บทที่ 24 เซียนกระบี่… ช่างเป็คำเรียกที่องอาจยิ่งนัก
เมื่อเห็นท่าทีเ็าของฉินเอ๋อร์นั่ว หลี่จื่อเย่รู้สึกเ็ปในใจ จึงถามว่า “ท่านอาจารย์ ทำไมท่านถึงไม่สนใจข้าผู้เป็ศิษย์เลย”
“เ้าชอบไปหาเื่พวกนั้นถึงค่ายบ่อย ๆ เช่นนั้น ถ้าเป็ข้า ข้าก็คงคิดหาวิธีซุ่มโจมตีเ้าเหมือนกัน”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวเรียบ ๆ แล้วเสริมว่า “ไม่ตายก็ดีแล้ว”
“...”
หลี่จื่อเย่ขยี้ผมที่ยุ่งเหยิงราวกับรังไก่ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
ชีวิตของเขา ทำไมถึงได้ลำบากนัก!
“ดูเหมือนอาการาเ็ของเ้าจะดีขึ้นมากแล้ว ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ข้าจะสอนท่าเคลื่อนไหวของวิชาเซียนเหินเวหาให้เ้า”
ฉินเอ๋อร์นั่วยื่นมือออกมา แล้วกล่าวว่า “ส่งกระบี่มาให้ข้า”
“นี่ขอรับ”
เมื่อได้ยินว่าจะได้เรียนวิชาเซียนเหินเวหา หลี่จื่อเย่ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาจึงส่งกระบี่ชิงซวงให้นางผู้เป็อาจารย์ทันที
ฉินเอ๋อร์นั่วรับกระบี่มา ก่อนจะะโตัวลอยขึ้นไป ร่างกายของนางล่องลอยไปในอากาศดุจเดียวกับสายลม ทิ้งไว้เพียงแสงสีรุ้งวาววับ จากนั้นกระบี่ในมือก็ฟาดฟันออกไป เกิดเป็คลื่นลมหมุนวน ปราณกระบี่แผ่ซ่านไปทั่ว
โครม!!
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แสงกระบี่ชิงซวงฟาดฟันผ่าอากาศ พลังกระบี่ผ่านไปที่ใด ฝุ่นผงก็ฟุ้งกระจาย แผ่นหินบนพื้นแยกออกเป็สองส่วน ความคมกล้าไร้เทียมทาน ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้
เมื่อฟาดฟันกระบี่เสร็จ ฉินเอ๋อร์นั่วก็เดินกลับมา โยนกระบี่คืนให้หลี่จื่อเย่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ฝึกตามรอยเท้าที่อยู่บนพื้นนั่น จนกว่าเ้าจะฝึกจนชำนาญ ข้าค่อยสอนกระบวนท่าต่อไป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่จื่อเย่ก็มองไปยังรอยเท้าบนพื้นที่ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว สีหน้าของเขาแสดงความตกตะลึง
เมื่อครู่ฉินเอ๋อร์นั่วเคลื่อนไหวเร็วเหลือเกิน นอกจากแสงกระบี่สุดท้ายแล้ว เขาไม่เห็นอะไรเลย หากไม่ใช่เพราะรอยเท้าบนพื้น เขาคงคิดว่าฉินเอ๋อร์นั่วกำลังเหาะเหินอยู่ตลอดเวลาเสียอีก
เมื่อมีรอยเท้าปรากฏ เขาก็สามารถทำได้เช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่จื่อเย่จึงเดินไปยังรอยเท้าที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด แล้วก้าวเท้าลงไปทันที จากนั้นก็เริ่มฝึกฝนตามร่องรอยที่ฉินเอ๋อร์นั่วทิ้งไว้
“โอ๊ย!”
ทว่าเพิ่งจะก้าวไปได้แค่ก้าวที่สอง ร่างของหลี่จื่อเย่ก็เสียหลักล้มโครม หัวโขกเข้ากับต้นไม้ใหญ่
ริมทะเลสาบ จางซอมซ่อดื่มสุราจากไหอย่างเรื่อยเฉื่อย ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นท่าทีของเด็กหนุ่มผู้นี้
หากวิชาเซียนเหินเวหาเรียนรู้ได้ง่ายเช่นนั้น ตลอดพันปีที่ผ่านมา คงมีคนฝึกสำเร็จไปนานแล้ว
เพียงกระบวนท่าเหล่านี้ ก็เพียงพอให้เ้าหนุ่มนั่นได้รับบทเรียนแล้ว
“ตูม!!!”
ความคิดของจางซอมซ่อยังไม่ทันจบ เื้ัมีสายลมเย็นพัดผ่าน ตามด้วยร่างของหลี่จื่อเย่ที่ลอยออกมา พุ่งตรงลงสู่ผืนน้ำในทะเลสาบ
“โอ้! เกิดอะไรขึ้น คิดสั้นอยากะโน้ำหรือ?”
จางซอมซ่อสะบัดน้ำที่กระเซ็นใส่ร่างกาย แล้วเอ่ยเย้ยหยันว่า
“ท่านลุงจาง อย่าพูดจาเหน็บแนมเช่นนั้นเลย สิ่งนี้ช่างยากเย็นนักที่จะฝึกฝน ช่วยข้าสักหน่อยไม่ได้หรือ!”
หลี่จื่อเย่ตะกายขึ้นมาจากทะเลสาบด้วยสภาพเปียกโชกไปทั้งตัว
“วิชาเซียนเหินเวหาทั้งวรยุทธ์และกระบวนท่าล้วนยากที่จะฝึกฝน โดยเฉพาะเมื่อเ้าใช้พลังลมปราณ ถ้าหากควบคุมได้ไม่ดี อาจทำร้ายตัวเองเช่นเ้าในตอนนี้”
จางซอมซ่อหัวเราะพลางกล่าวเสริมว่า “ส่วนเื่การช่วยเหลือนั้น ข้าขอบอกเ้าอย่างจริงใจว่า ข้าแก่แล้วคงช่วยอะไรเ้าไม่ได้หรอก จงพึ่งพาตนเองเถิด”
“คบคนผิดเสียจริง!” หลี่จื่อเย่กล่าวอย่างไม่พอใจ ก่อนจะลุกขึ้นและฝึกกระบี่ต่อไป
ั้แ่นั้นมา ภายในจวนตระกูลลี้ก็มักจะมีเสียง “โครม!” “ปัง!” ดังเป็ระยะ บางครั้งก็มีเสียงตกน้ำ “ตูม!!” ตามมาด้วย
บรรดาข้ารับใช้ภายในจวนต่างพากันหวาดผวา กลัวว่าจะโชคร้ายไปโดนคุณชายผู้คลุ่มคลั่งพุ่งชน จนตกลงไปในทะเลสาบด้วย
จวบจนดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า หลี่จื่อเย่ยังคงไม่สามารถก้าวได้เกินสามก้าว ในขณะที่รอยเท้าของฉินเอ๋อร์นั่วนั้นมีถึงเก้าก้าว
“ไปกันเถิด กลับไปพักผ่อนได้แล้ว”
หลังจากความมืดปกคลุม จางซอมซ่อลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากตัว แล้วก้าวเดินไปยังห้องพักของตน
ดังนั้นบริเวณริมทะเลสาบในยามนี้ จึงเหลือเพียงหลี่จื่อเย่ที่ยังคงฝึกกระบี่อยู่ เขาล้มลุกคลุกคลานครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ลุกขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง
ในห้องที่ไม่ไกลออกไป ฉินเอ๋อร์นั่วยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูเด็กหนุ่มที่มุ่งมั่นอยู่ข้างนอก ดวงตางดงามของนางฉายแววชื่นชม
อย่างน้อย นิสัยอดทนและไม่ยอมแพ้ของเขาก็เป็สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่อาจเทียบได้
หากเป็คนอื่น อย่าว่าแต่จะอดทนฝึกฝนท่าเคล็ดวิชาเซียนเหินเวหาเลย แม้แต่ด่านแรกของการเปิดเส้นลมปราณก็ไม่มีทางผ่านไปได้แล้ว
การทำลายเส้นลมปราณแล้วซ่อมแซมใหม่ วันละครั้ง ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ความเ็ปเช่นนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาจะทนได้
เหตุผลที่นางยังคงอยู่ในจวนตระกูลหลี่ก็เพราะเห็นแก่จิตใจที่แน่วแน่ไม่ย่อท้อของเ้าหนุ่มคนนี้
อัจฉริยะนั้นหาไม่ยาก แต่ผู้ที่มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งยวดนั้นหาได้ยากยิ่ง
เส้นทางแห่งวิถียุทธ์นั้นเป็การแข่งขันที่ยาวนาน มีบุตรแห่ง์มากมายที่เริ่มต้นได้เหนือกว่าคนทั่วไป แต่ภายหลังกลับจมหายไปในหมู่คนธรรมดา สิ่งที่ขาดไปก็คือจิตใจที่แน่วแน่ไม่ย่อท้อนี่เอง…
หลี่จื่อเย่ช่างยอดเยี่ยมนัก ถึงแม้ว่าเส้นทางแห่งวิถียุทธ์ของเขาอาจเริ่มต้นไม่เท่าผู้อื่น แต่หากสามารถเติมเต็มข้อด้อยที่มีมาแต่กำเนิดนี้ได้ สักวันหนึ่งความคมกล้าของเขาจะทำให้ผู้คนทั่วหล้าต้องตกตะลึง
ค่ำคืนอันยาวนานค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป ทุกคนในจวนต่างพากันหลับใหลในราตรี ทว่าภายในสวนยังคงมีร่างของเด็กหนุ่มมุ่งมั่นฝึกฝนวิชากระบี่อย่างไม่ลดละ
เขาไม่อยากแพ้ใครทั้งสิ้น แม้แต่เซียนกระบี่ทั้งสองคนจะบอกว่าเขาทำไม่ได้ก็ตาม
“ตูม!”
เป็อีกครั้งที่หลี่จื่อเย่ตกลงไปในทะเลสาบ เขาตะกายขึ้นมาจากน้ำอย่างยากลำบาก ก่อนจะนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นหญ้า
เซียนกระบี่… ช่างเป็คำเรียกที่องอาจยิ่งนัก ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องทำให้สำเร็จให้จงได้!
ในเมื่อตอนนี้มีทางให้เขาเดินต่อแล้ว เขาก็จะไม่มีวันหันหลังกลับ ต่อให้จะเหนื่อยแค่ไหน เขาก็จะสู้!
อย่างน้อยสถานการณ์ในตอนนี้ก็ดีกว่าเมื่อก่อนหน้านี้ที่ไร้ซึ่งหนทาง ฉะนั้นแล้วมันถือว่าดีขึ้นมากแล้วไม่ใช่หรือ?
หลี่จื่อเย่ให้กำลังใจตนเองในใจ แล้วพยายามลุกขึ้นยืน มุ่งหน้าไปฝึกกระบี่ต่อ
…
เช้าวันใหม่ แสงตะวันส่องสว่าง
เมื่อทุกคนในจวนตระกูลหลี่ตื่นขึ้น ร่างของเด็กหนุ่มที่เคยอยู่ในลานหลังจวนก็หายไปแล้ว
เมื่อถึงยามรุ่งอรุณ หลังจากฝึกฝนวิชาเซียนเหินเวหาเสร็จ หลี่จื่อเย่ก็ออกเดินทางไปยังเขาฉีเหลียน
ภายในสวนด้านหลัง ฉินเอ๋อร์นั่วมองดูรอยเท้านับพันนับหมื่นที่ยุ่งเหยิงบนพื้น นางได้แต่นิ่งเงียบไม่เอ่นสิ่งใด
ก้าวที่ห้า!
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ความขยัน ย่อมเอาชนะทุกสิ่งได้!
บางที... อีกไม่นานเขาคงฝึกฝนกระบวนท่าแรกของวิชาเซียนเหินเวหาได้สำเร็จ!
…
ขณะเดียวกัน ณ เมืองหลวงแคว้นต้าซาง
ทันทีที่หลี่โย่วเวยเดินทางมาถึง บรรดาตระกูลใหญ่ ๆ ต่างก็พากันส่งคนไปทาบทาม หวังสร้างสัมพันธ์อันดีกับบุตรสาวคนโตแห่งตระกูลหลี่
ตระกูลหลี่แห่งเมืองอวี๋โจว กลายเป็ตำนานในแคว้นต้าชางไปแล้ว จากตระกูลพ่อค้าธรรมดา ๆ กลับสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็ตระกูลเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้น ภายในเวลาเพียงสิบปี แม้แต่ราชสำนักยังไม่กล้ามองข้าม
ดังนั้น การมาเยือนเมืองหลวงของตระกูลหลี่ในครั้งนี้ จึงทำให้ผู้คนมากมายให้ความสนใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าบรรดาขุนนางและตระกูลที่ให้การสนับสนุนองค์ชายทั้งสี่แห่งแคว้นต้าซาง ต่างก็จับตามองการมาเยือนของหลี่โย่วเวยอย่างใกล้ชิด
แม้ว่าแคว้นต้าซางจะมีองค์ชายมากมาย แต่ผู้ที่มีความสามารถแท้จริงในการแย่งชิงบัลลังก์มีเพียงสี่คนเท่านั้น
อันได้แก่ องค์ชายใหญ่มู่เหยียน องค์ชายสามมู่เหยา องค์ชายสี่มู่ไป๋และองค์ชายสิบเอ็ดมู่ชิง
การแย่งชิงอำนาจของทั้งสี่ ดำเนินมาหลายปีแล้ว ทั้งเปิดเผยและลับ ๆ บางคนก็ลงมือเอง บางคนก็ถูกสถานการณ์บีบบังคับ
ผู้คนต่างกล่าวขานการแย่งชิงอำนาจในครั้งนี้ว่า “าชิงบัลลังก์ของสี่องค์ชาย”
อย่างไรก็ตาม คนแรกในราชวงศ์ที่นัดพบกับหลี่โย่วเวยกลับไม่ใช่องค์ชายทั้งสี่คนเลย
แต่เป็... ไข่มุกที่งดงามที่สุดของแคว้นต้าซาง
งามเลิศ บริสุทธิ์ งดงามดุจดวงดาว แม้แต่ขุนนางผู้จดบันทึกประวัติศาสตร์ที่ขึ้นชื่อเื่ความเข้มงวด ยังอดไม่ได้ที่จะบันทึกความงดงามของนางลงในบันทึกประวัติศาสตร์
สตรีที่งดงามที่สุดแห่งราชวงศ์ต้าซาง
องค์หญิงเก้า มู่หรง!