หลังจากที่สองพ่อลูกออกจากบ้านไปแล้ว หลังจากที่ทำอาหารและงานบ้านเสร็จแล้ว เว่ยชิงชิงและเว่ยอิงอิงพี่น้องสองสาวหรือคุณอาหมาด ๆ ก็เข้ามาหาหลานชายฝาแฝดและพี่สะใภ้ที่ในห้องนอน
เมื่อวานนี้ทั้งสามพี่น้องต่างก็รู้สึกดีใจและตกใจเป็นอย่างมากตอนที่พวกเขากลับมาถึงบ้านในช่วงเย็นแล้วพบว่าหลานคนแรกของครอบครัวที่พวกเขาเฝ้ารอมาหลายเดือนคลอดออกมาเป็นฝาแฝด
“ แม่คะพี่ใหญ่เชือดไก่แล้วก็ถอนขนทำความสะอาดเตรียมไว้ให้แม่ทำซุปบำรุงให้พี่สะใภ้ตามที่แม่บอกแล้วนะคะ ส่วนงานบ้านที่เหลือหนูกับอิงอิงทำเสร็จหมดแล้ว ”
“ อื้ม ถ้าอย่างนั้นชิงชิงก็อยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ก่อน ส่วนอิงอิงไปเตรียมตัวไปโรงเรียนได้แล้วเดี๋ยวจะไปถึงที่โรงเรียนสายเอาได้ แล้วนี่อาหยางตื่นหรือยังลูก ”
“ อาหยางตื่นแล้วค่ะ ตื่นมาก็ไปให้อาหารสัตว์แล้วก็ทำความสะอาดที่สวนผักหลังบ้านแล้วค่ะ ” เว่ยอิงอิงตอบผู้เป็นแม่
“ ถ้าอย่างแม่ไปต้มแซฮ้วยทึง(ยาจีนช่วยขับน้ำคาวปลา)กับซุปไก่ให้เสี่ยวหลันก่อน หากหลานถ่ายหนักถ่ายเบา ชิงชิงก็ทำความสะอาดเปลี่ยนผ้าอ้อมให้หลานเหมือนที่แม่สอนให้เมื่อวาน จำได้ใช่ไหม ”
“ หนูจำได้ค่ะแม่ หนูทำได้แน่นอนรับรองได้ แม่ไม่ต้องห่วง รับประกันว่าตูดหลาน ๆ ของหนูสะอาดแน่นอน ฮิฮิ ” เว่ยชิงชิงที่เข้ามาช่วยดูแลพี่สะใภ้กับหลานชายทั้งสองคนรับปากผู้เป็นแม่อย่างมั่นใจว่าตนเองสามารถดูแลหลานชายได้แน่นอน
เมื่อวานตอนที่ต้าเป่าและเสี่ยวเป่าทำผ้าอ้อมเลอะเทอะนางหลิงซื่อจึงถือโอกาสสอนและฝึกผู้เป็นลูกสาวล่วงหน้าเผื่ออนาคตเมื่อลูกสาวของนางมีลูกจะได้ทำเป็นและดูแลลูกของตัวเองได้ และตอนนี้ชิงชิงก็สามารถดูแลหลานชายทั้งสองคนเพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของมู่เสี่ยวหลันที่เพิ่งคลอดลูกและยังไม่หายเจ็บแผลจากการคลอด จึงยังไม่สามารถดูแลลูก ๆ ทั้งสองคนด้วยตัวเองได้
เว่ยชิงชิงที่ตอนนี้อายุสิบหกปีแล้วและกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีหนึ่ง อีกเพียงสองปีเธอก็จะสามารถแต่งงานออกเรือนได้แล้ว ส่วนเว่ยอิงอิงที่อายุน้อยกว่าผู้เป็นพี่สาวเพียงหนึ่งปี ก็กำลังเรียนชั้นมัธยมต้นปีสุดท้าย ส่วนเว่ยอี้หยางน้องเล็กสุดท้องอายุเพียงสิบสองปีแต่ว่าเรียนเก่งตอนนี้เขาจึงเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่หนึ่งแล้ว ทั้งสามคนต่างก็เป็นเด็กฉลาดและรู้ความจึงสามารถช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัวได้เป็นอย่างดีเมื่อโดนมอบหมายหน้าที่ให้ทำ
“ ถ้าอย่างนั้นแม่ก็วางใจ เสี่ยวหลันอยู่กับชิงชิงไปก่อนนะเดี๋ยวแม่จะไปทำอาหารเช้าแล้วก็เตรียมของสำหรับอยู่ไฟหลังคลอดให้เธอก่อน เสร็จแล้วแม่จะถือเข้ามาให้ในห้องนี้เองระหว่างอยู่ไฟก็อย่าออกไปข้างนอกให้โดนลม ต้องการอะไรเดี๋ยวแม่จัดการให้เอง หรือจะบอกให้ชิงชิงหรืออิงอิงช่วยทำให้เธอก็ได้ ”
“ ฉันคงต้องรบกวนแม่กับน้องสาวแล้วค่ะ เพราะฉันไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการอยู่ไฟหลังคลอดเลย ช่วงนี้แม่คงต้องลำบากและเหนื่อยมากที่ต้องช่วยดูแลลูกทั้งสองคนรวมถึงตัวฉันเองด้วย ” มู่เสี่ยวหลันขอบคุณนางหลิงซื่อและรู้สึกเกรงใจที่ฝ่ายเป็นอย่างมากที่ต้องคอยมาดูแลเธอแบบนี้
“ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้น เธอก็รู้ว่าแม่มีประสบการณ์คลอดลูกมาแล้วถึงสี่คน ช่วงนี้คนรู้จักของบ้านเราก็คงไม่มีใครว่างมาเยี่ยมเพราะต้องเร่งรีบเก็บเกี่ยวข้าวสาลี แต่ก็ดีเหมือนกัน เธอและเด็ก ๆ จะได้พักผ่อนได้เต็มที่ ” พูดกับลูกสะใภ้เสร็จนางหลิงซื่อก็รีบออกไปทำซุปไก่เพื่อกินบำรุงสุขภาพและเรียกน้ำนมหลังคลอดให้กับลูกสะใภ้ทันที
ซึ่งทั้งบ้านผู้ที่มีอภิสิทธิ์ได้กินอาหารจานเนื้อในตอนนี้ก็มีเพียงมู่เสี่ยวหลันคนเดียวเท่านั้น เพราะเนื้อไก่ในยุคนี้นั้นขาดแคลนเป็นอย่างมากหากใครอยากซื้อจากร้านค้าต้องรอให้ถึงเทศกาลตรุษจีนจึงจะสามารถซื้อได้บ้านละตัวสองตัวเพียงเท่านั้น ในวันปกติคุณจะต้องพึ่งพาดวงว่าที่ร้านค้าจะมีไก่ขายให้หรือไม่และคุณจะสามารถไปแย่งซื้อทันหรือเปล่าเพราะมีจำนวนน้อยมากถึงน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรที่มีมากกว่าแปดร้อยล้านคนในตอนนี้
อีกทั้งรัฐยังกำหนดให้แต่ละครอบครัวสามารถเลี้ยงไก่ได้เพียงหนึ่งตัวต่อสมาชิกสองคน ครอบครัวเว่ยก่อนหน้าที่เด็กแฝดจะเกิดมามีสมาชิกทั้งหมดเจ็ดคน จึงสามารถเลี้ยงแม่ไก่ได้สี่ตัวสามารถเก็บไข่กินได้วันละสามถึงสี่ฟองเท่านั้น ซึ่งแม่ไก่หนึ่งตัวต้องใช้เวลาเลี้ยงหลายเดือนกว่าจะโตจนออกไข่ให้กินได้จึงไม่ค่อยมีคนนิยมฆ่าไก่กินเพราะต้องการเลี้ยงเอาไว้เก็บไข่กินเป็นอาหารและบำรุงร่างกาย
และหากไม่ใช่เพราะมู่เสี่ยวหลันคลอดลูกและต้องการการบำรุงครอบครัวก็ไม่มีทางเชือดแม่ไก่แก่มาทำเป็นน้ำแกงอย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยหากเลี้ยงไว้พวกเขาก็ยังสามารถเก็บไข่กินได้เกือบทุกวันนั่นเอง สำหรับครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกเป็นผู้ใหญ่ถึงเจ็ดคนไข่ไก่เพียงแค่วันละสามสี่ฟองย่อมไม่เพียงพอกับความต้องการ และตั้งแต่มู่เสี่ยวหลันตั้งท้องทุก ๆ วันไข่ไก่สองฟองจะถูกนำมาต้มแล้วให้เธอกินเพื่อบำรุง ส่วนที่เหลือก็จะนำมาทำอาหารให้กับคนทั้งบ้านกิน
บางครั้งหากมีเวลาว่างเว่ยชิงเทียนและลูกชายทั้งสองคนก็จะออกไปล่าสัตว์บนภูเขาหรือจับปลาที่แม่น้ำเพื่อมาทำเป็นอาหารบ้าง แต่ช่วงนี้เพราะยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวจึงไม่มีเวลาออกไปล่าสัตว์ ทำให้ช่วงนี้ครอบครัวเว่ยได้แต่กินอาหารที่ทำจากผักและธัญพืชแทบไม่มีอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ทานเลย
อย่างเช่นเช้าวันนี้ที่ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เว่ยอี้หยางผู้เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวก็ได้กินเพียงวัววัวโถวที่แสนฝืดคอกับผัดกะหล่ำปลีรสชาติจืดชืดเพียงเท่านั้น
ส่วนอาหารของมู่เสี่ยวหลันนั้นนอกจากไข่ต้มที่ทานเป็นประจำทุกวันแล้ว วันนี้เธอยังได้กินซุปไก่ทั้งตัวเพื่อบำรุงร่างกายหลังคลอดอีกด้วย ส่วนเด็กน้อยฝาแฝดก็กินได้เพียงน้ำนมแม่เท่านั้น
เนื่องจากมู่เสี่ยวหลันคลอดลูกกะทันหันเมื่อวานนี้ ครอบครัวเว่ยจึงไม่ทันได้เตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหารบำรุงหลังคลอดไว้ให้เธอและอีกทั้งยังคลอดเป็นลูกแฝด นางหลิงซื่อจึงกังวลว่าหากบำรุงไม่ดีมู่เสี่ยวหลันอาจจะมีน้ำนมไม่เพียงพอสำหรับให้นมลูกทั้งสองคน
นางจึงคิดว่าวันนี้คงต้องให้ลูกสาวคนโตหยุดเรียนหนึ่งวันเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้และหลายชายฝาแฝดส่วนตนเองจะเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของที่จำเป็นและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารบำรุงผู้หญิงหลังคลอดรวมถึงสมุนไพรและเหล้ายาจีนให้ลูกสะใภ้
เมื่อแม่สามีออกไปจากห้องแล้วมู่เสี่ยวหลันจึงมีเวลาหันมาพิจารณาน้องสาวทั้งสองคนของเว่ยอี้หาน สาวน้อยทั้งสองคนถึงแม้ว่าจะมีรูปร่างค่อนข้างผอมบางแต่ก็ไม่แย่มากคงเป็นเพราะสถาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเว่ยค่อนข้างดีกว่าคนอื่นอยู่เล็กน้อย เพราะพ่อและลูกชายตนโตเป็นคนมีความสามารถ อาหารการกินของที่บ้านจึงไม่นับว่าแย่ หากเปรียบเทียบกับคนบ้านอื่น
เพราะถึงสถาณการณ์ในช่วงนี้จะมีการผ่อนปรนมากขึ้นและถือว่าดีกว่าเมื่อหลายปีก่อนที่อาหารขาดแคลนอย่างหนักจนผู้คนล้มตายไปหลายล้านคน ครอบครัวไหน ๆ ก็ต่างอดอยากปากแห้งอะไรที่ไม่เคยเอาเข้าปากก็ล้วนต้องกินเพื่อความอยู่รอดกันถ้วนหน้าแม้แต่เนื้อมนุษย์ด้วยกันเองก็ยังไม่เว้น และแม้ว่าจะดีขึ้นบ้างแล้วแต่ก็ยังถือว่าลำบากและยากจนมากอยู่ดี
กล่าวให้ถูกต้องก็คือทั้งครอบครัวเว่ย มีเพียงมู่เสี่ยวหลันเท่านั้นแหละที่มีรูปร่างไม่ผอมแห้งแรงน้อยและมีสุขภาพดีที่สุดเพราะเธอไม่เคยต้องอดอยากหลังจากที่แต่งงานกับเว่ยอี้หาน อีกทั้งยังโชคดีที่แต่งงานได้เพียงไม่นานเธอก็ตั้งครรภ์ทันที จากนั้นก็เรียกได้ว่าเมื่อมีอาหารอะไรดี ๆ เธอก็จะได้กินก่อนที่เหลือค่อยแบ่งให้คนทั้งบ้านกิน
ถึงแม้ว่าเว่ยชิงชิงและเว่ยอิงอิงจะมีรูปร่างผอมมาก แต่มองดูก็รู้ว่าหากบำรุงร่างกายของทั้งสองสาวพี่น้องดี ๆ แล้ว พวกเธอคงจะสวยน่ารักมากกว่านี้มากเลยทีเดียว นอกจากจะมีรูปร่างส่วนสูงคล้ายกันแล้วทั้งสองสาวที่ถึงแม้จะเป็นพี่น้องที่มีอายุห่างกันหนึ่งปี แต่เรียกว่าหน้าตาและส่วนสูงนั้นคล้ายกันอย่างกับฝาแฝด เว่ยอิงอิงนั้นเตี้ยกว่าเว่ยชิงชิงเพียงเล็กน้อยประมาณสองถึงสามชุ่นเท่านั้น (1ชุ่น=1นิ้ว)
หน้าตาทั้งสองสาวนั้นสวยคมละม้ายคล้ายคลึงเว่ยชิงเทียนผู้เป็นพ่อและเว่ยอี้หานผู้เป็นพี่ชายแต่สองสาวกลับมีดวงตาเป็นรูปดอกท้อเรียวสวยคล้ายนางหลิงฟางผู้เป็นแม่ ดูได้จากตอนนี้ที่ทั้งสองคนกำลังยิ้มหยอกล้อกับสองแฝดจนดวงตาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว หากโตเป็นสาวเต็มตัวหัวบันไดบ้านเว่ยคงไม่แห้ง หลายบ้านคงส่งแม่สื่อแวะเวียนกันมาทาบทามสองสาวน้อยนี้แน่ ๆ
“ พี่สะใภ้เป็นยังไงบ้าง เมื่อวานตอนกลับมาแล้วรู้ข่าวว่าพี่คลอดลูกกะทันหันแล้วยังหมดสติไม่ฟื้นสักทีพวกเราทุกคนเป็นห่วงพี่มากเลยนะ ” เว่ยชิงชิงที่แม้จะกำลังเล่นหยอกล้อกับหลานๆ อยู่ด้านข้างเตียงเตาแต่ก็ไม่ลืมถามถึงสุขภาพของพี่สะใภ้
เรียกได้ว่าในครอบครัวเว่ยคนที่สนิทสนมกับมู่เสี่ยวหลันมากที่สุดกลับไม่ใช่เว่ยอี้หานผู้เป็นสามี แต่คือเว่ยชิงชิงผู้เป็นน้องสาวสามีคนนี้ต่างหาก
“ ใช่ค่ะ พวกเราตกใจกันมากเลย เมื่อวานตอนที่พวกเรากลับมาถึงบ้านยังไม่ทันได้เข้าบ้านเลย พวกเราก็ได้ยินเสียงร้องไห้อันทรงพลังของต้าเป่าแล้ว ยังนึกแปลกใจอยู่เลยว่าทำไมถึงมีเสียงเด็กร้องดังออกมาจากที่บ้านได้ ที่ไหนได้กลายเป็นต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าเบื่อที่จะอยู่ในท้องแม่แล้ว เลยรีบออกมาจนพวกเราไม่มีใครรู้เรื่องเลย คิกคิก ” เว่ยอิงอิงเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวานเย็นตอนที่พวกเธอเพิ่งกลับมาจากทำงานที่นาข้าวให้พี่สะใภ้ฟัง แล้วยังแกล้งเอานิ้วจิ้มไปที่แก้มของต้าเป่าแฝดพี่เจ้าของเสียงอันทรงพลัง
“ ขอบใจชิงชิงกับอิงอิงนะที่เป็นห่วงพี่ ลำบากพวกเธอแล้ว ตอนนี้พี่รู้สึกดีขึ้นมากแล้วล่ะ ”
“ พี่สะ..เอ้ยพี่เสี่ยวหลันไม่ต้องคิดมาก พี่พักผ่อนให้หายไวไวก็พอ พวกเราจะช่วยดูแลพี่และเจ้าตัวเล็กสองคนนี้เอง ไหนต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าเรียกอาอิงอิงสิ แล้วอาจะให้กินหนม ฮิฮิ ” เว่ยอิงอิงเกือบลืมตัวเรียกมู่เสี่ยวหลันว่าพี่สะใภ้แต่โชคดีที่พี่สะใภ้ไม่ชักสีหน้าไม่พอใจใส่เธอเหมือนเคย แถมยังยิ้มให้พวกเธออีกด้วย
ระยะหลัง ๆ มานี้มู่เสี่ยวหลันจะไม่พอใจทุกครั้งที่พวกเธอสามพี่น้องเรียกเธอว่าพี่สะใภ้ แล้วยังบอกให้พวกเธอเปลี่ยนมาเรียกชื่อของเธอแทน ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนก็เรียกได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่หลังจากที่พี่ใหญ่ลาออกจากกองทัพแล้วย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน พี่สะใภ้ของพวกเธอก็เปลี่ยนไปและเริ่มเย็นชากับทุกคนมากขึ้น ยกเว้นก็แต่ชิงชิงพี่สาวของเธอที่พี่เสี่ยวหลันยังให้ความสนิทสนมมากกว่าคนอื่น ๆ เหมือนเดิมแม้จะน้อยกว่าแต่ก่อนก็ตามที
เมื่อเว่ยอิงอิงกับเว่ยชิงชิงไปถามแม่ด้วยความสงสัยกับพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของมู่เสี่ยวหลันผู้เป็นพี่สะใภ้ แม่ก็บอกเพียงแต่ว่าผู้หญิงท้องอารมณ์มักจะแปรปรวนเดี๋ยวคลอดลูกแล้วก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ถึงแม่ไม่บอกก็ใช่ว่าพวกเธอสามพี่น้องจะโง่จนไม่รู้ว่าพี่สะใภ้ไม่พอใจที่พี่ใหญ่ลาออกจากงานถึงได้มีท่าทีเปลี่ยนไปแบบนี้ แต่พวกเธอก็เห็นด้วยกับแม่ว่านี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวพี่ชายพวกเธอเป็นเด็กไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายในเรื่องนี้
อิงอิง ชิงชิงและอาหยางจึงพยายามหลีกเลี่ยงและไม่เข้าไปสร้างความรำคาญให้กับมู่เสี่ยวหลัน จนวันนี้ที่ได้พูดคุยใกล้ชิดกับคนเป็นพี่สะใภ้อีกครั้ง เว่ยอิงอิงจึงรู้สึกว่าพี่เสี่ยวหลันเปลี่ยนไปแต่ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปยังไง แต่ก็เอาเถอะ สงสัยจะเป็นอย่างที่แม่บอกพวกเธอหลังจากพี่สะใภ้คลอดลูกแล้วทุกอย่างก็คงจะดีขึ้นเอง ตอนนี้เธอก็รู้สึกว่ามันดีขึ้นนะ เดี๋ยวคงต้องแอบไปคุยกับพี่ชิงชิงข้างนอกดูอีกทีว่าจะรู้สึกเหมือนกันกับเธอหรือเปล่า เว่ยอิงอิงคิดอยู่ในใจ
ด้านมู่เสี่ยวหลันนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานที่ได้อยู่กับสองสาว เธอก็สามารถมองออกว่าบุคลิกนิสัยของสองพี่น้องนั้นเป็นอย่างไร มู่ชิงชิงนั้นมีบุคลิกนิสัยเป็นผู้ใหญ่และเรียบร้อยกว่าน้องสาวอย่างเว่ยอิงอิง ที่ออกจะร่าเริงแจ่มใสมากกว่า ดูแล้วก็สัมผัสได้ว่าทั้งสองคนเป็นเด็กที่มีนิสัยดีมากเลยทีเดียว
เมื่อสองคุณอาสาวมาแล้วจะขาดคุณอาชายอายุน้อยอย่างเว่ยอี้หยางหรืออาหยางน้องชายคนสุดท้องของครอบครัวเว่ยได้อย่างไร
ก๊อก ก๊อก
“ เปิดเข้ามาได้เลยจ้า ” หากเดาไม่ผิดมู่เสี่ยวหลันคิดว่าคนที่กำลังเคาะประตูอยู่ตอนนี้น่าจะเป็นเว่ยอี้หยางอย่างแน่นอน เพราะแม่สามีคงกำลังยุ่งอยู่กับการทำซุปไก่ให้เธออยู่ในครัว สองสาวก็อยู่ในห้องนี้ ที่เหลือก็มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น
เว่ยอี้หยางเปิดประตูโผล่หน้าเข้ามาก่อน
“ พี่เสี่ยวหลันผมขอเข้าไปข้างในหาหลาน ๆ ได้ไหมครับ ” เว่ยอี้หยางถามพี่สะใภ้ด้วยความเกรงใจ เนื่องด้วยความห่างเหินไม่ได้ใกล้ชิดหรือสนิทสนมกับผู้เป็นพี่สะใภ้เท่าไหร่และตนเองก็เป็นเด็กผู้ชายพี่สะใภ้อาจจะไม่สนิทใจที่จะให้เขาเข้าไปด้านในห้อง
“ อาหยางเข้ามาได้เลยจ้ะ ไม่ต้องคิดมาก อยากมาดูหลาน ๆ ใช่ไหมจ้ะ ”
มู่เสี่ยวหลันผู้มาจากยุค2021 จะมามัวคิดมากกับธรรมเนียมชายหญิงอยู่ทำไม กับการที่เด็กชายอายุเพียงสิบสองปีจะเข้ามาในห้องของตนเอง โดยเฉพาะเด็กคนนี้มีฐานะเป็นอาของหลาน ๆ ที่เพิ่งคลอด ก็คงอยากจะเข้ามาเล่นและมาดูสองแฝดเหมือนกับพี่ ๆ อีกสองคน
“ ครับพี่เสี่ยวหลัน แต่ผมไปทำงานที่สวนหลังบ้านเนื้อเลยตัวสกปรก แม่เลยให้ไปอาบน้ำก่อนที่จะเข้ามาหาเด็ก ๆ ครับ ”
“ แล้วอาหยางทานข้าวหรือยัง ต้องไปเรียนกี่โมง อย่ามัวแต่เล่นกับสองแฝดจนไปโรงเรียนสายล่ะ ”
“ ผมทานแล้วครับ อีกเดี๋ยวผมก็ต้องไปโรงเรียนแล้ว ไม่อย่างนั้นจะไปสายครับ ” เว่ยอี้หยางบอก เพราะโรงเรียนของเขาและพี่สาวตั้งอยู่ในเมืองซึ่งต้องเดินเท้าไปเกือบหนึ่งชั่วโมง
“ ดีแล้วจะ เป็นผู้ชายต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเองให้ดี แล้วอิงอิงกับชิงชิงล่ะกินข้าวเช้ากันหรือยัง ”
“ ยังค่ะ วันนี้ฉันหยุดเรียนหนึ่งวัน แม่ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ส่วนแม่จะต้องเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อยาสมุนไพรกับอาหารให้พี่ ” ชิงชิง ตอบพี่สะใภ้
“ ส่วนฉัน ตอนเช้าฉันต้องไปโรงเรียนก่อนค่ะ แล้วตอนบ่ายก็ต้องไปช่วยงานในนาข้าวก่อน พี่เสี่ยวหลันฉันขอหยุดเลี้ยงหลานหนึ่งวันบ้างสิ นะ นะคะพี่ ”
“ ไม่จ้ะ ไม่ต้องอ้อน วันพรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว ตอนนี้ไปเตรียมตัวไปโรงเรียนเลยนะจ๊ะอิงอิง วันนี้ให้ชิงชิงหยุดคนเดียวก็พอแล้ว ใจจริงพี่ก็ไม่อยากให้ชิงชิงหยุดเรียนด้วยซ้ำ แต่เพราะแม่จะไม่อยู่บ้านและพี่ก็ไม่สามารถดูแลเด็ก ๆ ทั้งสองคนเพียงลำพังได้ เป็นเด็กดีนะจ๊ะ ไปโรงเรียนแล้วตอนเย็นค่อยกลับมาเล่นกับหลาน ๆ ใหม่นะ ”
เว่ยอิงอิงได้ยินพี่สะใภ้ปฏิเสธตนเองก็หน้าม่อยคอตก เดินตามน้องชายที่ทักทายหลาน ๆ เสร็จก็เตรียมเดินทางไปโรงเรียนที่ตั้งอยู่เมืองด้วยความเสียดายที่เธอไม่สามารถหยุดเรียนอยู่กับหลานชายฝาแฝดได้เหมือนกับพี่สาว
สองพี่น้องออกไปแล้วเหลือเพียงเว่ยชิงชิงอยู่กับพวกเธอสามแม่ลูกภายในห้อง มู่เสี่ยวหลันจึงบอกให้ชิงชิงออกไปช่วยแม่สามีที่กำลังยุ่งอยู่ในครัวหลังบ้านแทนเพราะตอนนี้สองแฝดก็ผล็อยหลับไปแล้ว หลังจากที่ตื่นนอนมาให้คุณอาหมาด ๆ ทั้งสามคน จิ้มแก้มจิ้มแขนเล่นด้วยความเอ็นดูหลานชายทั้งสองคนอยู่สักพัก