เถ้าถ่านและความมืดมนที่เสี่ยสุชาติเคยทิ้งไว้ถูกลบเลือนด้วยรอยยิ้มและหยาดเหงื่อของอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ทุกคน ณมูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขา
หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ผ่านพ้นทุกคนร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมาใหม่โดยได้รับทุนสนับสนุนหลักส่วนตัวจาก ครอบครัวของภาคินและพิมพ์นลินผู้ใหญ่ใจดีที่ไม่เพียงหยิบยื่นกำลังทรัพย์ แต่ยังลงแรงและส่งต่อกำลังใจให้อย่างเต็มที่
ขั้นตอนการคืนชีวิตให้บ้านหลังใหม่ การซ่อมแซมและปลูกสร้างเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันถัดมาทีมช่างมืออาชีพพร้อมด้วยเหล่าอาสาสมัคร พิมพ์นลิน ภาคินและคนในชุมชนต่างช่วยกันรื้อถอนซากไม้และเถ้าถ่านดำมืดออกไป ขั้นตอนถูกแบ่งอย่างเป็นระบบ ปรับพื้นที่และวางโครงสร้างใหม่ โครงสร้างไม้เดิมถูกเปลี่ยนเป็นอาคารปูนแข็งแรงทนทาน และปลอดภัยจากไฟไหม้
กั้นโซนพักฟื้นสัตว์ จัดทำคอกและห้องพยาบาลหมาแมวที่มีการระบายอากาศดีเยี่ยมพร้อมติดตั้งระบบคัดแยกสัตว์ป่วยเพื่อสุขอนามัย
การทาสีและแต่งเติมสีสันของมูลนิธิซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานพิมพ์นลินนำทีมละเลงแปรงทาสีโทนอบอุ่นมีเสียงหัวเราะและคราบสีเลอะแก้มของทุกคนตลอดทั้งวันเสียงดนตรีจากวิทยุเครื่องเก่าของอาสาสมัครดังคลอไปกับเสียงเห่าหางสั่นของเหล่าสี่ขาที่มารอวิ่งเล่นในบ้านใหม่
ท่ามกลางจังหวะการทำงานที่ชุลมุนหมอทิวากรในชุดลำลองพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นถึงข้อศอกก็ไม่ได้วางมือแค่เรื่องการรักษาสัตว์แต่ยังลงมาช่วยทาสีผนังร่วมกับพิมพิกาอย่างแข็งขัน พิมพิกาเขย่งเท้ายกแปรงทาสีขึ้นสูงจนเผลอทำสีทาบ้านหยดเลอะโหนกแก้มบางหมอทิวากรที่ยืนอยู่ข้างๆ ร้องทักเบาๆ ก่อนจะละมือจากแปรงเดินเข้ามาหา
"เลอะหมดแล้วครับพาย..."
น้ำเสียงนุ่มนวลอบอุ่นทำเอาพิมพิกาชะงัก ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาใกล้นิ้วโป้งเรียวยาวค่อยๆ บรรจงปาดคราบสีบนแก้มใสอย่างเบามือ สายตาประสานกันในระยะใกล้จนพิมพิการู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะใบหน้าหวานเนียนขึ้นสีชมพูระเรื่อโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอาง
"หมอทิวทำเองดีกว่าครับเดี๋ยวแก้มคุณพายจะกลายเป็นรูปภาพผืนใหม่ไปเสียก่อน"
เขาแย้มยิ้มละมุนที่ทำลายความเหน็ดเหนื่อยของเธอจนหมดสิ้นพิมพิกาได้แต่ยิ้มเขิน หลบสายตาอบอุ่นคู่นั้นไปทาสีต่ออย่างทำอะไรไม่ถูก
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้มีหนึ่งคนที่ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาล “ลุงหมาย” ชายเร่ร่อนผู้เคยอาศัยอยู่แถวมูลนิธิบัดนี้ได้รับโอกาสสำคัญ เสื้อผ้าเก่ามอมแมมถูกแทนที่ด้วย ชุดยูนิฟอร์มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำมูลนิธิลุงหมายไม่จำเป็นต้องนอนข้างถนนหรือเดินเร่ร่อนอีกต่อไป เขามีห้องพัก รปภ.ขนาดกำลังดี ปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดคือได้อยู่ใกล้ชิดดูแลเหล่าหมาแมวที่แกรักและผูกพัน
ทุกเช้าลุงหมายจะเดินตรวจความเรียบร้อยพร้อมมีเจ้าด่างหมาพันธุ์ไทยเพศผู้ เดินกวักหางตามเป็นบอดี้การ์ดคู่ใจ
การทำงานดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเพียงไม่กี่สัปดาห์อาคารใหม่ของมูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขาก็เสร็จสมบูรณ์ งดงาม แข็งแรงและเต็มไปด้วยความรัก
++++++++++
ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองและงานเลี้ยงขอบคุณ
เมื่อยามเย็นมาถึงไฟราวระย้าหลากสีส่งแสงวูบวาบถูกประดับประดาไปทั่วบริเวณสนามหญ้าหน้าอาคารใหม่กลิ่นหอมของอาหารบุฟเฟต์นานาชนิดและบาร์บีคิวปิ้งย่างอบอวลไปทั่วงาน อาสาสมัครชาวบ้าน และครอบครัวของภาคินกับพิมพ์นลินมารวมตัวกันด้วยรอยยิ้ม
ลุงหมายในชุดรปภ. ตัวใหม่เรียบร้อย ยืนยิ้มแป้นคอยต้อนรับแขกเหรื่อหน้าทางเข้าแกรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเองอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตเหล่าหมาแมวที่ได้รับความช่วยเหลือต่างเดินคลอเคลียผู้คนอย่างคุ้นเคยบรรยากาศเต็มไปด้วยความอุ่นไอและความสุขที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจ
อีกด้านหนึ่งของงานหมอทิวากรและพิมพิกากำลังช่วยกันตักอาหารให้เด็กๆ และเหล่าอาสาสมัคร ลมพัดเย็นๆยามดึกทำให้พิมพิการลูบแขนตัวเองเบาๆ หมอทิวากรที่สังเกตเห็นตลอดเวลาไม่รอช้าเขาถอดเสื้อสูทตัวนอกออกแล้วนำมาคลุมไหล่ให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน
"กลางคืนลมแรงใส่ไว้เถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา"
พิมพิกากระชับเสื้อสูทที่มีกลิ่นหอมสะอาดประจำตัวของหมอหนุ่มกลิ่นกายและอุณหภูมิที่ยังกรุ่นอยู่บนผ้าทำให้หัวใจของเธอพองโตเธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาแล้วเอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว หมอทิวากรส่งรอยยิ้มอบอุ่นกุมมือบางของเธอไว้หลวมๆ ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกของงานเลี้ยง
ทว่า...ในความซาบซึ้งนั้น ความซุกซนแสบทรวงของพิมพ์นลินก็ยังคงไม่หายไปไหน
ระหว่างที่ภาคินในชุดเชิ้ตขาวเรียบหรูกำลังยืนพูดคุยอย่างนอบน้อมอยู่กับผู้ใหญ่และประธานมูลนิธิซึ่งเป็นคุณพ่อของคุณหมอทิวากร พิมพ์นลินก็เดินถือแก้วเครื่องดื่มเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานหยดที่แฝงความกวนประสาทไว้เต็มเปี่ยม
"พี่คินคะ...ลองชิมน้ำผลไม้สูตรพิเศษที่นลินตั้งใจทำและตั้งชื่อว่า 'น้ำดับเพลิง' ดูหน่อยไหมคะนลินทำมาขอบคุณคนขยันโดยเฉพาะเลยนะ"
ภาคินรับแก้วมาอย่างชั่งใจสายตาคมมองยักคิ้วของหญิงสาวอย่างรู้ทันว่าต้องมีอะไรพิเรนทร์ซ่อนอยู่แน่ๆแต่เขาก็กระตุกยิ้มบางๆ แล้วยกขึ้นดื่มโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
พอน้ำหวานสัมผัสลิ้น รสชาติเปรี้ยวจี๊ดของมะนาวผสมพริกสดก็แผ่ซ่านจนภาคินต้องขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าที่เคยคมคายหลุดอาการสำลักเบาๆจนกลายเป็นสีแดงระเรื่อ
พิมพ์นลินเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดียักคิ้วให้เขาอย่างเป็นต่อ รอยยิ้มซุกซนยังไม่จางหาย
"เป็นไงคะ? ดับเพลิงในใจเสี่ยสุชาติได้ดับความเปรี้ยวในปากคุณพี่ได้หรือเปล่า?" พิมพ์นลินหัวเราะคิกคักชะงักไปนิดเมื่อเห็นเขาลูบคอ
แต่ภาคินไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อยเขาวางแก้วลงบนโต๊ะ ค่อยๆ เขยิบเข้าไปใกล้หญิงสาวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มและสายตาที่อบอุ่นลึกซึ้งยิ่งกว่าแสงไฟในงาน
"รสชาติร้ายกาจเหมือนคนทำไม่มีผิด..." ภาคินยิ้มออกมาเบาๆ
"แต่ไม่ว่าจะเปรี้ยวเผ็ด หรือแสบแค่ไหน... ถ้าเป็นนลิน... พี่ยินดีให้แกล้งไปตลอดชีวิตครับ"
คำตอบของชายหนุ่มทำเอาพิมพ์นลินถึงกับชะงักรอยยิ้มซุกซนแปรเปลี่ยนเป็นความเขินอาย ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อแข่งกับแสงไฟเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือของคนในงานดังขึ้นรอบตัวราวกับร่วมเป็นพยานในความรักและจุดเริ่มต้นใหม่ที่งดงามของมูลนิธิแห่งนี้
จบ
++++++++++
หวังว่านิยายเรื่องนี้ จะทำให้คุณผู้อ่านทุกท่านมีความสุข
จากใจ
กวิสราแก้วใส