ตอนที่ 20 ยาสลบธรรมดา!
จิ้งเยี่ยยิ้มบาง “ขอบคุณชายารัชทายาทที่เป็ห่วง ข้าสบายดี พระชายารีบกลับไปเถอะ เสด็จพ่อกับเสด็จพี่ยังรออยู่นะ!” พูดจบเขาก็หมุนตัวหมายจะเดินจากไป อีลั่วเสวี่ยลนลานขึ้นมาเล็กน้อย เท้าที่ก้าวไปข้างหน้าจึงเสียหลัก ก่อนโผกายไปเบื้องหน้า
ชายหนุ่มยื่นมือไปรับนางตามสัญชาตญาณ พริบตานั้นเงาร่างคนผู้หนึ่งพลันมายืนบังตรงหน้าเขา ขณะประคองแขนอีลั่วเสวี่ยไว้ รอจนหญิงสาวยืนมั่นคงแล้วจึงรีบปล่อยมือ
อีลั่วเสวี่ยมองคนชุดดำที่ปรากฏตัวตรงหน้าอย่างกะทันหันด้วยความงุนงง พอเห็นผ้าคลุมโปร่งดำบนใบหน้าเขาก็อุทานอย่างใ “เ้า เ้าเป็ใครกัน เหตุใดมาอยู่ที่นี่ได้”
อ้านจิ่วยืนบังอยู่เบื้องหน้าจิ้งเยี่ยโดยไม่ขยับเขยื้อน ทั้งยังไม่พูดจาราวกับรูปปั้นหินก็มิปาน
“บังอาจนัก กล้าล่วงเกินข้า ข้าเป็ชายารัชทายาทนะ” หลังจากอีลั่วเสวี่ยสงบจิตใจลงก็ถลึงตามองอ้านจิ่วด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ไม่หลงเหลือความเขินอายเช่นยามอยู่ต่อหน้าจิ้งเยี่ยเมื่อครู่นี้โดยสิ้นเชิง
ผู้เป็องครักษ์ยังคงสีหน้าไร้อารมณ์นิ่งเงียบไม่พูดจา
อีลั่วเสวี่ยเห็นอ้านจิ่วไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย น้ำเสียงก็ค่อยๆ อ่อนลงอีกครั้ง นางกัดริมฝีปาก ขอบตาแดงเรื่อมีน้ำตาคลอหน่วย “พี่เยี่ย ท่านต้องช่วยข้านะ เมื่อครู่เขา เขาล่วงเกินข้า” นางพูดพลางหยิบผ้าผืนน้อยมาซับน้ำตาอย่างสะอึกสะอื้น
จิ้งเยี่ยขมวดคิ้วมุ่น ขณะจะก้าวมาข้างหน้า กลับถูกอ้านจิ่วเอาตัวบังไว้
ชายารัชทายาทใยิ่ง คิดไม่ถึงว่าองครักษ์ตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งจะถึงขั้นขัดขวางการเคลื่อนไหวของเ้านายได้ “แท้จริงแล้วเ้าเป็ใครกันแน่ ถึงกล้ากำเริบเสิบสานเช่นนี้ แม้แต่ท่านอ๋องกับข้ายังกล้ามองข้าม ยัง้าชีวิตน้อยๆ ของตนเองอยู่หรือไม่”
อ้านจิ่วยังคงทำตัวเป็ทองไม่รู้ร้อน สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน
นางสูดลมหายใจเข้าลึก สะบัดผ้าเช็ดหน้าด้วยความโกรธขณะพูดเสียงเ็า “ข้าไม่มีทางยอมเลิกราแค่นี้ เื่นี้จะต้องให้รัชทายาทตัดสินใจ” พูดจบอีลั่วเสวี่ยก็หมุนกายเดินไปทางจิ้งเยี่ยที่อยู่ด้านหลังอ้านจิ่ว “พี่เยี่ย ท่านอดทนหน่อยนะ ลั่วเสวี่ยจะให้รัชทายาทมอบความเป็ธรรมแก่ท่าน”
ไม่พูดถึงรัชทายาทยังพอว่า ทว่าเมื่อได้ยินคำว่า ‘รัชทายาท’ จิ้งเยี่ยก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ากล้ามเนื้อของอ้านจิ่วเกร็งแน่น กลิ่นอายที่แผ่จากทั่วร่างเปลี่ยนเป็ดุดันในพริบตา
ครั้นมองแผ่นหลังของอีลั่วเสวี่ยที่เคลื่อนจากไป จนกระทั่งแน่ใจว่านางไม่ย้อนกลับมาอีก อ้านจิ่วถึงหันมาคุกเข่าลงตรงหน้าจิ้งเยี่ย “ท่านอ๋อง โปรดกินยาลูกกลอนเม็ดนี้ก่อนขอรับ”
จิ้งเยี่ยไม่ถามให้มากความ หยิบเม็ดยาจากมืออีกฝ่ายมากลืนลงไป จากนั้นคว้ามืออ้านจิ่วขึ้น ก่อนกดมือลงบนอกเขา “เ้าไม่เป็ไรกระมัง”
“ผู้น้อยไม่เป็ไรขอรับ” อ้านจิ่วก้มหน้าลงอย่างสงวนถ้อยคำ
ซู่ชิงอ๋องขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “ทำไมเ้าถึงไม่กินยาถอนพิษ เมื่อครู่ตอนลั่วเสวี่ยสะบัดผ้าเช็ดหน้า เ้าอยู่ใกล้นางมาก”
“ผู้น้อยไม่เป็ไร”
จิ้งเยี่ยรู้ว่าองครักษ์ลับล้วนผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวด ถึงขั้นต้องกินยาพิษชนิดต่างๆ เพื่อให้ร่างกายต้านทานพิษได้
เขากดมือลงบนอกอ้านจิ่วอีกครั้ง ก่อนออกแรงเล็กน้อย “เ้ายืนยันได้ใช่หรือไม่ ว่าตรงนี้ไม่เป็อันใด” เมื่อครู่ตนมองเห็นอย่างชัดเจนตอนที่อีลั่วเสวี่ยโผเข้ามา แต่ถูกอ้านจิ่วขวางไว้ นางหมุนแหวนในมือ จากนั้นแสงสีเงินก็สว่างวาบขึ้น
“เพียงแค่ยาสลบธรรมดา ผู้น้อยไม่เป็ไรขอรับ”
จิ้งเยี่ยพยักหน้า โดยที่ฝ่ามือยังคงกดบนหน้าอกอ้านจิ่ว กล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ฝ่ามือดวงนั้นยังเต้นอย่างมั่นคงทรงพลัง ด้วยความสามารถขององครักษ์เช่นเขา ย่อมสามารถหลบเข็มเงินเล่มนั้นที่แทงมาได้โดยสิ้นเชิง แต่เป็เพราะขวางอยู่ตรงหน้าจิ้งเยี่ย จึงไม่อาจขยับตัวได้
จังหวะนั้นด้านหลังพลันมีเสียงฝีเท้ารีบร้อนดังขึ้น เมื่อซู่ชิงอ๋องหันกลับไปมองก็พบว่าใต้ฝ่ามือพลันว่างเปล่า อ้านจิ่วได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
ขันทีผู้หนึ่งวิ่งมาหาอย่างรีบร้อนแล้วคำนับจิ้งเยี่ย “ท่านอ๋องรีบกลับไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาทรงให้มาเชิญ” ได้ยินเช่นนั้นเขาก็พยักหน้า ก่อนให้ขันทีนำทางไปที่อุทยานหลวงอีกครั้ง
งานเลี้ยงครอบครัวครึกครื้นยิ่งขึ้น หญิงงามออกมาขับร้อง ทุกคนแลดูเบิกบานใจยิ่ง จิ้งเยี่ยกลับไปนั่งที่อย่างสงบแล้วสบตากับรัชทายาทที่มองตรงมา
หย่งหยวนชูจอกให้จิ้งเยี่ย เขาจึงหยิบจอกสุราบำรุงร่างกายซึ่งหมอหลวงเตรียมไว้เป็พิเศษตรงที่นั่งตนขึ้นมา ทั้งสองสบตากันด้วยรอยยิ้ม จากนั้นยกดื่มจนหมด
จิ้งเยี่ยมองไปทางที่นั่งชายารัชทายาทซึ่งอยู่ด้านข้างหย่งหยวนโดยไม่มีใครสังเกต ที่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า อีลั่วเสวี่ยยังไม่มา นางผละจากมาก่อนตน เวลานี้กลับยังไม่ปรากฏตัว ไม่รู้อีกฝ่ายคิดทำอันใด
มุมปากท่านอ๋องยกยิ้มน้อยๆ รินสุราลงจอกอีกครั้งแล้วถือเดินไปเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ “เมื่อครู่ทำให้เสด็จพ่อทรงเป็กังวล เป็ความผิดของลูกเองพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าเก้านี่นะ ั้แ่เด็กก็ไม่เคยสร้างความลำบากใจแก่พ่อเลย มีแต่จะทำให้พ่อเบิกบานใจมากที่สุด” อวี่เสียงที่หัวเราะลั่นดึงดูดทุกคนให้หันมองมา
รัชทายาทยกจอกสุราขึ้นสูง นำทุกคนให้ยกจอกขึ้นดื่มอวยพรแด่ฝ่าา
เมื่อจิ้งเยี่ยกลับไปนั่งที่อีกครั้ง ก็พบว่าชายารัชทายาทอีลั่วเสวี่ยกลับมานั่งอยู่ข้างกายหย่งหยวนแล้ว ทว่าไม่เงยหน้าขึ้นมองตนแม้แต่น้อย คล้ายไม่ได้เปิดเผยเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้รัชทายาทรู้
โดยรวมแล้วทุกอย่างสงบเรียบร้อยดี จิ้งเยี่ยเองก็ไม่พูดจา สายตาเคลื่อนไปทางนักขับร้องและร่ายรำผู้งดงาม ชมพวกนางแสดงระบำอย่างอ่อนช้อยตรงหน้า ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่เหนืองานเลี้ยงแสนเบิกบานใจ ทุกคนย่อมหัวเราะตามอย่างเป็ธรรมชาติ
เมื่อการขับร้องและร่ายรำสิ้นสุดลง หลังจากรัชทายาทหย่งหยวนปรบมือชื่นชมก็ลุกขึ้นพูด “เสด็จพ่อ การขับร้องและร่ายรำนั้นเพียงเพื่อกล่อมเกลาอารมณ์ ลูกยังจำได้ว่าตอนองครักษ์เงาประลองฝีมือกัน ชวนให้ผู้คนสั่นสะท้านนัก มิสู้ครั้งนี้ให้ทางตำหนักและจวนต่างๆ เลือกองครักษ์ลับจากที่เสด็จพ่อส่งมาทั้งหมดหนึ่งนายเพื่อประลองกันสักตั้ง หนึ่งให้ทุกคนได้เปิดหูเปิดตา สองคือเสด็จพ่อสามารถตรวจสอบองครักษ์ลับเหล่านี้ที่ไปยังตำหนักและจวนต่างๆ ว่าแอบเกียจคร้านหรือขยันฝึกวรยุทธ์เพื่อรับใช้เ้านายได้อีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
รัชทายาทพูดจบก็มองมาทางจิ้งเยี่ยที่อยู่ฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายเพียงจิบสุราบำรุงร่างกายในจอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อืม ไม่เลว ข้อเสนอนี้ดี” อวี่เสียงพยักหน้ากล่าว
ฮองเฮาเห็นฮ่องเต้ยินดีก็รีบพูดด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด “ฝ่าา หม่อมฉันมีความคิดหนึ่ง ตีรันฟันแทงกันเช่นนี้รังแต่จะทำให้เหล่าพี่หญิงน้องหญิงในวังหลังเห็นแล้วใกลัว มิสู้ประลองทักษะต่อสู้บางอย่าง ทั้งไม่ทำให้คนาเ็ ยังกลับแยกแยะระดับสูงต่ำได้อีกด้วยเพคะ”
“ความคิดนี้ของฮองเฮาไม่เลว เพียงแต่จะประลองอย่างไรจึงจะไม่ทำให้สตรีบอบบางอย่างพวกเ้าใกลัวเล่า” อวี่เสียงพูดพลางหัวเราะเสียงดัง ท่านอ๋องหลายคนในงานเลี้ยงเห็นดังนั้นก็หัวเราะตาม
สนมรักหลายคนในวังหลังใบหน้าแดงเรื่อราวแสงสายัณห์ มองฝ่าาด้วยความเขินอาย
ฮองเฮายิ้มแล้วครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเสนอ “มิสู้เอาอย่างนี้ ฝ่าาให้เวลาหม่อมฉันสักหนึ่งก้านธูป หม่อมฉันกับน้องหญิงทั้งหลายจะปรึกษากันเพียงประเดี๋ยว คิดหัวเื่มาสักสองสามข้อให้เหล่าองครักษ์ลับประลองกันดีหรือไม่เพคะ”
“ดี! เราอนุญาต!” อวี่เสียงตบไหล่ฮองเฮาเบาๆ แล้วพูด “ไปเถิด”