่มออกมา และทั้งสองก็เดินออกจากหมู่บ้าน
โจวเจี้ยนหัวเด็กชายวัยสิบห้าปีสูงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร แต่ร่างกายกลับผอมชะลูดราวกับต้นกัญชงอย่างไรอย่างนั้น เด็กหนุ่มก้มศีรษะและเดิมตามโจวสือซวินไป
โจวสือซวินไม่พูดไม่จาและเดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงบริเวณสันเขานอกหมู่บ้านจึงหยุดลงฝีเท้า หันหน้าไปทางโจวเจี้ยนหัว “ทำไมนายถึงเกลียดหล่อนล่ะ?”
โจวเจี้ยนหัวยังคงท่าทางดื้อรั้น “อารอง หล่อนสวยออกปานนั้น จะต้องเป็นสายสืบที่ศัตรูส่งมาแน่ ๆ”
โจวสือซวินขมวดคิ้ว “เพ้อเจ้อไปหมดแล้ว พูดจาให้มันดี ๆ หน่อยสิ”
โจวเจี้ยนหัวยังไม่ยอมแพ้ “ผมเห็น ๆ อยู่ว่าอารองกับอาไฉ่เสียก็ยังดี ๆ กันอยู่ แล้วทำไมอาถึงไม่แต่งกับหล่อนล่ะ? ทำไมต้องไปแต่งงานกับนางมารร้ายนั่นด้วย”
โจวสือซวินเริ่มโมโหขึ้นมาแล้ว น้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับไฉ่เสีย? นายพูดจาให้มันดี ๆ นะ และตอนนี้หล่อนก็เป็นอาสะใภ้รองของนาย ไม่ใช่สายสืบไม่ใช่นางมารร้าย”
โจวเจี้ยนหัวรู้สึกเสียใจ “แล้วทำไมคนในหมู่บ้านถึงพูดกันว่าอากับอาไฉ่เสียคบหากันล่ะครับ พออาไฉ่เสียรู้ว่าอารองแต่งงาน หล่อนแอบไปร้องไห้ตั้งหลายวัน อาไฉ่เสียดีขนาดนั้นทำไมถึงไม่แต่งกับหล่อนล่ะ แถมยังปล่อยให้คนในหมู่บ้านนินทาว่าอารองนั้นได้ใหม่ลืมเก่าอีก”
เมื่อพูดถึงเรื่องได้ใหม่ลืมเก่า ดวงตาของโจวเจี้ยนหัวก็ค่อย ๆ แดงขึ้นมา หากว่าเซิ่งอันหนิงไม่ใช่สายสืบ อารองจะโดนด่าว่าได้ใหม่ลืมเก่าได้อย่างไร
อารองเป็นวีรบุรุษในใจเขา ไม่สามารถต้องมลทินได้แม้แต่นิดเดียว
โจวสือซวินขมวดคิ้ว ชายหนุ่มลังเลที่จะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะยังคิดมาเสมอว่าข่าวลือจะหยุดอยู่ที่คนฉลาด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะเกินเลยไปมากกว่าที่คิดไว้มาก “ใครเป็นคนบอกนายว่าฉันกับหลัวไฉ่เสียคบหากัน?”
โจวเจี้ยนหัวมองดูอารองของเขาอย่างไม่เชื่อสายตา จนถึงตอนนี้อีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับเลยด้วยซ้ำ?
เมื่อนึกถึงอาไฉ่เสียที่ร้องไห้ และยังรออารองเป็นเวลานานหลายปี ทุก ๆ ครั้งที่มีอาหารดี ๆ ก็มักจะส่งมาให้ที่บ้านเสมอ ผลปรากฏว่าอารองกลับไม่ยอมรับผู้หญิงคนนี้เลยสักนิด
เด็กหนุ่มเมินหน้าหนีไปอีกฝั่ง ไม่แม้แต่จะมองโจวสือซวิน และปฏิเสธที่จะตอบคำถามของชายหนุ่ม
เวลานี้โจวสือซวินพลันรู้สึกว่าจะต้องอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่าง เขาไม่สนอะไรแล้ว รู้แต่ว่าไม่อาจปล่อยให้เซิ่งอันหนิงถูกกล่าวหา ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยได้
ในขณะที่กำลังกลับ พวกเขาก็พบกับอาสามที่กำลังขึ้นเขามา โจวสือซวินจึงให้โจวเจี้ยนหัวกลับไปก่อน ส่วนเขาจะเข้าไปช่วยอาสามเก็บฟืน
เซิ่งอันหนิงที่นอนไปได้สักพักกลับไม่ได้รู้สึกง่วงเลย เธอพลิกตัวไปมาและเตรียมตัวที่จะลุกขึ้น แต่กลับได้ยินเสียงของหนิวชุนอิงตะโกนส่งเสียงดัง “สะใภ้รองหลับหรือยัง?”
เซิ่งอันหนิงตอบกลับไปและลุกขึ้นไปเปิดประตู
หนิวชุนอิงมาพร้อมกับจานหนึ่งใบที่มีเมล็ดทานตะวันและพุทราแดงเข้ามา “ฉันเอากลับมาจากที่บ้าน เลยเอามาให้เธอนิดหน่อย ที่บ้านฉันก็ไม่ได้มีอะไรดีมากมาย”
เซิ่งอันหนิงเชิญหนิวชุนอิงเข้ามาในห้องอย่างสุภาพ
หนิวชุนอิงไม่ใช่คนนอกแต่อย่างใด หล่อนถือจานเข้ามาและนั่งลงบนเตียงเตา “ไม่กี่วันก่อนแม่บอกว่าพวกเธอจะกลับมา ฉันเองก็ยังไม่เชื่อนะ ถ้ารู้ว่าพวกเธอจะมาเร็วกว่านี้ ฉันคงจะไม่กลับไปร่วมงานแต่งที่บ้านหรอก”
เซิ่งอันหนิงไม่รู้ว่าจะพูดอะไร “ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราเองก็ไม่ได้รีบร้อน”
หนิวชุนอิงครุ่นคิด และเอ่ยต่อ “ฉันได้ยินมาว่าพวกเธอกลับมาครั้งนี้เพราะจะแยกบ้านหรือ?”
เซิ่งอันหนิงพยักหน้า “อื้ม เป็นเพราะเรื่องนี้แหละค่ะ”
หนิวชุนอิงรู้สึกอิจฉา “แยกบ้านก็ดี ถ้าพวกเธอไปใช้ชีวิตในเมือง จะแบ่งไม่แบ่งก็มีค่าเท่ากัน ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยตัวเองอยู่แล้ว”
ไม่เหมือนกับพวกเขา ที่วัน ๆ อาศัยอยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าเสนอเรื่องแยกบ้าน
อย่ามองว่าหนิวชุนอิงนั้นดุดัน แต่กลับไม่กล้าเสนอเรื่องการแยกบ้าน เนื่องเพราะว่าโจวฉางหลินเป็นพี่คนโตก็จะต้องอาศัยอยู่ด้วยกันกับพ่อกับแม่ และคอยจัดการเรื่องเงินและเรื่องต่าง ๆ ของที่บ้าน
และยังมีครอบครัวของเจ้าสามโจวฉางอวิ้นที่เกียจคร้าน วัน ๆ คิดแต่จะเอาเปรียบ คะแนนการทำงานในแต่ละปีมีน้อยที่สุด ส่วนแบ่งอาหารก็น้อยตามเช่นกัน ดังนั้นบ้านของพวกเขาจึงไม่ยินยอมที่จะแยกบ้านแน่นอน
เซิ่งอันหนิงไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์การแยกบ้านของโจวสือซวิน เธอเพียงแค่ยิ้มและฟังหนิวชุนอิงเอ่ย ไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ
หนิวชุนอิงสนทนาได้สักพัก จากนั้นจึงออกไปทำอาหารเย็น
เซิ่งอันหนิงผู้ว่างจนไม่มีอะไรทำจึงนำเสื้อผ้าที่สกปรกออกมาซัก
หลังจากที่โจวเจี้ยนหัวกลับมา เด็กหนุ่มก็กลับเข้าไปนั่งอารมณ์เสียอยู่ในห้อง และยังกำชับน้องชายทั้งสองคนที่ฟุบอยู่บนโต๊ะ “พวกนายอย่าไปเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าอาสะใภ้รองนะ ลองคิดดูดี ๆ ว่าอาไฉ่เสียดีกับพวกเราขนาดไหน”
เด็กทั้งสองคนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากมาย “แต่ว่าหล่อนเป็นอาสะใภ้รองนะ”
โจวเจี้ยนหัวจ้องเขม็ง “ฉันบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ไง ถ้าพวกนายเรียกหล่อนว่าอาสะใภ้รอง เช่นนั้นจะกลายเป็นคนทรยศ! ”
เมื่อทั้งสองคนได้คิดคำว่า ‘ทรยศ’ ทั้งคู่ต่างก็ไม่มีใครอยากจะเป็นคนทรยศ!
โจวเจี้ยนหัวมองดูเซิ่งอันหนิงที่กำลังซักเสื้อผ้าจากทางหน้าต่าง จู่ ๆ ก็มีความคิดไม่ดีขึ้นมา เด็กหนุ่มกลับเข้าไปในห้องและอุ้มแมวลายที่กำลังนอนอยู่บนเตียงเตา ก่อนหยิบประทัดออกมาจากตู้ จากนั้นก็ผูกเข้ากับหางของแมว
เด็กหนุ่มนั่งลงและเปิดประตู ปล่อยให้แมวที่ถูกผูกประทัดติดหางวิ่งตรงเข้าไปหาเซิ่งอันหนิง
ทันทีที่ประทัดดังนั้น แมวก็ตกใจและส่งเสียงร้อง จากนั้นจึงวิ่งตรงเข้าไปหาเซิ่งอันหนิง
เซิ่งอันหนิงที่กำลังนั่งลง ครั้นได้ยินเสียงประทัดก็สะดุ้งตกใจ ยังไม่ทันจะได้สติดีก็พบว่ามีแมววิ่งเข้ามาหา แน่นอนว่าเธอไม่มีเวลาพอที่จะหลบ หญิงสาวจึงล้มลงกับพื้น
โจวเจี้ยนหัวและน้องชายทั้งสองหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ
เซิ่งอันหนิงโมโหขึ้นมาทันที ถ้ามีความสามารถนักก็มาแกล้งเธอเลยสิ จะแกล้งแมวตัวนั้นไปทำไม?
เซิ่งอันหนิงลุกขึ้นและโผเข้าไปลากตัวโจวเจี้ยนหัว “ไป! ไปจับแมวตัวนั้นกลับมาขอโทษ! ไม่เช่นนั้นก็ออกไปตัวต่อตัวกับฉัน!”
หนิวชุนอิงได้ยินเสียงดังเข้ามาในห้องครัว จึงหยิบไม้นวดแป้งออกมาจากห้อง “ไอ้เจ้าคนนี้ แม่ตีแกเบาไปใช่ไหม!”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้ห้ามหล่อน และปล่อยให้หนิวชุนอิงออกมาจัดการเด็กนิสัยเสียคนนี้
จู่ ๆ ก็มีคนวิ่งเข้ามา “พี่สะใภ้ พี่ตีเขาไม่ได้นะคะ แบบนี้จะทำให้เขาบาดเจ็บได้นะ”
ว่าพลางหล่อนก็เข้าไปขวางโจวเจี้ยนหัวเอาไว้
เรื่องนี้ทำให้เซิ่งอันหนิงประหลาดใจเป็นอย่างมาก คนผู้นั้นถึงกับเป็นหลัวไฉ่เสีย!
..............................................................................................................................
สารจากผู้แปล
เอ่อ ไอ้หนุ่ม หนูดูหนังสงครามมากไปหรือเปล่าลูก คิดว่าอาสะใภ้รองเป็นสายลับของศัตรูเฉย
เออ เพิ่งรู้ตัวเหรอพี่โจวว่าต้องเคลียร์อะไร ๆ ให้มันชัดเจน พี่เล่นไม่พูดอะไรมาตั้งนาน ปล่อยให้คนอื่นเขาเข้าใจผิดมาตั้งนาน รักข้างเดียวมาตั้งนาน แบบนี้มันใช้ได้เหรอ… อันหนิง ถ้าเจอคนที่ดีกว่านี้เมื่อไหร่ก็หย่ากับพี่โจวเสียให้เข็ดเถอะค่ะ
มาขวางอะไรคะไฉ่เสีย เริ่มหมั่นไส้เธอแล้วนะ ปรากฏตัวทีไรต้องเป็นจังหวะนรกตลอดเลย
ไหหม่า(海馬)