ซ่งอันหลินมาถึงโรงขยะขนาดใหญ่ ที่นี่มีเตียงโต๊ะถ้วยชามดินเผา เครื่องเคลือบโบราณภาพวาดหนังสือของสะสมตระกูลใหญ่โต เป็สัญลักษณ์ความมั่งคั่งของยุคสมัยศักดินามากมายก่ายกอง ทุกสิ่งทุกอย่างแม้ถูกกองแยกประเภทไว้
มีทั้งสภาพดีและชำรุด พวกมันถูกกองสุมๆกันไว้แบบไม่ได้รับการใส่ใจ ประชาชนทั่วไปสามารถหาซื้อเพื่อนำไปใช้ได้แต่..ไม่ค่อยมีคนสนใจ ก็ในเมื่อมันเป็สัญลักษณ์ของพวกศักดินาก็คือสิ่งที่ไม่เป็มงคลเป็ขยะที่ไม่มีใคร้า ยกเว้นคนที่ไม่มีทางเลือกจริงๆ
ต่อให้นำไปใช้ที่บ้านก็จะถูกหยามิ่จากสังคมและเพื่อนบ้านใครกันอยากจะยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เป็ตัวแทนของศัตรูประเทศชาติ ขึ้นชื่อว่าขยะย่อมเป็สิ่งที่คนรังเกียจไม่อยากเกี่ยวข้องแต่..ไม่ใช่กับ ซ่งอันหลิน
หญิงสาวหอบเอาร่างกายอันผ่ายผอมพร้อมกับแขนที่ยังคงถูกดามไว้ด้วยไม้ไผ่ บุคลิกภายนอกของเธอมองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าเป็คนชนชั้นเกษตรกร ฉะนั้นจึงไม่เป็ที่น่าสนใจของผู้ที่ดูแลโรงขยะว่าเธอจะมาหาอะไรในกองขยะศักดินาเหล่านี้
“ติ๊ง..โต๊ะไม้หนานมู่ทองคำสมัยราชวงค์ถัง (ชำรุด)มูลค่า120,000หยวน”
“ขาย” ซ่งอันหลินที่อยู่ในมุมอับสายตา ใช้มือจับโต๊ะไม้มงคลที่ทำมาจากไม้มู่หลานทองคำ เป็ไม้หนานมู่ทองคำจริงๆไม้ชนิดนี้มีกลิ่นหอมเนื้อของไม้มีความละเอียดอ่อน ไม้ชนิดนี้มีใช้เฉพาะที่วัดใหญ่ๆและราชวังเท่านั้นเพราะเป็ไม้ที่หายากมากในศตวรรษที่23นั้นมันมีค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก แม้ว่าโต๊ะชุดนี้จะชำรุดก็ตามนี่มันกองสมบัติชัดๆ
ซ่งอันหลินใจเต้นรัวเมื่อระบบประเมินราคาให้โต๊ะพังๆตัวนี้สูงถึง120,000หยวน เธอตอบระบบว่า"ขาย"อีกครั้ง แต่ระบบยังนิ่ง
ซ่งอันหลินใช้สายตามองตัวหนังสือสีแดงที่ขึ้นเตือนหน้าจอพร้อมกับการประเมินราคา
“ระบบไม่รับซื้อของโจรระบบรับซื้อเฉพาะสิ่งของที่เป็ของโฮสต์หรือไม่มีเ้าของเท่านั้น”
“………” ไอ้ระบบซังกะบ๊วยเอ้ย… ซ่งอันหลินเหมือนถูกถีบลงจากที่สูงอารมณ์เหมือนถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่1แต่พอขึ้นรางวัลกลายเป็หวยปลอม…
เธอเริ่มสงบใจที่เต้นออกมานอกอกเพราะความผิดหวัง แบบนี้แสดงว่าเธอจะขายอะไรก็ได้แต่ต้องเป็ของที่เธอมีสิทธิ์โดยชอบธรรมตามกฎหมายเท่านั้น หรือเป็ของที่ไม่มีเ้าของเป็ของจากธรรมชาติ
ธัญพืชหยาบที่เธอขายไปท่านย่ากับท่านป้าก็ยกให้โดยชอบธรรม กระบวยตักน้ำก็เป็ของตระกูลซ่งที่ตอนนั้นขายได้เพราะเธอยังอยู่ในตระกูลตอนนี้แยกบ้านมาแล้วเธอจะขายของบ้านใหญ่ไม่ได้แล้ว
ส่วนโต๊ะขาหักในบ้านของเธอก็คงเป็ตรรกะเดียวกันและต้นหญ้านั้นเป็ของจากธรรมชาติไม่มีเ้าของจับจอง
แล้วขยะเหล่านี้ล่ะมันก็ไม่มีคนเอาแล้ว ทำไมถึงกลายเป็ของมีเ้าของไปได้นะ ..
ซ่งอันหลินเดินไปหาชายแก่คนดูแลโรงขยะ แล้วพูดเสียงเบาๆว่า
“สหายท่านนี้ฉันอยากจะถามว่าถ้าฉันอยากได้ขยะบางชิ้นเพื่อนำไปใช้ที่บ้านต้องทำอย่างไร”
ชายชราที่ดูแลโรงขยะมองหน้าเธอแล้วไอออกมาเบาๆ ดูเหมือนเขาจะป่วย “แค่กๆๆ…” ชายชราไอๆหยุดๆอยู่ครู่หนึ่งก็พูด กับซ่งอันหลิน
“สหายน้อยคุณ้าอะไรล่ะ ของเหล่านี้เป็ของอัปมงคลไม่ค่อยมีคน้าหรอก แต่ถ้าอยากได้ก็ไปหยิบมาแล้วเอามาวางเพื่อให้เ้าหน้าที่ตีราคา..แค่กๆๆๆ..เอ่อตรงนี้”
กว่าจะคุยรู้รู้เื่ ชายชราก็ไอแทบหมดแรง ในสมัยนี้สิ่งที่ขาดแคลนคืออาหารและมากกว่าอาหารคือยารักษาโรค
ซ่งอันหลินทำเป็ล้วงเข้าไปในตะกร้าสะพายหลังแล้วหยิบเอายาแก้ไอที่มีประสิทธิภาพจากระบบออกมาก่อนที่จะทำการซื้อขวดดินเผาวินเทจอันเล็กใส่เม็ดยาแก้ไอแล้วยื่นให้กับชายชรา
“สหาย..เอ่อถ้าไม่รังเกียจรับยานี้ไปสิ เป็ยาแก้ไอสูตรจากตระกูลของฉันเองไม่มีราคาอะไรหรอกเป็สมุนไพรทั่วๆไปน่ะ”
ชายชรามองหน้าอันผ่ายผอมและดูสภาพแขนที่หักของซ่งอันหลินแล้วเอื้อมมือไปหยิบยาจากหญิงสาว
ไม่รู้เป็เพราะแววตาที่ดูจริงใจและเห็นใจของซ่งอันหลินหรือไม่ที่ทำให้ชายชราที่เฝ้าโรงขยะไม่รู้สึกว่าสหายตัวเล็กผู้นี้จะโกหกหลอกลวง
อีกอย่างยานี้จะได้ผลก็ดีไม่ได้ผลก็ช่าง ถือเป็น้ำใจจากสหายร่วมชาติคนหนึ่งจะปฏิเสธให้เสียน้ำใจก็ใช่เื่
เขาเอายาใส่ปากแล้วเคี้ยวช้าๆรสชาติของยามีรสฝาดเล็กน้อยรสชาติฝาดแต่เดิมก็มีสรรพคุณช่วยรักษาความชุ่มชื้นและบำรุงปอดกับหลอดลม
ทานแค่ครั้งแรกก็เห็นผลเพราะเป็ของจากอนาคตจึงมีประสิทธิภาพมาก ซ่งอันหลินเดินจากไปเพื่อไปหาขยะที่ชิ้นไม่ใหญ่มากแต่มีราคาสูง..โชคดีที่ระบบสามารถประเมินราคาได้โดยไม่จำเป็ต้องเป็เ้าของเพียงแค่ไม่รับซื้อก็เท่านั้นเอง
ตอนนี้ซ่งอันหลินรู้แล้วว่าทำไมขยะในโรงขยะถึงขายไม่ได้ คงเป็เพราะมันถูกโดยรัฐบาลหาก้าเป็เ้าของต้องทำการซื้อมาโดยชอบธรรมเสียก่อน
เงินในมือของเธอมีอยู่120หยวนที่ได้มาจากย่าซ่งแบ่งให้เงินนี้เป็ของครอบครัวเธอซ่งสายรองอันหลินมีสิทธิ์ใช้ได้ ปัญหาคือ120หยวนจะสามารถซื้อของได้เท่าไหร่กัน
แม้ว่าเงินในระบบจะมีเยอะแต่เธอก็ต้องรักษาความสมดุลของเงินจริงๆนอกระบบไว้ด้วย
เพราะการซื้อที่ดินและสร้างบ้านต้องใช้เงินจริงๆเท่านั้น ทางเดียวที่จะได้ทั้งเงินในระบบและเงินจากการได้เหรียญทองพิเศษสินค้าที่ทำการขายต้องมีมูลค่าแสนหรือล้านขึ้นไป
แล้วถ้าต้องจับหรือให้ระบบประเมินราคาทุกอันคงได้ขาดใจตายก่อนแน่ๆ
สินค้าชิ้นใหญ่ราคาสูงก็ไม่มีเงินซื้อถึงซื้อได้ก็ไม่มีปัญญาขนออกโดยไม่ให้ใครเห็นได้ สินค้าชิ้นเล็กก็ไม่มีราคา…
ซ่งอันหลินเริ่มเหงื่อตกเธอเดินประเมินราคาหาสินค้าชิ้นเล็กๆนานแล้ว แต่ก็เจอแต่พวกที่ราคาไม่สูงทำให้ไม่สามารถใช้เงินจริงๆซื้อได้
ผ่านไปเกือบสองเค่อ ซ่งอันหลินเหลือบไปเห็นแจกันขนาดย่อมใบหนึ่งเป็แจกันที่เนื้อละเอียดลักษณะภายนอกดูเรียบง่ายไม่มีรูปวาดไม่หรูหราแต่ดูแล้วเป็งานเก่า
ทรงแจกันเป็ทรงคล้ายน้ำเต้าสามารถบอกว่าเอาไปใส่น้ำดื่มแทนกระบอกไม้ไผ่ได้ เธอตื่นเต้นมากจึงรีบจับมาถือแล้วให้ระบบประเมินราคา
“ติ๊ง…เครื่องเคลือบเฉินหลงลักษณะสมบูณร์ราคา50ล้านหยวน” ซ่งอันหลินแทบจะกรีดร้องด้วยความดีใจ เธอเลิกสนใจสิ่งอื่น หันไปคว้าเอาเก้าอี้ขนาดย่อมที่สภาพค่อนข้างดีแต่มีรอยขูดขีดตัวหนึ่งมาถือไว้อีกอัน
“ติ๊ง..เก้าอี้สมัยราชวงค์ซิงทำจากไม้หวงฮวาหลีราคา875,000หยวน ”
“……” จะบ้าตายอีระบบถามจริงๆแกแกล้งฉันรึเปล่าเนี่ย เดินขาแทบลากเจอแต่อะไรก็ไม่รู้พอจะถอดใจดันเจอขุมทรัพย์
ซ่งอันหลินเดินไปหาชายชราคนที่คุมโรงขยะอีกครั้ง
“สหายของสิ่งนี้สามารถซื้อได้หรือไม่เพราะฉันจะเอาไว้ร้อยเชือกใส่น้ำดื่มตอนไปทำนาส่วนเก้าอี้ตัวนี้จะเอาไปใช้แทนตัวเก่าที่พังไปเมื่อวาน”
ซ่งอันหลินหอบเก้าอี้กับแจกันตัวอ้วนแต่ปากมีทรงสูงท่าทางทุลักทุเลดูน่าสงสาร
“สหาย..ยาแก้ไอนั้นได้ผลดีจริงๆตาแก่ผู้นี้ไม่ไอมาเกือบ2เค่อแล้วั้แ่กินยานั้นเข้าไป”
ชายชราไม่ตอบแต่พูดเื่ยาแก้ไอที่ได้รับแทนด้วยความตื่นเต้น แล้วเข้ามากระซิบกับซ่งอันหลินว่า
"เอ่อ..สหายพอจะมียาแก้ไอนั้นเหลืออยู่อีกไหม ตาแก่ผู้นี้ขอซื้อก็ได้นะราคาเท่าไหร่รับตั๋วไหม"
“ไม่ต้องๆสหายเกรงใจเกินไปแล้ว เราเป็ชนชั้นแรงงานผู้มีเกียรติจะมาคิดราคากับของแค่นี้ได้อย่างไร เอาแบบนี้ไหมแลกกับเก้าอี้เก่าๆตัวนี้และแจกันเน่าๆนี้แล้วกันสหายเห็นว่าเป็ยังไง แต่ฉันนำติดตัวมาแค่เพียงสองชุดเท่านั้น ชุดหนึ่งมอบให้สหายไปแล้ว เหลืออีกชุดอยู่ที่นี่เอาไปเลย”
ชายชราเห็นยาแก้ไอที่มีประสิทธิภาพดังเทพเซียนทำเองแบบนั้นจะคิดมากทำไมก็แค่เก้าอี้จากกองขยะกับแจกันไร้ค่าพวกนั้น แต่เขาไม่อยากเอาเปรียบสหายตัวน้อยผุ้มีน้ำใจและซื่อสัตย์คนนี้เลย
ตระกูลที่สามารถมีสูตรยาวิเศษขนาดนี้จะไม่ผูกมิตรไว้ได้อย่างไร “เรียกลุงว่าลุงเหอเถอะ หลานสาวเ้าชื่ออะไรล่ะ”
ซ่งอันหลินยิ้มด้วยดวงตาที่สดใส “ฉันชื่อซ่งอันหลินค่ะท่านลุงเหอ”