เสียงสังเคราะห์จากระบบที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ไป๋ฉางเซิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่ความตื่นเต้นยินดีจะพุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
ระบบ!ระบบจริงๆ ด้วย!
ในฐานะนักอ่านตัวยงจากชาติก่อนไป๋ฉางเซิงย่อมคุ้นเคยกับสิ่งที่เรียกว่าระบบเป็อย่างดี
เดิมทีเขาคิดว่าการมาเกิดใหม่เป็งูเกล็ดขาวในชาตินี้คงต้องยอมจำนนเป็แค่ของสวยงามที่ไร้ค่าไปตลอดชีวิต แต่ในเมื่อมีระบบก้าวเข้ามาทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นคำอธิบายของระบบไป๋ฉางเซิงก็ตระหนักได้ทันทีถึงความไร้เทียมทานของมัน
ขอเพียงแค่กลืนกินก็ได้ค่าพลังเืมานั่นไม่เท่ากับว่าการพัฒนาของเขาจะไม่มีคอขวดเลยงั้นเหรอ?
แถมยังมีแต้มวิวัฒนาการและสาขาสายวิวัฒนาการที่ได้จากการกลืนกินของล้ำค่าอีก...วิวัฒนาการไร้ขีดจำกัดงั้นเหรอ?
“ถ้าเป็แบบนี้ละก็ ดูเหมือนการเป็งูมันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นะ”
ไป๋ฉางเซิงพึมพำในใจก่อนจะเห็นม่านแสงสีฟ้าอ่อนค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า
[ระบบกลืนกินระดับเทพเ้า]
[โฮสต์: ไป๋ฉางเซิง]
[เผ่าพันธุ์: งูเกล็ดขาว]
[ค่าพลังเื: 0.12]
[สายวิวัฒนาการที่ปลดล็อคแล้ว: เสริมพลังการย่อย Lv.1 (0/1)]
[แต้มวิวัฒนาการที่ใช้งานได้: 0]
[สายวิวัฒนาการที่สามารถปลดล็อคได้: ไม่มี]
หน้าต่างสถานะที่เรียบง่ายและชัดเจนนี้แฝงไปด้วยความรู้สึก"อัตคัด" ไปซะทุกส่วนแน่นอนว่าเขากำลังหมายถึงค่าสถานะอันน้อยนิดของตัวเอง
เขาไม่รู้ว่าระดับพลังการต่อสู้หรือการแบ่งค่าพลังเืของโลกนี้เป็ยังไง
แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือ0.12ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไร เขาก็คือตัวตนที่ไร้พลังต่อสู้อย่างสิ้นเชิงหากบังเอิญไปเจอสัตว์อสูรตัวจริงเข้า คงเป็ได้แค่เศษเนื้อติดฟันพวกมันเท่านั้น
ต้องฟาร์มเงียบๆไว้ก่อน อย่าเพิ่งซ่า
เมื่อคิดได้ดังนั้นไป๋ฉางเซิงก็อ้าปากกว้างใส่เจียงจืออวี๋อีกครั้ง
เพื่อแต้มวิวัฒนาการแล้วเื่ศักดิ์ศรีน่ะช่างมันเถอะ
ฝั่งสองสาวเมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงอ้าปากอีกรอบต่างก็มองหน้ากันด้วยความสงสัย
“เถ้าแก่คนนั้นบอกว่าสามวันป้อนทีไม่ใช่เหรอ? แต่ทำไมฉันรู้สึกเหมือนมันยังไม่อิ่มเลยล่ะ”
“ลองป้อนอีกสักชิ้นไหม?”
หลินจิงเหยาเอ่ยหยั่งเชิงเจียงจืออวี๋พยักหน้าตอบ ก่อนจะคีบเนื้อกุ้งอีกชิ้นมายื่นให้ตรงหน้าไป๋ฉางเซิง
ไม่ผิดจากที่คาดเนื้อกุ้งถูกกลืนลงท้องในคำเดียว และภายใต้สายตาของสองสาวไป๋ฉางเซิงก็อ้าปากกว้างรออีกครั้ง
ป้อนอีกกินอีก ป้อนอีก กินอีก...
หลังจากจัดการไปต่อเนื่องถึงเก้าชิ้นในที่สุดไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกว่าท้องของเขาไม่เหลือที่ว่างให้อาหารอีกต่อไปเขาจึงขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหาท่าทางที่สบายที่สุดแล้วหยุดกิน
แม้ความสามารถในการย่อยจะถูกเสริมพลังด้วยระบบแต่มันก็ยังไม่ถึงระดับที่สามารถกินได้ไม่จำกัดถึงอย่างนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้เขารู้สึกพอใจมากแล้ว
งูเกล็ดขาวทั่วไปกินเนื้อกุ้งหนึ่งชิ้นต่อสามวันแต่เขากลับกินได้ทีเดียวเก้าชิ้น นี่ไม่ใช่แค่เพิ่มขึ้นธรรมดาแต่มันคือการเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า!
กุ้งขาวเก้าชิ้นนี้ช่วยแลกเป็ค่าพลังเืให้เขาได้ถึง0.09แต้ม
และไป๋ฉางเซิงรู้สึกได้ว่าหากเขานอนหลับไปสักตื่น พอกลับมาเขาก็น่าจะกินได้ในปริมาณเท่าเดิมอีก
หากรักษาความเร็วระดับนี้ไว้กินวันละสามมื้อ มื้อละ 0.1 เพียงแค่สามวันค่าพลังเืของเขาก็จะทะลุ 1 แต้มได้สำเร็จ!
อย่างไรก็ตามในขณะที่ไป๋ฉางเซิงกำลังวาดฝันไว้อย่างสวยงามในสายตาของเจียงจืออวี๋และหลินจิงเหยากลับมองว่าเื่นี้มันดูเหนือธรรมชาติไปหน่อย
“เสี่ยวไป๋... ดูเหมือนจะกินเก่งเกินไปหน่อยนะ”
หลินจิงเหยามองดูไป๋ฉางเซิงที่นอนหรี่ตาอย่างสำราญใจก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบหลังจากนิ่งไปหลายวินาที
แม้เจียงจืออวี๋จะไม่พูดอะไรแต่แววตาของเธอก็ฉายแววประหลาดใจไม่แพ้กัน
เถ้าแก่คนที่เลี้ยงงูเกล็ดขาวไว้มากมายขนาดนั้นไม่มีทางที่จะไม่รู้พฤติกรรมของพวกมันการป้อนสามวันครั้งย่อมเป็เกณฑ์ปกติของงูเกล็ดขาวส่วนใหญ่เพียงแต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะใช้ไม่ได้กับเ้าเสี่ยวไป๋ในมือเธอเสียแล้ว
“ยังดีที่เป็แค่กุ้งขาวนะ สิบเหรียญก็ได้ห่อใหญ่แล้วกินเยอะหน่อยก็ไม่เป็ไรหรอก”
หลินจิงเหยากล่าวเสริมเจียงจืออวี๋เพียงขานรับเบาๆ ในลำคอเธอเอาแต่ก้มมองไป๋ฉางเซิงในมือโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลังจากสองสาวเดินเที่ยวกันต่ออีกพักใหญ่ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
ไป๋ฉางเซิงตื่นขึ้นมาจากการถูกเขย่าเมื่อเจียงจืออวี๋เปิดประตูเข้าบ้าน
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือห้องพักแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นที่การตกแต่งค่อนข้างเก่าเฟอร์นิเจอร์อย่างโซฟา โต๊ะกาแฟ หรือตู้ต่างๆ แม้จะเป็ไม้แต่ก็เป็ไม้ราคาถูกที่สุดเรียกได้ว่ามองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าบ้านนี้ฐานะไม่ดีนัก
ในบ้านไม่มีคนอื่นอยู่เลยเจียงจืออวี๋ดูเหมือนจะคลายความเกร็งลง เธอมองรอบๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง และได้กลับมาที่บ้านหลังนี้จนได้”
“แม้จะดูทรุดโทรม แต่มันก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น”
“พ่อคะ แม่คะ ทุกคนสบายดีใช่ไหม?”
“วางใจเถอะชาตินี้หนูจะไม่มีวันยอมให้โศกนาฏกรรมจากชาติก่อนเกิดขึ้นกับครอบครัวเราอีกเด็ดขาด!”
ประโยคสั้นๆเพียงไม่กี่คำนี้ทำเอาไป๋ฉางเซิงที่เดิมทีกำลังสะลึมสะลือถึงกับเบิกตากว้าง
“เดี๋ยวๆ พี่สาว... นี่เธอก็เกิดใหม่เหมือนกันเหรอ!”
คนอื่นอาจไม่เข้าใจแต่ไป๋ฉางเซิงย่อมรู้ดีว่าความหมายเื้ัคำพูดของเจียงจืออวี๋คืออะไร
“ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย คนหนึ่งทะลุมิติมา อีกคนหนึ่งเกิดใหม่นี่มันการรวมตัวของยอดคนชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?”
เดิมทีเขาแค่ตั้งใจจะหาบ้านอาศัยอยู่เงียบๆเพื่อฟาร์มเลเวล ใครจะไปคิดว่าโชคชะตาจะเล่นตลกร้ายกับเขาขนาดนี้
ด้วยความรู้สึกบางอย่างไป๋ฉางเซิงจ้องมองเจียงจืออวี๋ และในขณะเดียวกันเธอก็หันมามองเขาพอดี
“ในชาติก่อน ตอนที่ทดสอบพร์ ฉันปลุกพลังผู้ควบคุมสัตว์อสูรขึ้นมาได้แต่ใครจะคิดว่านั่นกลับเป็จุดเริ่มต้นของทางเดินที่ผิดพลาด”
“ฉันยอมเสียเงินมหาศาลเพื่อซื้อเสือดาวลายจุดตัวหนึ่งมาทุ่มเททั้งเงินทองและแรงกายแรงใจทั้งหมดลงไปแต่ผลลัพธ์ที่ได้คือตอนอายุยี่สิบสองปีกลับเป็ได้เพียงผู้ควบคุมสัตว์อสูรระดับต้นเท่านั้น”
“จนกระทั่งตอนอายุสี่สิบ มีโอกาสได้ัักับทักษะยุทธ์พลังเืเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็บรรลุระดับต้น สามเดือนบรรลุระดับสูง ถึงตอนนั้นฉันถึงได้ตาสว่างฉันหันมาฝึกวิถียุทธ์พลังเือยู่สิบห้าปีจนก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิและกลายเป็บัลลังก์ไร้เทียมทานลำดับที่แปดแห่งเทียนเฉา!”
“น่าเสียดายที่ตอนนั้นพลังเืของฉันเริ่มเสื่อมถอยการจะก้าวต่อไปจึงยากเย็นแสนเข็ญ จนกระทั่งมหาศึกสุดท้ายมาถึง”
“ฉันควรจะดับสูญไปแล้ว แต่ไม่รู้เพราะอะไรถึงได้เกิดใหม่ย้อนกลับมาตอน ม.6อีกครั้ง”
“คราวนี้ฉันจะไม่เดินบนเส้นทางผู้ควบคุมสัตว์อสูรอีกฉันจะทุ่มเทเงินทองและทรัพยากรทั้งหมดลงที่ตัวเอง”
“ส่วนนาย...”
“ฉันคงไม่มีทรัพยากรมาส่งเสริมการเติบโตให้นายได้หรอกนะที่ฉันทำพันธสัญญากับนาย ก็เพื่อให้คนอื่นมีเหตุผล...เหตุผลที่ฉันจะหันไปฝึกวิถียุทธ์พลังเืแทน”
“แต่นายไม่ต้องห่วง แม้จะไม่มีของวิเศษจาก์ให้กินแต่อาหารทั่วไปก็ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรนัก ฉันจะเลี้ยงนายไปตลอดชีวิตจนกว่านายจะหมดอายุขัยไปเอง”
ลองฟังดูสิจะมีคำพูดไหนที่ซึ้งกินใจไปกว่านี้อีกไหม?
ไป๋ฉางเซิงไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งเขาจะได้รับคำสารภาพจากสาวงามระดับดาวโรงเรียนที่ในอนาคตจะเป็ถึงจักรพรรดินีว่าจะเลี้ยงดูเขาไปตลอดชีวิต
ถ้าเป็เมื่อก่อนเขาคงตอบตกลงโดยไม่ลังเลแต่วินาทีนี้เขากลับรู้สึกอึกอักพูดไม่ออก
ในเมื่อเจียงจืออวี๋เคยขึ้นเป็ถึงจักรพรรดินีจิตใจย่อมมั่นคงเด็ดเดี่ยว เมื่อตัดสินใจแล้วเขาก็คงเปลี่ยนอะไรไม่ได้
มีความเป็ไปได้สูงว่าเขาคงต้องถูกเลี้ยงแบบปล่อยตามมีตามเกิดจริงๆ
ในเมื่อเป็อย่างนั้นสู้ก้มหน้าก้มตากินต่อดีกว่า
ไป๋ฉางเซิงอ้าปากใส่เจียงจืออวี๋อีกครั้งและเมื่อเธอเห็นท่าทางแบบนั้น เธอก็ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“ฉันก็คงเสียสติไปแล้วจริงๆ ถึงได้มาพูดอะไรตั้งมากมายกับนายทั้งที่รู้อยู่ว่านายไม่มีทางฟังรู้เื่”
“ช่างเถอะ หิวก็กินซะนะ”
ว่าแล้วเจียงจืออวี๋ก็คีบเนื้อกุ้งอีกสองสามชิ้นมาวางตรงหน้าไป๋ฉางเซิงพร้อมกับเอื้อมมือไปเปิดโทรทัศน์ดูไปด้วย