ความเงียบยังคงโรยตัวปกคลุมโต๊ะอาหารเช้าของสกุลเซี่ย มีเพียงเสียงกระทบกันเบาๆ ของตะเกียบ และถ้วยชามเท่านั้นที่ดังขึ้นเป็ระยะ เสิ่นอี้ในร่างของคุณชายเซี่ยหยางก้มหน้าตักข้าวต้มจืดชืดเข้าปากไปได้ไม่กี่คำก็รู้สึกว่าบรรยากาศมันช่างน่าอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว สายตาเหลือบมองมารดาผู้มีใบหน้าซีดเซียว และแววตากังวลไม่คลาย มองพี่สาวที่สงบนิ่งแต่แฝงความครุ่นคิด และมองน้องชายที่ดูเหมือนจะเกร็งๆ อยู่ตลอดเวลา ก่อนจะปะทะเข้ากับสายตาเ็าที่จ้องมองมาจากหัวโต๊ะ...บิดาของร่างนี้
‘เฮ้อ...กินข้าวหรือกินยาขมกันแน่เนี่ย บรรยากาศมาคุขนาดนี้!’ เสิ่นอี้บ่นในใจ นางอยากจะลุกขึ้นมาเปิดเพลงแดนซ์สนุกๆ หรือชวนคุยเื่สัพเพเหระให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่ก็รู้ดีว่านั่นคือการฆ่าตัวตายรอบสองชัดๆ แต่นางก็ไม่อยากจะทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปเฉยๆ เช่นกัน
สายตาของนางเหลือบไปเห็นถ้วย ปลาตุ๋นยาจีน ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ น่าจะเป็ของบำรุงร่างกายชั้นดี ความคิดบางอย่างก็ผุดวาบขึ้นมา นางตัดสินใจ...ต้องทำอะไรสักอย่าง!
นางค่อยๆ วางตะเกียบลง ใช้ตะเกียบคู่กลาง ที่นางพอจะจำได้เลาๆ จากความทรงจำว่าเป็ตะเกียบคีบอาหารส่วนกลาง คีบเนื้อปลาสีขาวนวลชิ้นงามอย่างบรรจง ยื่นข้ามโต๊ะไปเล็กน้อยแล้ววางลงในถ้วยข้าวของฮูหยินใหญ่หลี่ซื่ออย่างนุ่มนวล
“ท่านแม่ ดูท่านซูบไป ทานปลาตุ๋นบำรุงร่างกายหน่อยนะขอรับ” น้ำเสียงของนางอ่อนโยนอย่างที่พยายามจะเลียนแบบเ้าของร่างเดิม แต่ก็ยังคงความชัดเจนและมั่นคงในแบบของเสิ่นอี้
ฮูหยินใหญ่สะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้ามองบุตรชายด้วยความประหลาดใจระคนตื้นตันอย่างเห็นได้ชัด แววตาของนางวูบไหว ก่อนจะรีบชำเลืองมองไปยังสามีที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอย่างรวดเร็วด้วยความหวั่นเกรง แต่นางก็พยักหน้ารับเบาๆ “ขอบใจ...ขอบใจลูกมาก”
เสิ่นอี้ไม่หยุดเพียงเท่านั้น นางหันไปคีบ เห็ดหอมตุ๋นน้ำแดง ชิ้นอวบๆ ใส่ลงในถ้วยของพี่หญิงใหญ่เซี่ยอวี้เหวิน “ท่านพี่หญิงใหญ่ก็เช่นกันขอรับ ่นี้คงเหนื่อยดูแลข้า ทานนี่เสียหน่อย”
เซี่ยอวี้เหวินมองการกระทำของน้องชายด้วยแววตาที่ยากจะอ่าน นางเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับคำ “ขอบใจเ้ามาก หยางเอ๋อร์”
จากนั้น เป้าหมายต่อไปคือน้องชายตัวน้อย เซี่ยเหวินหลง นางคีบ เนื้อไก่ตุ๋นชิ้นนุ่ม ที่ดูจะเหมาะกับเด็ก ส่งไปให้ถึงถ้วย “เหวินหลง ทานเยอะๆ จะได้โตไวๆ”
เด็กหนุ่มเซี่ยเหวินหลงยิ้มกว้างอย่างดีใจจนเห็นไรฟัน “ขอบพระคุณท่านพี่ใหญ่ขอรับ!” เขาตอบเสียงใส ก่อนจะรีบคีบชิ้นไก่เข้าปากอย่างมีความสุข
บัดนี้ ทุกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนางล้วนได้รับอาหารจากนาง...ยกเว้นเพียงคนเดียว
เกิดความเงียบงันขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็ความเงียบที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม ทุกสายตา รวมถึงสายตาของบ่าวไพร่ที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่รอบนอก ต่างจับจ้องไปยังปฏิกิริยาของนายท่านเซี่ยที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ท่านเ้ากรมวางตะเกียบในมือลงช้าๆ สายตาคมปลาบไม่พอใจอย่างชัดเจน ตวัดมองมายังบุตรชายคนโต แม้ไม่ได้เอ่ยวาจาใด แต่แรงกดดันมหาศาลก็แผ่ออกมาจนทุกคนรู้สึกได้
ฮูหยินใหญ่หลี่ซื่อหน้าซีดเผือด นางรู้ดีว่าการกระทำของบุตรชายเมื่อครู่นี้ แม้จะดูเปี่ยมด้วยความปรารถนาดี แต่มันคือการล่วงละเมิดธรรมเนียมและลำดับชั้นบนโต๊ะอาหารอย่างร้ายแรง และที่สำคัญที่สุดคือการ “เมินเฉย” ต่อประมุขของบ้าน!
“เอ่อ...ทานเถอะลูก ทานกันเถอะ พวกเ้าก็ทานเยอะๆ นะ” นางรีบกล่าวทำลายความเงียบ พยายามปั้นรอยยิ้มกลบเกลื่อนความกังวล ก่อนจะรีบใช้ตะเกียบคู่กลางอย่างรวดเร็ว คีบ เนื้อหมูสามชั้นตุ๋นพะโล้ชิ้นใหญ่ที่สุด ที่อยู่ในชามกลางโต๊ะ ซึ่งนางรู้ดีว่าเป็ของโปรดของสามี วางลงในถ้วยข้าวของเขาอย่างนอบน้อมที่สุด "ท่านพี่ก็ทานเยอะๆ นะเ้าคะ เนื้อนี่เปื่อยนุ่มดีเหลือเกินเ้าค่ะ"
นายท่านเซี่ยแค่นเสียงในลำคอเบาๆ แต่ก็ยอมใช้ตะเกียบคีบเนื้อชิ้นนั้นขึ้นมาพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเข้าปากโดยไม่พูดอะไรต่อ บรรยากาศที่ตึงเครียดเหมือนจะะเิ ค่อยๆ คลายลงเล็กน้อยด้วยไหวพริบของฮูหยินใหญ่
เสิ่นอี้ก้มหน้าตักข้าวต้มเข้าปากต่อไปด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่ แต่ในใจของนางนั้นกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ‘หึ...แค่เริ่มต้นก็เกือบจะวางมวยกันแล้วสินะ ดูท่าชีวิตในจวนสกุลเซี่ยของฉันคงไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดไว้เสียแล้ว!’
มื้อเช้าอันเงียบงันดำเนินไปภายใต้สายตาที่จับจ้องของทุกคนในสกุลเซี่ย แม้นี่จะเป็ครั้งแรกที่เสิ่นอี้ได้ร่วมโต๊ะอาหารอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในฐานะ “เซี่ยหยาง” ทว่าเขากลับเรียนรู้และเลียนแบบกิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของยุคสมัยนี้ได้อย่างไร้ที่ติ ความทรงจำจางๆ ของเ้าของร่างเดิมผสานเข้ากับความเข้าใจในศาสตร์แห่งการเข้าสังคมชั้นสูงที่ติดตัวมา ทำให้ทุกท่วงท่าของเขาสมบูรณ์แบบ
ไม่สิ...ต้องเรียกว่าสมบูรณ์แบบยิ่งกว่า
เขานั่งหลังตรงสง่า สองมือจับตะเกียบเงินด้วยท่าทีสบายๆ แต่ทุกการคีบอาหารนั้นนุ่มนวลและแม่นยำราวกับกำลังบรรเลงเพลงพิณ แต่ละคำที่ส่งเข้าปากนั้นพอดีและเชื่องช้า เขารวบรวมเอาจริตอันสูงศักดิ์ของราชนิกุลตะวันตกที่เคยคลุกคลีในชาติภพก่อนเข้ามาผสมผสาน กิริยานั้นงามสง่าจนน่ามอง ไม่ปรากฏแม้แต่เสียงกระทบกันของตะเกียบกับชามกระเบื้องให้ได้ยินแม้เพียงแ่เบา รัศมีความเป็คุณชายผู้สูงศักดิ์เจิดจรัสออกมาอย่างเด่นชัด ประดุจเทพเซียนที่จำแลงกายลงมาจุติบนโลกมนุษย์
แววตาของทุกคนบนโต๊ะเปลี่ยนไป ท่านพ่อเซี่ยจิ้งหงมองด้วยสายตาประเมินค่าที่อ่านไม่ออก ฮูหยินใหญ่หลี่ซื่อมองด้วยความโล่งใจระคนแปลกใจ ในขณะที่พี่หญิงใหญ่เซี่ยอวี้เหวินมองด้วยความทึ่งในความเปลี่ยนแปลงของน้องชายอย่างแท้จริง
เมื่ออาหารคาวจานสุดท้ายถูกเก็บออกไป บ่าวหญิงในชุดเดียวกันก็เคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง พวกนางนำถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวนวลใบเล็กเข้ามาจัดวางเบื้องหน้าทุกคน ไอร้อนกรุ่นกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ลอยขึ้นมาจากรังนกตุ๋นน้ำตาลกรวดที่บรรจงเคี่ยวมาอย่างดี
เสิ่นอี้รออย่างใจเย็น เขามองบิดายกช้อนขึ้นก่อน ตามด้วยมารดาและพี่หญิงใหญ่ เมื่อนั้นเขาจึงค่อยๆ ยกช้อนของตนขึ้นตักรังนกเส้นสวยใสในน้ำเชื่อมที่ไม่หวานจนเกินไปเข้าปากอย่างช้าๆ
‘โอ้...’ เขาแอบชื่นชมอยู่ในใจ ‘รสชาติดีไม่แพ้ร้านอาหารมิชลินหนึ่งดาวเลยทีเดียว ไม่เลวๆ’
ความสุขเล็กๆ จากรสชาติอันเลิศล้ำช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในใจของเขาได้ชั่วขณะ หลังจากทุกคนทานเสร็จ นายท่านเซี่ยก็วางช้อนและชามลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงสง่า
ทันทีที่ประมุขของบ้านลุกขึ้น ทุกคนที่ยังนั่งอยู่ก็ต้องลุกตามโดยอัตโนมัติ เสิ่นอี้รีบลุกขึ้นยืน ประสานสองมือไว้เบื้องหน้าแล้วโค้งคำนับบิดาผู้เ้าระเบียบอย่างนอบน้อมที่สุด
ก่อนที่จะหมุนกายเดินจากไป นายท่านเซี่ยกล่าวกับบุตรชายคนโตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ปราศจากอารมณ์ แต่แฝงด้วยอำนาจเด็ดขาดที่มิอาจปฏิเสธ "หากคิดหาหนทางแก้ไขสถานการณ์เื่จวนฉินได้เมื่อไร ให้ไปหาข้าที่ห้องตำรา”
เสิ่นอี้ยังคงอยู่ในท่าประสานมือ โค้งคำนับตอบรับอย่างว่าง่าย “ขอรับท่านพ่อ”
เมื่อเงาร่างอันน่าเกรงขามของนายท่านเซี่ยเดินลับประตูไปแล้ว บรรยากาศในห้องอาหารก็คล้ายจะผ่อนคลายลงในทันที เซี่ยอวี้เหวินและฮูหยินใหญ่ต่างถอนหายใจออกมาอย่างแ่เบาโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นอี้จึงนั่งลงในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ก่อนจะหันไปทางพี่สาวด้วยรอยยิ้มบางเบาที่หาได้ยากยิ่งบนใบหน้าของเซี่ยหยางคนก่อน “ท่านพี่หญิงใหญ่ เราไปนั่งจิบชากันที่ศาลาริมน้ำดีหรือไม่ขอรับ...เื่นี้คงต้องหารือกันเสียหน่อย”
เซี่ยอวี้เหวินสบตาน้องชาย นางเห็นแววตาที่ลุ่มลึกและมีความมุ่งมั่นบางอย่างฉายชัดอยู่ในนั้น จึงพยักหน้ารับคำอย่างไม่ลังเล ทั้งสองกล่าวลามารดา ก่อนจะเดินเคียงคู่กันออกจากห้องอาหารไป
ฮูหยินใหญ่หลี่ซื่อนั่งมองแผ่นหลังอันงดงามของบุตรชายและบุตรสาวที่เดินจากไป นางทำได้เพียงถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง ความหวังริบหรี่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างช้าๆ แต่ความกังวลก็ยังคงเกาะกุมอยู่ไม่จางหาย นางโบกมือเบาๆ ให้บ่าวรับใช้คนสนิทเข้ามาประคองร่างอันอ่อนล้าของตนกลับไปยังหอนอน เพื่อพักผ่อนจากความเหนื่อยหน่ายที่ต้องเผชิญมาตลอดทั้งเช้า