บรรยากาศภายในห้องประธานตกอยู่ในความเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งจี้ทิงคล้ายจะอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายออกจึงเอ่ยถาม “พี่คิดจะทำอะไร?”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น“ในเมื่อนายเลือกที่จะเข้าข้างลู่เหยียนชูก็คงเตรียมใจที่จะถูกดัดนิสัยไว้แล้วสินะ”
“ผม...”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ตัวแม้แต่น้อยเขาเอื้อมมือไปกดปุ่มเรียก “แจ้งเลี่ยวข่ายให้พาคนขึ้นมา”
ไม่นานนักทั้งบอดี้การ์ดและเลขาก็มาถึง จี้เยี่ยนจื๋อชี้ไปที่จี้ทิงพลางสั่งการเสียงเฉียบ“ยึดโทรศัพท์และกุญแจรถของเขาให้หมด ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน ห้ามเขาเก้าเท้าออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว”
“ครับ!”
ภาพเหตุการณ์เดิมๆวนกลับมาฉายซ้ำบอดี้การ์ดสองคนเข้าประกบแล้วหิ้วปีกจี้ทิงออกจากห้องประธานไปอย่างรวดเร็ว
“ไปหาครูสอนพิเศษจากมหาวิทยาลัยชื่อดังมาสักสองสามคนให้มาสอนจี้ทิงตามตารางเรียนชั้นมัธยมปลายทุกวัน” จี้เยี่ยนจื๋อกำชับเลขาด้วยน้ำเสียงเ็า
ไม่ใช่ว่าเ้าตัวกำลังกลัดกลุ้มเื่วุฒิการศึกษาต่ำเกินไปหรอกหรือได้... ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่อีกรอบไปเลยแล้วกัน
...
ก๊อกๆ
หลังเสียงเคาะประตูตามมาด้วยเสียงนุ่มนวลของพ่อบ้าน “คุณชายรองครับถึงเวลาเข้าเรียนแล้วครับ”
จี้ทิงเดินออกมาจากห้องน้ำพลางทอดสายตาไปทางประตูด้วยท่าทีเรียบเฉย
นี่เป็วันที่สี่แล้วที่จี้เยี่ยนจื๋อขังเขาไว้ในบ้านตอนแรกเขาคิดว่าอีกฝ่ายเพียง้าลงโทษด้วยการกักบริเวณแต่เห็นได้ชัดว่าเขาประเมินความไร้สาระแบบเด็กๆ ของจี้เยี่ยนจื๋อต่ำไป
ประธานบริหารแห่งกลุ่มบริษัทซื่อลี่ผู้ยิ่งใหญ่กลับสรรหาครูสอนพิเศษสารพัดรูปแบบมาประเคนให้เขาถึงที่
ในตอนแรกจี้ทิงไม่เข้าใจว่านี่คือการลงโทษรูปแบบไหนแต่เมื่อนึกถึงนิสัยดั้งเดิมของเ้าของร่างที่เกลียดการเรียนเข้าไส้การทำเช่นนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการลากลงนรก
คิดได้ดังนั้นนิ้วมือของจี้ทิงที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวก็ขยุ้มเข้าหากัน
จี้เยี่ยนจื๋อคนนี้นอกจากวุฒิภาวะทางอารมณ์จะดูไม่ค่อยสูงและมีความ้าควบคุมคนอื่นอย่างรุนแรงแล้วเขายังชอบหาวิธีการแก้แค้นไม่จบสิ้นอีกด้วย
ดูท่าแล้วเื่หางานคงต้องพักไว้ก่อนการหลุดพ้นจากการควบคุมของจี้เยี่ยนจื๋อต่างหากคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด
เมื่อเห็นว่าข้างในไม่มีเสียงตอบรับอยู่นานประตูก็ถูกเคาะซ้ำอีกครั้ง
จี้ทิงลุกขึ้นเดินไปที่ประตูทันทีที่เปิดออกเขาก็พบกับพ่อบ้านที่ยืนรออยู่พร้อมบอดี้การ์ดชุดดำอีกสองคนที่คุ้มกันอย่างแ่าไม่เพียงแค่นี้ แม้แต่ประตูใหญ่ชั้นล่างก็ยังมีคนคอยคุมเข้มทุกฝีก้าว
พ่อบ้านยิ้มพลางขยับกายไปด้านข้างเล็กน้อย“คุณชายรองครับ ท่านนี้คืออาจารย์สอนพิเศษคนใหม่ครับ”
จี้ทิงปรายตามองครูคนใหม่แวบหนึ่งขณะที่กำลังจะอ้าปากพูด พ่อบ้านก็เอ่ยขัดขึ้นพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง“คุณชายใหญ่ฝากมาบอกว่า ถ้าวันนี้อาจารย์คนนี้ถูกคุณไล่ออกไปอีกคุณชายก็เตรียมตัวเตรียมใจรับผลที่จะตามมาให้ดีนะครับ”
อีกแล้วเหรอ?ครูสอนพิเศษที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่มือทั้งสองข้างกำแน่นแนบตะเข็บกางเกงด้วยความประหม่า
“ผมเปล่า...” จี้ทิงยังไม่ทันได้อธิบายพ่อบ้านก็ถอยออกไปเสียแล้ว
เมื่อโอกาสที่จะได้แก้ตัวถูกพรากไปประตูก็ปิดลงอีกครั้ง จี้ทิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาหลุบลงต่ำ
เขากำลังใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อหาทางออกแต่จู่ๆ ครูสอนพิเศษข้างกายก็ก้มหัวคำนับให้อย่างแรงแล้วพูดเสียงตะกุกตะกักว่า“สะ... สวัสดีครับ ผมเป็อาจารย์สอนฟิสิกส์คนใหม่ ชื่อสวีเหรินครับ”
จี้ทิงกวาดสายตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกนั้นเขาไม่ได้มีเจตนาจะทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ จึงพูดขึ้นมา“อืม เริ่มเรียนกันเถอะ”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินนำไปที่ห้องนั่งเล่นเล็กครูสอนพิเศษชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบก้าวตามไปติดๆ
เมื่อทั้งคู่ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะสวีเหรินก็เริ่มเปิดบทสนทนา “เอ่อ คือว่า...ทางผู้ปกครองของคุณบอกว่าพื้นฐานคุณค่อนข้างจะ... อ่อนไปสักนิดเพราะฉะนั้นเรามาเริ่มทบทวนสรุปเนื้อหากันก่อนนะครับ”
พูดจบเขาก็แอบสังเกตท่าทีของจี้ทิง“ตกลงไหมครับ?”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปสองวินาที“คุณเตรียมข้อสอบมาไหม”
“เตรียม... เตรียมมาครับ”
จี้ทิงพยักหน้า“ผมจะลองทำโจทย์ดูก่อนชุดหนึ่งพอทำเสร็จแล้วคุณค่อยวางแผนการสอนตามคะแนนที่ได้แล้วกัน”
สวีเหรินไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะให้ความร่วมมือดีขนาดนี้เขาอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะรีบกุลีกุจอหยิบปึกข้อสอบออกมาจากกระเป๋าเขาคัดเลือกอย่างละเอียดจากหลายๆ ชุดจนในที่สุดก็หยิบแผ่นที่มีเนื้อหาพื้นฐานมากที่สุดวางลงตรงหน้าจี้ทิง
จี้ทิงหยิบปากกาขึ้นมา“คุณไปทำธุระของคุณเถอะ ไม่ต้องนั่งรอผมเฉยๆ หรอก”
“อ้อ ได้ครับ” สวีเหรินเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างดูเหมือนคุณชายรองตระกูลใหญ่คนนี้ก็ไม่ได้รับมือยากอย่างที่คิดแฮะ
ทว่าความคิดนั้นดำรงอยู่ได้เพียงนาทีเดียวมันก็ถูกทำลายจนย่อยยับ
จากหางตาของสวีเหรินเขาเห็นจี้ทิงกวาดสายตาทำโจทย์เลือกตอบเพียงสามวินาทีต่อหนึ่งข้อไม่ว่าจะเป็โจทย์ที่ต้องอาศัยการตั้งสมการคำนวณยุ่งยากเพียงใดเขาก็ทำเพียงแค่ฝนตัวเลือก A B C D ลงไปอย่างไม่ลังเล
เขามีอาการเหมือนอยากจะทักท้วงอยู่หลายครั้งแต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ
เอาเถอะแค่ยอมจรดปากกาเขียนก็ถือว่าดีมากแล้ว...
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง
เนื่องจากจี้ทิงสั่งห้ามไม่ให้จ้องสวีเหรินจึงหยิบวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของตัวเองขึ้นมาอ่านตอนนี้เขาจดจ่ออยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ก ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มและมืดแปดด้าน
ช่วยด้วยกลไกทางฟิสิกส์ตรงนี้มันคืออะไรกันแน่นะ...
“ทฤษฎีโหมดคู่ [1]”
สวีเหรินสะดุ้งสุดตัวเขาค่อยๆ หันหน้ากลับมาด้วยความมึนงง “อะ...อะไรนะครับ?”
จี้ทิงชี้ไปที่หน้าจอของเขา“วิธีการปรับแต่งแบบต่อเนื่องตรงนี้กลไกการดูดซับทางฟิสิกส์ของมันสามารถอ้างอิงจากทฤษฎีโหมดคู่ได้”
“ฮะ?”
สวีเหรินถึงกับสติหลุดเขาไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการเลยว่าคำศัพท์ห้าคำนี้จะหลุดออกมาจากปากของเด็กที่ต้องมานั่งกวดวิชาฟิสิกส์ระดับมัธยมปลายและที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ... คำตอบนั้นดันถูกต้องเสียด้วย
จี้ทิงไม่ได้พูดซ้ำเขายกมือขึ้นวางบนทัชแพดเพื่อเลื่อนเมาส์ขึ้น “ภาพแสดงการกระจายตัวของอุณหภูมินี้น่าจะมาจากข้อมูลการทดลองของคุณแต่คุณควรจะรู้ว่าในทางมหภาค พื้นผิวโลหะที่เรียบจะมีค่าการแผ่รังสีต่ำดังนั้นการใช้ภาพถ่ายความร้อนเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิพื้นผิวจะทำให้เกิดค่าความคลาดเคลื่อนมหาศาล”
“หัวข้อที่คุณเลือกน่ะดีแล้ว แต่ทิศทางการทดลองผิดไปโดยสิ้นเชิงหาก้าวัดอุณหภูมิทางแสงและความร้อนเฉพาะจุดให้แม่นยำ คุณควรลองใช้เทคนิค SERS[2] แทน”
น้ำเสียงของจี้ทิงราบเรียบและลื่นไหลราวกับว่าภายใต้เปลือกนอกของเด็กหนุ่มคนนี้มีิญญาของศาสตราจารย์าุโสถิตอยู่ก็ไม่ปาน
สวีเหรินอ้าปากค้างมองจี้ทิงราวกับเห็นไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิต “S... SERS...”
จี้ทิงชักมือกลับ“มองจอโน้ตบุ๊กไปสิ อย่ามามองผมลองเอาสิ่งที่ผมบอกไปคิดดูเอาเองแล้วกัน”
สวีเหรินทำตามราวกับถูกสะกดหลังจากพลิกดูข้อมูลการทดลองและกราฟซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จู่ๆเขาก็โพล่งออกมาเสียงดัง “การวัดด้วยการฝังโพรบ SERS[3]”
จี้ทิงย้อนถามนิ่งๆ“แล้ววัสดุที่ใช้ทำโพรบควรเป็อะไร?”
สวีเหรินชะงักไปครู่หนึ่งลมหายใจเริ่มติดขัดด้วยความตื่นเต้น เขาลุ้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะตอบออกมา“ใช้คาร์บอน... ท่อนาโนคาร์บอน [4]!!”
ยังขาดไปอีกนิดแต่ก็ใกล้เคียงมากแล้ว
จี้ทิงพยักหน้าเล็กน้อยประหนึ่งเป็การอนุญาต“กลับไปที่ห้องแล็บของมหาวิทยาลัยเถอะครับ”
สวีเหรินลืมสิ้นว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อทำอะไรเขาคว้าโน้ตบุ๊กเก็บใส่กระเป๋าแล้ววิ่งพรวดพราดออกไปอย่างตื่นเต้น
ปัง!เสียงบางอย่างกระแทกเข้ากับประตูอย่างแรงบอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าประตูหันขวับตามเสียงวินาทีต่อมาประตูก็ถูกกระชากเปิดออก
อาจารย์สอนพิเศษคนใหม่กอดกระเป๋าเป้วิ่งพุ่งหลาวออกมาโดยไม่ปริปากพูดกับใครแม้แต่คำเดียวก่อนจะรีบวิ่งไปยังบันได ท่าทางดูลนลานราวกับกำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
บอดี้การ์ดยกมือขึ้นหมายจะรั้ง“เฮ้ คุณ...”
“ที่มหาวิทยาลัยมีธุระด่วน ผมขอตัวก่อนครับ ขอโทษด้วย ขอบคุณครับๆ”
บอดี้การ์ดสองคนมองหน้ากัน...เอาล่ะสิ ไล่ตะเพิดไปอีกรายแล้วแถมรายนี้ดูท่าจะขวัญเสียหนักจนพูดจาไม่เป็ภาษาเลยด้วยซ้ำ
ทว่าพวกเขาชินชาเสียแล้วกับการจัดการเื่แบบนี้คนหนึ่งหยิบวิทยุสื่อสารแจ้งให้ประตูใหญ่ปล่อยคนออกไปส่วนอีกคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารายงานข่าวให้จี้เยี่ยนจื๋อทราบทันที
ตกเย็นเมื่อมื้อค่ำถูกจัดวางลงบนโต๊ะอาหารเสร็จสรรพรถยนต์ประจำตำแหน่งของจี้เยี่ยนจื๋อก็แล่นเข้าสู่ที่จอดรถชั้นใต้ดิน
เชิงอรรถ
[1]ทฤษฎีโหมดคู่ (Coupled Mode Theory หรือ CMT)คือวิธีการทางคณิตศาสตร์ที่ใช้รบกวนเพื่อวิเคราะห์การแลกเปลี่ยนพลังงานหรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างโหมดการสั่น2 โหมดขึ้นไป (เช่น โหมดแสง คลื่นไฟฟ้า)ที่อยู่ใกล้กันหรือเชื่อมโยงกัน
[2]SERS ย่อมาจาก Surface-Enhanced Raman Scattering เป็ปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงความถี่ของแสงที่ส่องสว่างลงบนพื้นผิววัสดุและส่วนของแสงที่กระเจิงออกจากวัสดุนั้นๆ
[3]การวัดด้วยการฝังโพรบ SERS (Surface-Enhanced RamanScattering-based Probe) คือเทคนิคการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ใช้อนุภาคนาโนโลหะ (มักเป็ทองคำหรือเงิน) ทำหน้าที่เป็ "โพรบ"หรือเซนเซอร์ขนาดเล็กมากเพื่อเพิ่มสัญญาณการกระเจิงแสงรามานของโมเลกุลเป้าหมายที่อยู่ใกล้เคียงอย่างมหาศาล
[4]ท่อนาโนคาร์บอน คือวัสดุนาโนคาร์บอนโครงสร้างทรงกระบอกกลวงประกอบด้วยอะตอมคาร์บอนเรียงตัวเป็แผ่นกราฟีนม้วนกัน มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร(เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ >10,000 เท่า)โดดเด่นเื่ความแข็งแรงสูงกว่าเหล็กแต่เบากว่า น้ำหนักเบานำไฟฟ้าและนำความร้อนดีเยี่ยม