เวลาผ่านไปอีกสามเดือน...ณชุมชนเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาในจังหวัดเชียงใหม่ที่เริ่มย่างเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวอากาศยามเช้าอบอวลไปด้วยหมอกหนาและกลิ่นไอดินอันสดชื่น
ที่โรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอพริมา กำลังช่วยพยุง ธวัชชัยลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้รถเข็นเพื่อพาออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สวนหย่อมด้านหลังใบหน้าของหญิงสาวเริ่มมีน้ำมีนวลและมีรอยยิ้มสดใสตามธรรมชาติแตกต่างจากพรีมคนเดิมที่เคยแบกรับความทุกข์ระทมไว้เต็มอกในเมืองหลวง
"วันนี้พ่อดูแข็งแรงขึ้นมากเลยนะคะคุณหมอบอกว่ากล้ามเนื้อซีกซ้ายเริ่มตอบสนองดีขึ้นแล้วอีกไม่นานคงกลับมาหัดเดินได้ค่ะ"พริมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความหวังพลางส่งแก้วน้ำอุ่นให้ผู้เป็นพ่อ
ธวัชชัยรับแก้วน้ำมาถือไว้แววตาของชายชราเต็มไปด้วยความตื้นตัน "เพราะได้พรีมคอยดูแลแท้ ๆ...พ่อขอบใจมากนะลูก" ชายชราลูบมือลูกสาวแผ่วเบาก่อนจะทอดสายตามองไปยังแนวเขาสีเขียวขจี "พรีม... ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาอคินเขาไม่เคยขาดการติดต่อกับทางโรงพยาบาลเลยนะลูก"
คำพูดของพ่อทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวจางลงเล็กน้อยหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ
"คุณหมอเจ้าของไข้แอบเล่าให้พ่อฟังว่าทุก ๆ สัปดาห์จะมีรายงานอาการของพ่อส่งตรงไปที่กรุงเทพฯและอคินเขาก็เป็นคนออกค่าใช้จ่ายยารักษา ตัวที่นำเข้าตัวใหม่เลยทำให้พ่อฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้..."ธวัชชัยหันมาสบตาลูกสาว แววตาผู้อาวุโสกว่าเต็มไปด้วยความเข้าใจโลก"พ่อรู้ว่าสิ่งที่เขาทำกับเรามันเกินจะให้อภัย... แต่พรีมล่ะลูกสามเดือนที่ผ่านมา พรีมยังเกลียดเขาอยู่ไหม?"
พริมานิ่งเงียบไปดวงตากลมโตสั่นไหวเล็กน้อยหญิงสาวมองทิวทัศน์เบื้องหน้าพลางทบทวนความรู้สึกของตัวเองความโกรธแค้นและเพลิงโทสะในใจของเธอมันมลายหายไปตั้งแต่วันที่ความจริงปรากฏแล้วที่เหลืออยู่มีเพียงความกลัว... กลัวที่จะกลับไปเจ็บปวดเหมือนในอดีต
"พรีมไม่ได้เกลียดเขาแล้วค่ะพ่อ..."พริมาเอ่ยเสียงแผ่ว "เพียงแต่... พรีมยังไม่พร้อมที่จะกลับไปยืนอยู่ข้างเค้าคนนั้นอีกแล้วความทรงจำในอดีตมันเตือนพรีมเสมอว่าเราสองคนอยู่กันคนละโลก"
ในเวลาเดียวกันณ ตึกบริหารอัครเดชโภคิน กรุงเทพมหานครบรรยากาศในห้องทำงานประธานบริหารกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้งอย่างมั่นคง อคินในชุดสูทสีเข้มภูมิฐานกำลังนั่งตรวจทานรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดใบหน้าหล่อเหลากลับมาดูสุขุมและเด็ดเดี่ยว ทว่าแววตาคมกริบคู่เดิมบัดนี้กลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนและนิ่งสงบมากขึ้น
หลังจากที่อาภพถูกดำเนินคดีฟอกเงินและปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์จนต้องเข้าไปชดใช้กรรมในคุกอคินได้ทำการปฏิรูปโครงสร้างบริหารของบริษัทใหม่ทั้งหมดยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเพื่อล้างมลทินที่อาภพเคยสร้างไว้และเหนือสิ่งอื่นใด... เขาได้จัดตั้ง"กองทุนธวัชชัยเพื่อผู้เสียหายจากคดีคอร์รัปชัน" ขึ้นมาเพื่อเป็นตราบาปเตือนใจตนเองถึงความผิดพลาดในอดีต
ก๊อกก๊อก ก๊อก
"พี่คินคะเอกสารสรุปรายงานงบประมาณเพื่อสังคมของเดือนนี้ค่ะ" รินรดาเดินยิ้มแย้มเข้ามาในห้องทำงาน ใบหน้าของหญิงสาวดูมีความสุขฉายแววสดใสอย่างเห็นได้ชัดข้างกายของเธอมี นนทพัทธ์ ในชุดสูทเดินคู่เคียงเข้ามาด้วย
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาจากผู้ร่วมอุดมการณ์ล้างมลทินบัดนี้ความสัมพันธ์ของทนายหนุ่มและรินรดาได้ขยับแน่นขึ้นจนกลายเป็นความรักที่ผลิบานอย่างงดงามโดยมีอคินคอยรับรู้และยินดีอยู่ห่าง ๆ
"ขอบใจมากริน...แล้วเรื่องทนายความที่จะส่งไปช่วยงานสาขาภาคเหนือเรียบร้อยดีไหม?"อคินเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่านนทพัทธ์แอบลอบยิ้มอย่างรู้ทัน
"เรียบร้อยครับคุณอคินผมให้ทีมงานคัดเลือกสำนักงานกฎหมายที่ใกล้กับโรงพยาบาลของคุณลุงธวัชชัยที่สุดแล้วครับ"นนทพัทธ์อธิบายพลางยื่นซองจดหมายฉบับหนึ่งให้ประธานหนุ่ม "และนี่...เป็นจดหมายตอบรับจากคุณหมอเจ้าของไข้ครับคุณลุงธวัชชัยอาการดีขึ้นมากจนสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านสวนได้ในสัปดาห์หน้าแล้วครับ"
มือหนาของอคินรับซองจดหมายนั้นมาถือไว้หัวใจของพญามารพองโตด้วยความโล่งอกและยินดีแววตาของเขาฉายประกายความมุ่งมั่นบางอย่าง
"ขอบคุณนายมากนะนนท์...ที่ช่วยดูแลพวกเขาแทนฉัน" อคินเอ่ยขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ
"ผมทำตามหน้าที่ครับแต่อย่าลืมสัญญานะครับคุณอคิน... ที่บอกว่าจะให้เวลาพรีมจนกว่าเธอจะพร้อม"นนทพัทธ์เตือนใจอดีตคู่ปรับ
อคินพยักหน้ารับช้าๆ สายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองตรงไปยังทิศเหนืออันไกลโพ้นสามเดือนที่ผ่านมาเขาฝืนทนอยู่กับความอ้างว้างและยอมทำตามสัญญาที่จะไม่เข้าไปก้าวล่วงหรือรบกวนชีวิตใหม่ของพริมาเขาเลือกที่จะชดใช้ความผิดบาปอยู่เบื้องหลังเงียบ ๆ
ทว่า...ในเมื่อฟ้าเปลี่ยนสี ฝนร้ายในใจซาลงแล้ว และฝั่งนั้นกำลังจะย้ายกลับบ้านสวนซึ่งเป็นสถานที่ในความทรงจำวัยเยาว์ของเขาและเธอมันคงถึงเวลาแล้วที่พญามารคนนี้จะยอมละทิ้งบัลลังก์ชั่วคราวเพื่อออกเดินทางไปอ้อนวอนขอโอกาสแก้ตัวและนำหัวใจดวงเดิมกลับคืนมาด้วยตัวเอง!