นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๑๓ ฆาตกรน้อยพลัดถิ่น (2)

             

            หลินหลานหรูพันแผลเสร็จแล้วกระนั้นจ้าวมู่อวิ๋นก็ยังจ้องนางไม่เลิก"ท่านคือคุณชายใหญ่สกุลจ้าวใช่หรือไม่เจ้าคะเรื่องของท่านข้าทราบมาจากเกาฟังบางแล้ว"

            จ้าวมู่อวิ๋นอึ้งไปเล็กน้อยคล้ายเพิ่งหลุดจากห้วงความคิด พอใคร่ครวญถึงประโยคที่หลินหลานหรูพูดเมื่อครู่ดวงตาก็ปรากฏแววสงสัยเต็มส่วน

            หลินหลานหรูมองออกจึงรู้ว่าตนเองได้เผลอเอ่ยสิ่งที่ไม่ควรรู้ไปเสียแล้วดังนั้นนางจึงแสร้งกลบเกลื่อนโดยยกผู้อื่นมาอ้างหน้าตาเฉย พูดว่า"ข้ารู้จักน้องชายของท่าน จ้าวเหออี้ เคยเจอกันอยู่หลายครั้งในเมืองหนานจิงของมณฑลเจียงซู"

            ความจริงแล้วหลินหลานหรูไม่เคยคุยกับจ้าวเหออี้และเจอกับอีกฝ่ายแค่สองครั้งเท่านั้น ครั้งแรกคือในงานวันเกิดของเจินชิ่วอีครั้งที่สองคือที่วัดต้าหมิงซึ่งครั้งที่สองนี่ละที่จุดประกายให้นางจดจำจ้าวเหออี้ ดังนั้นอยู่ว่างๆก็เลยสืบค้นข้อมูลของตระกูลจ้าวในเมืองหลวงเล่นไปพลางเกี่ยวกับคุณชายใหญ่สกุลจ้าวนางรู้มาเยอะเลยทีเดียว

            "อ้อที่แท้คุณหนูหลินเคยพบน้องชายของข้านี่เอง"จ้าวมู่อวิ๋นเอ่ยเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย ราวกับไม่เชื่อถือคำแก้ตัวประโยคนั้นของนาง

            ตามจริงจ้าวเหออี้กับจ้าวมู่อวิ๋นไม่ค่อยลงรอยกันเพราะเหตุนี้จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จ้าวเหออี้จะเอ่ยถึงพี่ชายยิ่งต่อหน้าคนอื่นด้วยแล้วยิ่งยากไปกันใหญ่

            หลินหลานหรูคาดไว้ล่วงหน้าแล้วจึงคลี่ยิ้มสดใสพูดว่า "พี่เหออี้ยังเล่าให้ข้าฟังว่าท่านกับเขาไม่ค่อยสนิทกันนักมีเรื่องเช่นนี้จริงหรือไม่เจ้าคะ"

            ระหว่างนางและจ้าวมู่อวิ๋นห่างกันเพียงกองไฟกั้นรอยยิ้มสดใสยามเอ่ยเรียกเหออี้ว่า 'พี่' ช่างชัดเจนกระจ่างใสดุจระฆังทองยักษ์สั่นกริ่งในหูคนฟัง

            เสียงกิ่งไม้ในมือจ้าวมู่อวิ๋นหักดังเป๊าะจู่ๆ คุณชายจ้าวก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีกแล้ว 'พี่?' นางเรียกน้องชายเขาว่าพี่หรือ"เจ้าเรียกมัน...เอ่อ เจ้าเรียกเหออี้ว่าพี่ คงจะสนิทกันไม่น้อยเช่นนั้นข้าเป็นพี่ชายของเหออี้ เจ้าก็เรียกข้าว่าพี่ด้วยแล้วกัน"

            หือ! หลินหลานหรูตาโตนางเกือบสำลักลมหายใจตัวเอง อยากบอกเขายิ่งว่า สต๊อป! โน...โนเว!!ข้าโกหกเจ้าอยู่ ไม่จริง ข้าหรือจะเรียกบัดซบเหออี้ว่าพี่

            "เรียกข้าว่าพี่อวิ๋นก็ได้"

            "อึ๊ก" นางสะอึกไปแล้วยกมือปิดปากแทบไม่ทัน เหลวไหลใหญ่แล้ว ชักไปกันใหญ่แล้ว "คุณชายจ้าวเราพึ่งพบกันไม่ทันข้ามวันให้ข้าเรียกท่านว่า 'พี่' จะไม่เสียมารยาทหรือเจ้าคะหากท่านพ่อรู้เข้าต้องตำหนิข้าเป็นแน่"

            นางยกบิดามาอ้างจ้าวมู่อวิ๋นคงไม่โง่กระมัง ถึงเขาอยากแย้งแต่จะเอ่ยอย่างไรเล่า จะบังคับนางหรือ

            "เช่นนั้นก็ตามใจเจ้าเถิด"นานกว่าเขาจะยอมถอดใจแล้วเอ่ยประโยคนี้ได้กระนั้นหัวคิ้วก็ยังขมวดจนแทบชนกันตั้งแต่เมื่อครู่นั้นแล้ว

            "ขอบคุณเจ้าค่ะ"หลินหลานหรูหันมาเก็บขวดยาและผ้าพันแผลลงกล่อง พลางเอ่ยไปด้วยว่า "เรื่องวันนี้ข้าขอบคุณคุณชายมาก"

            จ้าวมู่อวิ๋นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยนางจึงเอ่ยต่อ "วันนี้เป็นคุณชายที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือครอบครัวของข้าหลังจากนี้พบเจอกันที่ใด สกุลหลินย่อมไม่ลืมบุญคุณของท่านแน่นอนเจ้าค่ะ"

            ในมุมของจ้าวมู่อวิ๋นแล้วนับเป็นเรื่องดีที่จะผูกมิตรกับสกุลหลินไว้ ทว่าสกุลหลินเป็นกลางในราชสำนักมาตลอดยังไม่แน่ว่าจะเข้ากับฝ่ายใดเพราะเหตุนี้สกุลหลินจึงได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้เสมอมาครั้งนี้เขาได้ช่วยคนในสกุลหลินไว้อนาคตยังสามารถใช้เรื่องหนี้บุญคุณความแค้นมาต่อรองได้

            "คุณหนูหลินเกรงใจเกินไปแล้ว"จ้าวมู่อวิ๋นแสร้งถ่อมตัว "สกุลจ้าวกับสกุลหลินถือเป็นสกุลพี่น้องวันนี้สกุลหลินมีภัยข้าที่เป็นลูกหลานสกุลจ้าวย่อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเป็นธรรมดา"

            "เช่นนั้นต้องรบกวนสกุลจ้าวแล้วเจ้าค่ะ"หลินหลานหรูยิ้มหวาน ทว่ารอยยิ้มนี้กลับไปไม่ถึงตา นางได้ยินเกาฟังเล่าว่า มาถึงคุณชายจ้าวผู้นี้ก็ยืนดูเฉยๆสกุลพี่น้องห่าอะไรกัน

            กลางคืนมืดสนิทมีเพียงแสงสว่างเล็กๆ จากกองไฟตรงหน้าเด็กทั้งสองถึงอายุน้อยกันทั้งคู่แต่ก็สวมหน้ากากเข้าหากันเสียแล้วกลับกลายเป็นว่าระหว่างบทสนทนาของพวกเขาไม่มีแม้แต่ความจริงใจใดให้กัน

            "ข้าทราบเรื่องของพี่ชายเจ้าแล้วเสียใจกับเจ้าด้วย"

            "ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะครั้งนี้เดินทางยาวไกลหลายพันลี้ วันคืนยังมีแปรผัน ผ่านโจรย่อมมีพบพรากเป็นธรรมดาจะหาอะไรยั่งยืนจากสิ่งเหล่านี้เพื่อช่วยชีวิตข้าแล้วพี่ใหญ่ไม่เกรงกลัวแม้กระทั่งความตาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดพี่ใหญ่จะอยู่ในใจข้าเสมอเจ้าค่ะ" หลินหลานหรูตอบประโยคนี้จากใจ

            จ้าวมู่อวิ๋นรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเป็นรอบที่สามแล้วเหตุใดนางจึงชอบเอ่ยถึงผู้อื่นราวกับยกย่องเชิดชูเสียอย่างนั้นอีกทั้งยังเรียกแทนผู้อื่นอย่างสนิทสนม แต่กับเขา... ไม่ถูกสิเขาเกลียดนางไม่ใช่หรือ เพราะนางชอบเสแสร้ง ชอบใช้สายตาหลอกลวงมองผู้อื่นเหมือนมารดาของเขาอย่างไรเล่า เขาเกลียดนาง!

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นแววตาจ้าวมู่อวิ๋นจึงเย็นชาขึ้น แม้แต่น้ำเสียงยังราบเรียบไร้ความรู้สึก"เดิมทีข้าเพียงผ่านทางมาเช้ามืดพรุ่งนี้ต้องล่วงหน้าคนสกุลหลินกลับเมืองหลวงแล้ว คุณหนูหลินเอาไว้เจอกันที่นั่น รักษาตัวด้วย"

            กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงกลับหลังหันเตรียมจะจากไป แต่ยังเอ่ยปิดท้ายไปอีกประโยค "ดึกมากแล้ววันนี้เจ้าเองก็เจอเรื่องน่าตกใจมาไม่น้อย กลับไปพักเถอะ"

            จ้าวมู่อวิ๋นเดินจากไปทันที

            เรื่องที่จ้าวมู่อวิ๋นไม่ชอบนางนั้นสายตาของเขาบอกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว อีกอย่างเขาจะชอบหรือไม่ นางต้องร้องขอด้วยหรือแค่เขาไม่คิดเป็นศัตรูกับนางก็พอ

            หลินหลานหรูกำลังจะจากไปบ้างถ้าหากสายตาไม่สะดุดเข้ากับกล่องยาใกล้เท้าเสียก่อนคุณชายจ้าวคงไม่ได้ตั้งใจทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้นางตามไปคืนเขากระมัง จึงเงยหน้าขึ้นมองยังทิศที่จ้าวมู่อวิ๋นจากไปอีกครั้ง

            นางนิ่งอยู่เช่นนั้นไปครู่ใหญ่ราวกับในใจกำลังครุ่นคิดเรื่องสำคัญต่อมามือเล็กค่อยเอื้อมไปหยิบกล่องยาแล้วเดินตามจ้าวมู่อวิ๋นไป

            กระโจมของคุณชายจ้าวที่หลินหานฉีสั่งให้คนจัดเตรียมให้อยู่ทางปีกขวาของค่ายนางใช้เวลาเดินหาเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอแต่กลับไม่ชอบคืนของแบบที่คนธรรมดาทั่วไปทำกัน

            ด้านหน้ามีคนยืนเฝ้าอยู่สองคนส่วนข้างในกระโจมยังคงจุดเทียนไขให้ความสว่าง จากนั้นก็มีชายฉกรรจ์อีกสามคนเดินมาหยุดอยู่หน้ากระโจมเมื่อคนเฝ้าเห็นก็รีบยกม่านปากทางเข้าให้พวกเขาทันทีนางจึงเดินหลบไปทางด้านหลังของกระโจม

            "หลอกล่อพวกที่ตามเรามาสำเร็จหรือไม่"ทันทีที่ผู้ติดตามสองคนเดินเข้ามา จ้าวมู่อวิ๋นก็สอบถามทันที

            "ขออภัยขอรับเหมือนพวกเขาจะตามเรามาถึงที่นี่ พวกข้าเห็นว่าอีกฝ่ายไม่คิดลงมือนอกจากตามแล้วก็ไม่ทำอะไร จึงกลับมารอคำสั่งจากท่านก่อนขอรับ"

            จ้าวมู่อวิ๋นขยับเดินพลางครุ่นคิด"ดีแล้ว อย่างพึ่งทำอะไรให้ใครสงสัย ...แล้วเรื่องเด็กหายพวกเจ้าสืบพบอะไรบ้าง"

            "เรียนใต้เท้าเด็กที่หายไปล้วนแต่เป็นเด็กผู้หญิงอายุไม่เกิดสิบขวบเรื่องที่เด็กหายไปได้อย่างไรนั้น ครอบครัวของเด็กล้วนไม่มีใครรู้เห็นราวกับว่าพวกเขาหายไปเองเฉยๆ ขอรับ"

            "ข้าสอบถามครอบครัวที่เด็กหายมาแล้วนอกจากของใช้ส่วนตัวที่หายไปพร้อมกับเด็ก อย่างอื่นล้วนอยู่ครบไม่พบร่องรอยของการลักพาตัว"

            "ใต้เท้า เรื่องนี้จะเกี่ยวกับสายลับของยุทธภพหรือไม่ขอรับห้าปีก่อนก็เคยมีคดีเด็กหายคล้ายๆ กันหากเด็กที่หายไปมีแต่คุณหนูตระกูลใหญ่หรือเป็นแค่บุตรสาวชาวบ้านธรรมดาก็ยังพอจำกัดวงค้นหาให้แคบลงได้แต่ครั้งนี้ขอเพียงเป็นเด็กผู้หญิง ฐานะนั้นล้วนไม่สำคัญ"

            "เดิมทียุทธภพมีกฎ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักแต่ระยะหลังมานี้กลับมีคนของยุทธภพแทรกซึมเข้ามาในราชสำนักมากขึ้นเรื่อยๆเรื่องเด็กหายจะเกี่ยวกับคนในยุทธภพหรือไม่นั้นยังต้องตามสืบต่อพรุ่งนี้เช้าข้าจะรีบกลับเมืองหลวง และรายงานเรื่องทั้งหมดต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้พวกเจ้าคนหนึ่งกลับไปพร้อมกับข้าส่วนที่เหลือให้รั้งอยู่ในหูเป่ยก่อนสักพัก..."

            จ้าวมู่อวิ๋นพลันชะงักเขาเงียบเสียงลงทันควันเมื่อเห็นเงาคนวิ่งผ่านหลังกระโจมพร้อมกับเสียงคนคุ้มกันด้านนอกตะโกนไล่ตาม

            ผู้ติดตามสองคนข้างในกำลังขยับทว่าถูกจ้าวมู่อวิ๋นยกมือห้าม จากนั้นคุณชายจ้าวก็เดินออกไปด้วยตัวเอง

            ด้านนอกไม่มีใครยืนเฝ้าอยู่แล้วไม่แน่อาจเป็นหลุมพราง เขาจึงกวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆก่อนหยุดลงที่ต้นไม้ใหญ่ด้านกระโจม

            จ้าวมู่อวิ๋นก้าวเท้าอย่างระมัดระวังทว่าด้านหลังต้นไม้กลับไร้เงาคน มีแค่กล่องยากล่องหนึ่งวางตั้งอยู่บนพื้นเท่านั้น

            เมื่อเงยหน้าขึ้นมองรอบๆอีกครั้งก็ไม่พบผู้ใดนำมาวาง

            หรือเป็นนาง?

            มุมปากจ้าวมู่อวิ๋นหยักโค้งขึ้นน้อยๆก่อนก้มหยิบกล่องยาบนพื้นขึ้นมา

            จากนั้นก็เดินกลับกระโจมอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น

             

             

            หลินหลานหรูเดินจากมาได้ไกลแล้วนางก้มหน้าเดินเตะใบไม้อย่างใช้ความคิด

            จ้าวมู่อวิ๋นกำลังตามสืบเรื่องเด็กหายนางเคยได้ยินข่าวเล่าลือกันในโรงน้ำชามาบ้างว่าคุณชายตระกูลจ้าวสอบขุนนางได้ตั้งแต่อายุยังน้อยไม่คิดว่าคนผู้นั้นจะเป็นจ้าวมู่อวิ๋น แม้เวลานี้จะรั้งแค่ตำแหน่งขุนนางเล็กๆแต่เชื่อว่าอนาคตอาจเป็นขวากหนามชิ้นใหญ่ของนางแน่ แค่ได้ยินจากที่พวกเขาคุยกันก็รู้ได้ทันทีว่าคุณชายผู้นี้ยังซ่อนเขี้ยวเล็บไว้อีกมาก

            เพียงแต่ว่าเรื่องเด็กผู้หญิงหายนี่มันอะไรกัน? จากที่ได้ฟังเหรินอันอันพูดถึงนางเห็นว่าไม่เกี่ยวกับตนเองจึงคร้านจะใส่ใจกระทั่งตอนนี้ก็ยังคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับตนอยู่ดี ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถสลัดความสงสัยนี้ทิ้งไปได้

            ขณะที่หลินหลานหรูเอาแต่จมอยู่กับความคิดเวลานั้นพลันรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมอง นางจึงหันขวับกลับหลังทว่าไม่พบดวงตาคู่ใดซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดรอบข้าง

            เมื่อก้าวเท้าเดินต่อไปอีกสามก้าวก็รู้สึกราวกับว่าบางอย่างกำลังขยับเท้าก้าวตามจังหวะการเดินของนางมา

            หลินหลานหรูหยุดเดินอีกครั้งแล้วหันหลังกลับไปมองผลคือไม่พบสิ่งใดตามมาอีกตามเคย ดังนั้นนางจึงรีบสาวเท้าเดินกลับที่พัก

            เมื่อกลับมาถึงก็ไม่พบผู้ใดรออยู่ข้างในกระโจมมีเพียงกระถางไฟเล็กๆ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นและอ่างน้ำวางตั้งบนพื้นพรมเท่านั้นคาดว่าเสี่ยวจิงกับเสี่ยวจูคงแยกไปนอนแล้วกระมังอีกอย่างนางเป็นคนพูดไว้เองว่าคืนนี้ไม่อยากให้ใครรบกวนตอนนี้กลับรู้สึกกลัวขึ้นมาเสียได้

            ต่อจากนั้นนางจึงหันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเช็ดหน้าเช็ดตาในอ่างน้ำอุ่น ก่อนเดินหากระดาษกับพู่กันออกมา

            ภายในกระโจมมีโต๊ะเล็กๆสำหรับนั่งพื้น กับเทียนไขวางตั้งอยู่หนึ่งเล่มหลังหากระดาษมาได้แล้วจึงเริ่มเขียนจดหมายไว้สองฉบับ ฉบับแรกส่งให้เหลยเมี่ยวส่วนอีกฉบับส่งให้เหล่าเหริน

            "หลับหรือยัง"เสียงเกาฟังดังขึ้นจากด้านนอก

            "เจ้าเข้ามา" นางเอ่ยพร้อมกับพับจดหมายใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ปิดจุดแล้วลงผนึกพร้อมประทับตราไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นค่อยส่งให้เกาฟัง"ให้เจ้าไปจัดการ"

            เกาฟังรับมาแล้ว แต่ยังไม่ไปไหนนางจึงเงยหน้ามองเขาก่อนเลิกคิ้วถาม

            "ให้ข้าไปตามหาหรือไม่"เขาเอ่ย

            หลินหลานหรูรู้ว่าเกาฟังหมายถึงอะไรนัยน์ตาของนางวูบไหวเพียงชั่วครู่ก็กลับมาเป็นปกติ คือว่างเปล่าและไร้ความรู้สึก

            หากให้นางนับวันดูอย่างจริงจังแล้วอีกไม่ถึงยี่สิบวันก็จะถึงเมืองหลวง จากนี้คงไม่เกิดสิ่งใดขึ้นอีกกระมังเชื่อว่านายท่านผู้เฒ่าสกุลหลินคงส่งคนมารับถึงครึ่งทางแล้ว

            อีกอย่างเมื่อเข้าเขตมณฑลส่านซีเท่ากับเดินอยู่ใต้จมูกฮ่องเต้ขุนนางมากอำนาจเหล่านั้นคงไม่ทำอะไรให้เอิกเกริก อย่างเช่นฆ่าคนกลางเมืองกระมัง

            หลินหลานหรูลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เช่นนั้นข้าฝากเจ้าด้วย ไม่ว่าพี่ชายข้าจะอยู่หรือตายก็ต้องหาให้พบแต่หากเกินเจ็ดวันไปแล้วยังหาไม่เจอ เจ้าต้องรีบกลับมาหาข้า"

            เรื่องของหลินหลงอู่เดิมทีหลินหานฉีสั่งให้คนตามหาแล้ว นางจึงทำอะไรมากไม่ได้

            "อย่าห่วง ข้าจะลงเขาไปคืนนี้"

            หลินหลานหรูพยักหน้ารับด้วยสีหน้าอ่อนเพลียเล็กน้อยเห็นนางไม่พูดอะไรอีก เกาฟังจึงวางหัวธนูอันหนึ่งลงบนโต๊ะพร้อมกับเอ่ยอธิบายเจตนาสั้นๆ ว่า "ข้าเห็นหัวธนูนี้แปลกตาดีเลยเก็บกลับมาให้เจ้า"

            หลินหลานหรูหยิบหัวลูกธนูซึ่งทำจากเหล็กทั้งชิ้นขึ้นมาลักษณะของมันเป็นหัวเจ็ดแฉกคมกริบดูแปลกตาจริงๆบริเวณที่เชื่อมหัวธนูเหล็กกับไม้ยังมีรอยขีดสองขีด เหมือนจงใจทิ้งรอยไว้ตรงนั้น"เป็นแบบนี้ทุกอันหรือเจ้าแน่ใจว่ารอยบนนี้ไม่ได้เกิดจากการผลิตที่ทิ้งรอยตำหนิไว้"

            "ข้าเดินดูจนทั่วแล้วทุกอันล้วนแต่ทิ้งสัญลักษณ์ไว้เช่นนี้" เขาตอบ

            "อืม ข้ารู้แล้ว"หลินหลานหรูหมุนหัวลูกธนูในมือส่องกับแสงเทียนบนโต๊ะอย่างพินิจพร้อมกับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "รอกลับถึงเมืองหลวงแล้วค่อยว่ากันอีกที"

            เกาฟังตอบรับและเตรียมหมุนตัวเดินออกจากกระโจมทว่าหลินหลานหรูพลันเปิดปากเอ่ยเรียกไว้ก่อน "เจ้ารอเดี๋ยว"

            เขาหันกลับมายามนั้นนางลุกขึ้นยืนแล้ว สีหน้าอ่อนเพลียของนางยังแฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนกหลายส่วนน้ำเสียงที่เอ่ยยังดูไม่มั่นใจจนผิดวิสัย "ก่อนไป เจ้าเดินดูรอบๆกระโจมให้ข้าที"

            เกาฟังขมวดคิ้วถาม"เกิดอะไรขึ้น"

            "ไม่มีอะไรร้ายแรงเพียงแต่ข้ารู้สึกว่า... ราวกับ... เอ่อ...เจ้าไม่รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองพวกเราอยู่รึ"

            เกาฟังส่ายหน้าช้าๆ เป็นคำตอบถึงอย่างนั้นก็ไม่ช่วยให้ความหวาดระแวงในใจหลินหลานหรูสงบลงได้

            "รอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าข้าค่อยไปดีหรือไม่"

            "ไม่ต้อง บางทีข้าอาจคิดไปเองเจ้ารีบไปเถอะ" จากนั้นนางก็ยอบตัวลงนั่งตามเดิมเรื่องของหลินหลงอู่จะรอช้าไม่ได้ หากถูกสัตว์ป่าลากไปแล้วจะทำอย่างไร

            เกาฟังออกไปแล้วพร้อมกับรับปากว่าจะเดินดูรอบๆให้ ดังนั้นเวลานี้จึงมีแค่นางคนเดียวที่กำลังนั่งอยู่ในกระโจมนั่งไปนั่งมาถึงรู้ว่าใต้โต๊ะมีกล่องขนมสีน้ำตาลอันหนึ่งวางอย่างจึงเปิดหยิบมาทานไปพลาง

            ข้างนอกคงดึกสงัดแล้วกระมังกระทั่งเสียงพูดคุยของกลุ่มคนในขบวนเงียบไปตั้งแต่เมื่อไรนางยังไม่รู้ช่างเป็นความเงียบที่แสนวังเวงอย่างที่สุด ซ้ำยิ่งถ่านไฟบนกระถางเริ่มดับลงเรื่อยๆยิ่งรู้สึกเย็นสันหลังวาบ ทว่านางขี้เกียจเติมถ่านจึงปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นมีเพียงเทียนไขที่นางหยิบมาเปลี่ยนไปแล้วสองรอบ

            ผ่านไปนานกว่าหนึ่งชั่วยามนางยังคงนั่งเท้าแขนบนโต๊ะเช่นเดิมขณะที่ในใจกลับรู้สึกกระวนกระวายหนักขึ้นทุกครั้งที่เวลาผ่าน

            คงเพราะเวลานี้นางยังรู้สึกได้ถึงสายตาคู่นั้นที่กำลังจ้องมองอยู่เป็นแน่

            รอจนกระทั่งม่านทางเข้าหน้ากระโจมเปิดขึ้นอีกครั้งนางถึงกับผวา...

            เกาฟังออกจากค่ายไปแล้วใช่หรือไม่เช่นนั้นข้าก็... ฉิบหาย!

             

             

            จ้าวมู่อวิ๋นออกจากค่ายทันทีที่ฟ้าสว่างก่อนไปยังได้ลาหลินหานฉีเอาไว้เรียบร้อย

            เดิมทีคุณชายจ้าวอยากลาหลินหลานหรูก่อนไปทว่าเมื่อนึกถึงเรื่องที่คุยกันเมื่อคืนก็ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกจนได้มีอย่างที่ไหนไปขอให้นางเรียกตนว่าพี่ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ยามนั้นเดินมาจวนจะถึงกระโจมของนางอยู่แล้ว ผลสุดท้ายได้แต่หันหลังกลับ ควบม้าออกจากค่ายพักแรมของสกุลหลินทันที

            แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เรื่องที่พูดคุยกันเท่านั้นที่ทำให้เขาจากมาทั้งอย่างนี้

            อย่างแรกคือเขาเกลียดนางไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากพูดถึง อย่างที่สองย่อมเป็นเรื่องที่นางรู้จักกับจ้าวเหออี้ทั้งยังเรียกกันอย่างสนิทสนมเช่นนั้นอีก ส่วนอย่างที่สามตั้งแต่พบหน้านางเขาก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองไม่เช่นนั้นจะออกปากเอ่ยอะไรจำพวกให้นางเรียกเขาว่าพี่อวิ๋นหรือน่ากระดากปากที่สุด

            ดังนั้นแล้วจึงหันหลังกลับไม่พบนางอีก...

            ทางด้านสาวใช้ของหลินหลานหรูพวกนางตื่นกันแต่เช้าตรู่ก่อนเตรียมอาหารและเสื้อผ้าชุดใหม่มาปรนนิบัติคุณหนู

            "เสี่ยวจูเจ้ายกม่านขึ้นให้ข้า"

            "อ่อ"

            สาวใช้ทั้งสองค่อยๆประคองกล่องอาหารและอาภรณ์ชุดใหม่เข้ามา ต่อจากนั้นก็จัดแจงทุกอย่างวางลงบนโต๊ะ

            "คุณหนูได้เวลาเตรียมตัวออกเดินทางต่อแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวจิงปัดมือสองสามทีก่อนหันไปที่ฟูกที่นอน "เอ๋? คุณหนูหายไปไหน"

            "คงออกไปข้างนอกกระมังเดี๋ยวข้าจะออกไปตามเองเจ้าค่ะ" เสี่ยวจูหมุนตัวแล้วเดินออกไปอย่างไม่รีบร้อน

            ผ่านไปนานทีเดียวจนกระทั่งทุกคนเก็บสัมภาระเตรียมออกเดินทางอีกครั้งเสี่ยวจูจึงวิ่งโร่กลับมาอย่างหน้าตาตื่น ปัดม่านปากทางเข้าได้ก็มองหาเสี่ยวจิงทันที

            "แย่แล้ว! ข้าหาคุณหนูไม่เจอ"

            ก่อนหน้านั้นเสี่ยวจิงกำลังนั่งหลับอยู่ตอนนี้ถึงกับลุกพรวดตื่นเต็มตา "เจ้าดูจนทั่วแล้วรึ ป่าด้านข้างเล่าถามใครหรือยัง เจ้าถามทุกคนแล้วหรือไม่ มีใครเห็นคุณหนูครั้งสุดท้ายบ้าง"

            เสี่ยวจูได้แต่ส่ายศีรษะตอบด้วยสีหน้าอยากร้องไห้ "ข้าไม่รู้"

            เห็นสาวใช้รุ่นน้องร้องไห้โฮอย่างจนหนทางเสี่ยวจิงพลันใจหล่นวูบ

            สองสาวใช้กระวนกระวายวิ่งหากันจนทั่วอีกรอบทว่าสุดท้ายแล้วก็หาไม่พบดังนั้นจึงจบลงด้วยการนั่งคุกเข่ารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นต่อหน้าหลินหานฉี

            "นางหายไปได้อย่างไร!"หลินหานฉีตระหนกถึงขั้นลุกขึ้นยืนด่า "พวกเจ้าดูแลคุณหนูยังไงให้นางหายไปแล้วตอนนี้นางหายไปที่ใดไม่มีใครเห็นกันบ้างเลยรึ!"

            เสี่ยวจิงกับเสี่ยวจูต่างร้องไห้สะอึกสะอื้นตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า"บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ"

            ตั้งแต่มาถึงจวบจนตอนนี้ในกระโจมของหลินหลานหรูมีเพียงหลินหานฉี กับสาวใช้ของนางทั้งสองคนส่วนด้านนอกมีคนคุ้มกันสองคนที่หลินหานฉีไว้ใจให้อยู่ข้างกายคอยยืนเฝ้าปากทางเข้าหน้ากระโจมอีกที

            เรื่องที่หลินหลานหรูหายไปยังไม่มีใครรู้แต่ก็สร้างความสงสัยให้กับบรรดาผู้ติดตามในขบวนแล้วว่าเหตุใดการเคลื่อนขบวนเช้าวันนี้ถึงได้ถูกยกเลิกแม้ในขบวนจะมีคนบาดเจ็บและล้มตายไม่น้อยจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ทว่าการจะรั้งอยู่ต่อที่นี่ก็อันตรายเกินกว่าจะเป็นเรื่องดี

            หลินหานฉีเดินกลับไปกลับมาอยู่ในกระโจมอย่างใช้ความคิดยามนี้เพิ่งเกิดเรื่องขึ้นกับหลินหลงอู่ส่วนหลินหลงอวี้บาดเจ็บสาหัสนอนไร้สติยังไม่ทันฟื้น หลินหลานหรูยังมาหายไปอีก"ผู้ติดตามของนางเล่า เจ้าหนุ่มนั่นมีใครเห็นมันหรือไม่"

            "เกา...เกาฟังไม่อยู่เจ้าค่ะ"เสี่ยวจิงตอบพลางสะอื้นเสียงขาดๆ หายๆ "เมื่อคืนเกาฟังมาหาบ่าวบอกว่าคุณหนูสั่งให้เขาลงจากเขา เจ็ดวันหลังจากนี้ถึงจะกลับมา ดังนั้น...ดังนั้นจึงให้บ่าวคอยดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิดเจ้าค่ะ"

            "แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ดูแลลูกข้าให้มันใกล้ชิดอย่างที่พูด!!"