ใต้ร่มศาลาไม้กลางน้ำท้ายเรื้อนปั้นหยาในวันนี้มีลมเย็น ๆ ลอยพัดกลิ่นดอกไม้โดยรอบมาไม่ขาดสาย สายลมเอื่อยเฉื่อยฉิวปลิวไปอย่างไร้ที่หมายคล้ายกับอารมณ์ของเจ้าของเรือนที่ประทับนั่งเหม่อลอยเคว้งขว้างประดุจคนสิ้นจิตวิญญาณ ปล่อยให้สังขารดูเศร้าสลดไม่น่าภิรมย์เช่นนี้
นับตั้งแต่ก้าวบาทออกจากห้องทรงพระอักษรของเสด็จในกรมฯวันนั้นเป็นต้นมา เครื่องเสวยสักชิ้นก็ยังไม่ตกลงถึงอุทรของหม่อมเจ้าชาย เครื่องฉลององค์ยังเป็นชุดเดิม ไม่ทรงมีกระจิตกระใจทำสิ่งใดอีกแล้ว แม้แต่ชลเนตรก็ยังหลั่งไม่ขาดช่วง ทวีคูณด้วยความอาลัยหา
“เสวยสักหน่อยเถิดกระหม่อม จะได้มีเรี่ยวแรง ฝ่าบาทไม่เสวยมาหลายมื้อแล้ว จะประชวรเอานะกระหม่อม” นายโมกผู้อารักขานั่งเฝ้าอยู่อย่างใกล้ชิดไม่ยอมห่างหาย อ้ายบ่าวเปลี่ยนเครื่องคาวหวานครั้งแล้วครั้งเล่า ล้วนไร้ร่องรอยของการเสวยทั้งสิ้น
“ฉันอยากอยู่คนเดียว” ผู้ทรงศักดิ์กลับดำรัสเพียงเท่านั้น
“กระหม่อมไม่ทราบว่าท่านชายทรงตรมทุกข์ด้วยเหตุอะไร หากแต่ไม่รักองค์เองเช่นนี้ จะไปรักคนอื่นได้อย่างไร ฝ่าบาททรงลืมแล้วหรือ คนที่รักฝ่าบาท เขาจะรู้สึกอย่างไร หากทราบว่าฝ่าบาทเป็นเช่นนี้”
นายโมกกล่าวเตือนหทัยให้ทรงได้สติ ก็จริงดังว่า ท่านชายเดียวควรจะมีชีวิตอยู่ดำรงต่อไปเพื่อนคนที่รักไม่ใช่หรือ แม้กาลข้างหน้านี้ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าจะต้องพบเจอกับอุปสรรคใดบ้าง
เมื่อทรงตรึกตรองแล้ว ประจักษ์ว่าการอดไม่ใช่หนทางแห่งการดับทุกข์ จึงกลับมาเสวยดังเดิม หัตถ์ขาวเนียนตักเครื่องคาวหวานละเลียดได้อย่างโอชา ฝีมือนางห้องเครื่องตำหนักใหญ่ช่วยผ่อนปรนความเครียดสะสมได้บ้างพอประมาณ
ในระหว่างนั้น เสียงของนายพุดก็ดังเข้ามาในศาลา คราแรกที่มันห็นเจ้านายกลับมาเสวยได้อีกครั้งก็นึกยินดี แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ มันคาดว่าท่านชายเดียวต้องทรงสำราญรื่นเป็นแน่ หากได้พบกับเขาผู้นี้
“ฝ่าบาท คุณด้าวมาขอเฝ้ากระหม่อม ให้กระหม่อมแจ้งเขาว่าอย่-” ไม่ทันจบประโยค หม่อมเจ้าชายก็รับสั่งแทรกขึ้นโดยพลัน ชื่อนี้ช่างมีอิทธิพลต่อหทัยของท่านชายเดียวเหลือเกิน
“เดี๋ยวฉันไปหาเขาเอง” จบดำรัส เพลาขาวเรียวก็เร่งก้าวกระฉับกระเฉงไปยังหน้าเรือนในบัดดล แม้รสอาหารจะโอชาเพียงใด ก็รั้งองค์ท่านชายไว้ไม่อยู่
ที่ใต้ร่มไทรใหญ่หน้าเรื้อนปั้นหยา ปรากฏเป็นร่างสูงสง่าสมมาตรฐานชายสยามยืนไพล่หลังอยู่ แม้ทอดเนตรเห็นเพียงเท่านี้ ดวงหทัยของหม่อมเจ้าชายก็พองโตเป็นดินชุ่มน้ำแล้ว ทรงรำลึกถึงเขาอย่างหาที่สุดมิได้ อีกฝ่ายก็น่าจะไม่ต่างกัน ถึงได้มาหาถึงที่เรือนแต่เช้าเช่นนี้
“ด้าว ฉันคิดถึงเธอแทบแย่ วันนี้จะสอนฉันเล่นอะไรดีเล่า”
เขาหันกลับมา ยิ้มอ่อน ๆ ฉาบทับบนใบหน้าคมคาย เขารูปงามยามยิ้มในทุกวัน แต่แปลกที่วันนี้ขอบตาดูนูนบวม ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร ในขณะที่ท่านชายเดียวทรงปรี่องค์เข้ามาสวมกอดเขาแน่น
“ฉันอยากฟังเพลงบุหลันลอยเลื่อน วานเล่นให้ฉันฟังที นะ”
แต่มีเพียงประโยคสั้น ๆ ย้อนกลับมาว่า “กระหม่อมแค่มาลา”
“ลา? อย่างไรหรือ”
“ก็หมายความว่า กระหม่อมจะไม่มาสอนดนตรีให้ท่านชายอีก และนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ขอให้เราทั้งสองเลิกราต่อกัน อย่าได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีกเลย เรื่องราวที่ผ่านมา กระหม่อมขอให้ทรงลืม คิดเสียว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น”
“เธอพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
“กระหม่อมจะไปจากที่นี่แล้ว จะไปสร้างครอบครัวที่หัวเมืองใต้ ฝ่าบาทอยู่ทางนี้ ก็ทรงดูแลองค์เองด้วย ขอให้ชีวิตคู่ของฝ่าบาทราบรื่น ไม่มีอุปสรรคมาขวางกันเหมือน… กระหม่อมขอทูลลา”
“เดี๋ยว!” ท่านชายเดียวทรงรีบเข้าสวมกอด อีกฝ่ายเอาแต่สะบัดกายจะถอยห่างลูกเดียว ไม่แม้แต่จะสบวงพักตร์แม้แต่น้อย ยิ่งเขาพูด ผู้สดับก็ยิ่งไม่เข้าหทัย เกิดอะไรขึ้นกับพ่อนักดนตรี นี่ไม่ใช่เขาคนเดิมที่ทรงรู้จัก
เขาพูดเหมือนจะทิ้งไป เหมือนจะไม่รักกันอีกแล้ว
“ปล่อยกระหม่อมเถอะฝ่าบาท อย่าทรงยื้อเลย”
“ทำไมเธอพูดอย่างนี้ เธอทรยศความรู้สึกของตัวเอง เธอผิดสัญญากับฉัน เรารักกันไม่ใช่หรือ เธอลืมหมดแล้วหรือไร ฮะ ใครเปลี่ยนใจเธอ เสด็จพ่อหรือ” สองพาหากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ราวกับว่าบุคคลตรงหน้าจะหายไปจากนี้ชั่วชีวิต ท่านชายเดียวไม่กริ้วที่วันนี้เขาแปลกไปอย่างนี้ พยายามหาต้นสายปลายเหตุที่บันดาลการกระทำของเขา
หากไม่ใช่เพราะพระบัญชาของเสด็จในกรมฯ หม่อมเจ้าชายทรงเชื่อมั่นว่าเป็นอื่นไปไม่ได้แน่ แต่คำตอบของอีกฝ่ายยังคงปฏิเสธ
“เรื่องนี้ผิดที่กระหม่อมคนเดียว กระหม่อมควรที่จะบอกฝ่าบาทให้เร็วกว่านี้ มิฉะนั้นความสัมพันธ์ของเราคงไม่เลยเถิด กระหม่อมมันก็แค่คนธรรมดา หาเศษหาเลยไปวัน ๆ ไม่ได้คิดจริงจังกับใครทั้งสิ้น พอหมดรักแล้ว กระหม่อมก็หาคนใหม่ ส่วนฝ่าบาท ก็ควรกลับไปทำหน้าที่พระคู่หมั้นของท่านหญิงอ้อเสีย เราต่างเป็นชาย ซ้ำกระหม่อมยังต่ำต้อย อย่าได้อาลัยอาวรณ์กับคนแบบกระหม่อมเลย หากฝ่าบาทไม่อยากเสียดายน้ำตา”
ถ้อยวาทีที่เสมือนคมดาบกลั่นกรองออกมาจากปากของผู้พูดอย่างลำบากยากเย็น เขาต้องทนฝืนเอ่ยคำเหล่านี้เพื่อตอกย้ำและทำให้ท่านชายเดียวทรงเห็นว่าเรื่องความรักของทั้งสองไม่มีวี่แววสมหวังเลยแม้แต่น้อย
“เลิกพูดเสียที! ฉันไม่เชื่อ” หม่อมเจ้าชายตรัสเสียงกร้าวปนเสียงสะอึกสะอื้นไห้ ไม่ประสงค์ฟังคำเหล่านี้เป็นที่สุด หยาดชลเนตรเอ่อนองเป็นสาย ไหลเปื้อนนวลปรางผุดผ่องจนหมองหมดราศี
ฝ่าหัตถ์ที่กอดกุมแน่นถูกมือแกร่งดึงให้ออกจากพันธนาการสุดแรงอย่างไร้เยื่อใย เมื่อเขาหันหน้ากลับมา ท่านชายเดียวจึงทรงเห็นว่าเขาเองก็ร้องไห้ไม่ต่างกัน แต่แล้ว คนที่รักสุดหทัยกลับผลักองค์เองออกให้ห่างกาย จนแรงนั้นยังผลให้ทรงเสียหลัก ล้มลงบนพื้นหญ้า
พันวาจาสิทธิ์ไม่เคยปรารถนาเห็นภาพเช่นนี้ อยากจะเข้าไปประคองช่วยเหลือเกิน ทว่าความจำเป็นบางประการกลับค้ำคออยู่หนักหนา ทำได้เพียงยืนมอง แล้วแสร้งว่าหมดแล้วซึ่งความรัก
“ฉันผิดอะไรหรือ ฮึก ทำไมต้องมาทำให้รักแล้วทิ้งไป” ทรงร่ำไห้อยู่เบื้องล่าง จะทรงจับขาอีกคนไว้ เขาก็ถอยออก ไม่ยอมให้ใกล้ตัว
“ขอให้โชคดี”
จบคำอำลารัก ชายหนุ่มก็หันหลังกลับ สาวเท้าเร็วรี่พาตนเองออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อมั่นใจว่าพ้นระยะมาไกลมากแล้ว เขาถึงปล่อยมวลน้ำตามหาศาลออกมาเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวใครจะผ่านมาเห็น
อีกมุมหนึ่งใต้เงาต้นไม้ในองศาที่ไม่ทีผู้ใดสังเกตุเห็น เป็นเจ้าของวังนั่นเองที่ประทับยืนทอดพระเนตรเหตุการณ์ทุกช่วงขณะอยู่ ท่านทรงพอพระทัยถึงที่สุด ที่ข้าราชการหนุ่มผู้นั้นให้ความร่วมมือ รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร แม้จะต้องทรงอดกลั้นทนเห็นพระปิโยรสทุกข์ระทมก็ตาม แต่ท่านทรงเชื่อว่าอีกไม่นาน ท่านชายเดียวจะทรงกลับมามีสุขได้ดังเดิม
ทรงพระดำเนินมายังบริเวณที่ท่านชายเดียวนั่งทรุดกายร่ำร้องฟูมฟายอยู่ แล้วจึงย่อพระองค์ลงสวมอ้อมพระพาหากอดปลอบทางด้านหลังด้วยความอ่อนโยนประหนึ่งบิดาพึงมีแก่บุตร
เมื่อทรงรับรู้ด้วยสัมผัสที่อบอุ่น ฝ่ายท่านชายเดียวจึงทรงหันองค์เข้าสวมกอดเสด็จพ่อ ผู้ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต ในทุก ๆ ครั้งที่พบเจอปัญหาใดในโลก ท่านก็จะทรงอยู่ตรงนี้คอยเคียงข้างท่านชายเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
“ชายไม่เชื่อว่าเขาเขาจะทำอย่างนี้ เสด็จพ่อทรงบังคับเขาหรือเกล้ากระหม่อม” ตรัสพลางส่ายพักตร์ไปมาว่าไม่เชื่อ ดวงเนตรฉ่ำน้ำจนภาพมัวสลัว
เสด็จพระองค์ชายทรงลูบเกศาพระปิโยรสอย่างแผ่วเบาด้วยความรักและเมตตา รับสั่งว่า “พ่อบังคับเขาให้อยู่หรือไปไม่ได้หรอกชาย ถ้าเขาหมดใจแล้วเขาก็ไป ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร ชายตัดใจจากเขาเช่นเขาทำกับชายเสียเถอะ อย่ามัวจมปลักอยู่กับคนพรรค์นั้นเลย”
“ไม่จริง… เขายังรักชาย”
“ผู้ชายคนนั้นมันไม่ได้รักชายจริงหรอกลูก มันเบื่อแล้วมันก็ไป ชายจริงหญิงแท้เขายังทิ้งกันลงมีถมเถ แล้วชายจะคาดหวังอะไรเล่า อย่างที่พ่อบอก ไม่มีผู้ชายคนไหนรักชายเท่ากับพ่อแล้วในโลกนี้”
“ฮึก…”
“ลืมเขาเสีย แล้วกลับไปเป็นชายเดียวคนเดิม คนที่เพรียบพร้อมทุกอย่าง น้องหญิงอ้อยังรอชายอยู่เสมอ”
มีเพียงเสียงสะอื้นตอบกลับมา ท่านชายเดียวยังทรงตัดหทัยจากเขาคนนั้นไม่ได้ เสด็จในกรมฯท่านทรงเข้าพระทัยดี แต่เมื่อวันวานผ่านพ้นไป กาลเวลาจะช่วยเยียวยาความรู้สึกของพระปิโยรสให้กลับมาสดใสได้ดังเดิม