“พานายหญิงขึ้นไปนอนทายาเร็วๆ ก่อนจะช้ำเสียก่อน” สาวเฒ่าปาดน้ำตารีบสั่งลูกน้อง สาวรับใช้รีบเข้าพยุงนางที่ตัวอ่อนเปลี้ยร้องไห้เสียขวัญน่าสงสารยิ่ง แม่ทัพหวงขี่ม้าออกจากจวนด้วยความเครียด เขาเดินเข้าไปในร้านเหล้าหวังดื่มสุราดับความร้อนรุ่มในอก
“เหล้าไห” เขาดื่มจอกแล้วจอกเล่าจนเริ่มมึนๆ อยู่ชั่วครู่ เสียงพ่อค้าและผู้คนที่นั่งในร้านต่างรู้จักเขาซุบซิบกัน สงสัยว่าแม่ทัพหวงไปกินรังแตนที่ไหนมาถึงหน้าตึงกระดกเหล้ากระหน่ำเช่นนี้ เพราะโดยปกติเขาไม่ใช่คนชอบดื่มเท่าใดนัก หากเดินเข้าไปถามก็เหมือนหาเื่ใส่ตัว แม่ทัพหวงนอกจากจะพูดน้อยยังดุร้ายยิ่งนัก เขานั่งดื่มชวนให้คนสงสัยสักพักก็ขี่ม้ากับเข้าจวน
บรรยากาศเงียบสงัด ชายหนุ่มก้าวเข้ามาในห้องนอนช้าๆ มองไปที่เตียงนอนเห็นหลินเฟยหลิงนอนตะแคงหันหลังให้ นางหลับไปแล้ว เขาถอนหายใจเงียบๆ ค่อยๆ เดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ เขารูดปกเสื้อที่นางใส่หลวมๆ ลง รอยฟกช้ำห้อเืเป็แนวยาวพาดั้แ่หัวไหล่ลงมาที่หลัง เขาฟาดนางแรงก็จริงแต่ยังไม่ครึ่งพละกำลังที่มี แม่ทัพหวงจ้องมองผิวขาวนวลเนียนอยู่นาน มองรอยแดงช้ำเห็นชัดเจน แผ่นหลังขาวเนียน ทำให้เขาแทบจะอดใจไม่อยู่ เอื้อมมือหนาใหญ่ลูบไล้เบาๆ ร่างนั้นสะดุ้งเล็กน้อย เขาได้สติรีบชักมือออก มองหากระปุกยาเหลือบไปเห็นที่โต๊ะข้างหัวเตียงพอดี เขาจัดการเปิดฝาออกใช้นิ้วควักยาออกมาที่ปลายนิ้ว บรรจงทาให้แ่เบาหมุนวนขึ้นลง ร่างเล็กสะดุ้งนิดๆ นางคงเจ็บ เขาคิดในใจ ทายาเสร็จแล้วเขาถึงดับไฟล้มตัวลงนอนแนบชิดกับแผ่นหลังของนาง
หลินเฟยหลิงไม่ยอมกินข้าวเช้า ยังนอนแน่นิ่งขดตัวในผ้านวมหนา นางรู้สึกสับสนทำตัวไม่ถูก เหตุการณ์เมื่อวานยังฝังในหัวสมอง แม่ทัพหวงเดินเข้ามาหาเขา ยืนมองนางพิจารณาพฤติกรรม หลินเฟยหลิงพลิกตัวหันหลังให้ทันที นางรู้สึกไม่อยากเจอหน้าเขา อยากหนีไปให้ไกลที่สุด
“เ้าโกรธข้ารึ” เขาเป็ฝ่ายเริ่มถามขึ้นก่อน นางยังคงนอนหันหลังใบหน้าบูดบึ้ง ไม่ตอบรับใดๆ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจอารมณ์ของนาง เขาลงโทษเพื่อ้าดัดนิสัย แต่นางดันโกรธเสียนี่ เขาไม่รู้ว่าต้องทำอยางไร เคยควบคุมแต่กองทัพไม่เคยต้องมาสุงสิงกับผู้หญิง จึงเดาใจนางไม่ออก ในบทบาทของแม่ทัพ เขาลงโทษทหาร ปรับพฤติกรรมเข้าสู่ความเป็ระเบียบเรียบร้อย แต่กับภรรยาตัวน้อยกลับไม่เป็อย่างที่เคยพบเจอ แม้แต่มารดาของเขาก็ไม่ได้เป็เช่นนาง แม่ทัพหวงเดินไปหยิบชามข้าวต้มมาให้กินถึงเตียง
“กินข้าวซะ” เขายื่นชามข้าวต้มส่งให้ นางพลิกตัวเข้าหาเขารวดเร็วนลุกขึ้นปัดชามข้าวต้มจากมือเขาทิ้งกระจายเต็มพื้นห้อง ตาเขียวปั้ด เขายืนตะลึงกำหมัดขบกรามแน่น
“เ้ากล้าดียังไงถึงปฏิเสธความหวังดีจากข้า” เขาเอ่ยเสียงดุ
หลินเฟยหลิงกระตุกยิ้มเยาะ พูดออกมาได้ว่าหวังดี ทำเอาเจ็บแสบขนาดนี้
“ถ้าสิ่งที่ท่านทำมันคือความหวังดี ก็เชิญเอาไปให้คนอื่นเถอะ” นางตาขวางรีบหันหลังห่มผ้า นอนหลับตาไม่อยากเห็นหน้าแม่ทัพหวง
ชายหนุ่มเริ่มโมโห นี่นางไม่อยู่ในโอวาทเลย พูดจาหยาบคาย ท่าทางไม่สำรวมดั่งหญิงสาวทั่วไป เขารีบควบม้าออกไปบ้านบิดาทันควัน
“อ้าว แม่ทัพ ลมอะไรหอมมาถึงที่นี่ได้” ผู้เป็บิดาทักทายบุตรชาย เชื้อเชิญเข้าไปนั่งในห้องโถง เขารีบมาหาบิดามารดาเพราะอยากปรึกษาเื่ครอบครัว
“คือ…ข้า…อยากถามว่าตอนท่านพ่อแต่งงานกับท่านแม่่แรกเป็อย่างไรบ้างขอรับ”
เขาเก้ๆ กังๆ กระดากปากที่จะพูด
“เ้าอยากจะบอกสิ่งใดกับพ่อรึ” บิดาถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“ฮูหยินของลูกนางคงเด็กเกินไปขอรับท่านพ่อ นางชอบเล่นสนุกแบบเด็ก…เอ่อ…เด็กผู้ชายขอรับ แล้วก็ดื้อดึงมาก” เขาตัดสินใจบอกบิดาเพื่อช่วยหาทางออก เสนาหวงหลี่ขมวดคิ้วแน่น
“นางมีอายุถึงสิบเก้าหนาว ถึงวัยออกเรือนได้แล้ว และนางมีกิริยาวาจาอ่อนหวานถูกอบรมมาอย่างดี เ้าเองก็เคยพบกันก่อนแต่ง ไม่ได้บังคับขู่เข็ญแต่อย่างใดมิใช่รึ”
ผู้เป็บิดาอธิบายท้าวความถามต่อ
“มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับนางรึ”
“นางแปลกไปเป็คนละคน ั้แ่คืนส่งตัวขอรับ โคมไฟประดับหล่นใส่หัวนาง หัวแตกและสลบไปชั่วยาม” เขาเอ่ยขึ้นกับบิดา รู้สึกผิดที่ดูแลนางไม่ดีพอ
“อะไรนะ! เกิดเหตุการณ์เยี่ยงนี้ พวกเ้าถูกปองร้ายหรือไม่”
“ข้าตรวจตราถี่ถ้วนแล้วไม่มีขอรับท่านพ่อ มันเป็อุบัติเหตุ” เขาย้ำให้บิดาคลายกังวล
“หมอว่าอย่างไรบ้าง”
“หมอบอกว่านางเป็ปกติทุกอย่างขอรับ ข้าว่าจะพานางไปตรวจกับหมอที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง นางก็ตอบว่านางสบายดี แต่ในสายตาของข้าและคนอื่นมันมิใช่”
สองพ่อลูกพูดคุยแลกเปลี่ยนกันไปมาก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้
“หากข้าจะหย่าเพื่อให้นางได้ทบทวนตนเองจะได้หรือไม่ขอรับ ชีวิตของข้าไม่ปกติสุขเท่าใดนัก” เขาลองหยั่งเชิงถามผู้เป็บิดา
“ไม่ได้เด็ดขาด นางผิดปกติวันเข้าหอ เราหย่าก็เสมือนทิ้งนางไป นางจะกลายเป็หญิงมีตำหนิไม่มีใคร้า ในอนาคตหากบิดามารดาตาย ตระกูลของนางอาจทิ้งนาง ชีวิตก็อาจจะย่ำแย่ได้” บิดารีบห้ามยกเหตุผลมากมายเพื่อไม่ให้หนุ่มสาวทำตามใจตนเองได้
“แต่ถ้าเ้าจะมีอนุภรรยาย่อมทำได้ โดยไม่ต้องให้นางยินยอม เพราะถือว่านางไร้คุณสมบัติของฮูหยิน ปรนนิบัติเ้าไม่ได้ แต่เ้าจะยกอนุภรรยาขึ้นแทนนางนั้นทำไม่ได้”
ผู้เป็บิดาช่วยหาทางออก ให้เขาหาอนุภรรยามาช่วยปรนนิบัติแทน ดีไม่ดีอาจดูแลฮูหยินได้ด้วย
“แล้วครอบครัวสกุลหลินจะยอมหรือขอรับ” เขายังคงกังวล
“เื่นั้นไม่มีปัญหา ในเมื่อนางเสมือนไร้ความสามารถในการดูแลสามี สกุลหลินย่อมยอมรับได้ มันเป็ธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่อกันมาั้แ่โบราณ”
“หากว่านาง้าหย่ากับข้าละขอรับ” เขายังถามต่อ
“ก็ไม่ได้เช่นกัน นางต้องอยู่ในตำแหน่งนี้ เมื่อแต่งเข้าจวนแล้วตำแหน่งฮูหยินจะติดตัวนางจนตาย เ้าถึงพิจารณายกอนุขึ้นเป็ฮูหยินคนใหม่ได้ หากคบชู้นางก็ต้องถูกทำโทษอย่างหนักถึงขั้นตายไป ด้วยเหตุนี้อย่างไรเล่าพวกเราผู้ชายถึงต้องดูแลภรรยาให้ดีที่สุด หากมีอนุก็ต้องปกครองให้ได้ อนุภรรยาของเ้าหากแต่งงานแล้วก็เป็เช่นเดียวกัน เว้นเสียแต่ยังไม่เข้าพิธี หากเลิกกันก่อนแต่งย่อมทำได้”
บิดาอธิบายยืดยาวถึงการปฏิบัติตัวในการครองเรือน
ชายหนุ่มยังคงวิตกกังวล เขาต้องใช้ความอดทนอดกลั้นกับนางมากขึ้นและต้องแก้ปัญหาช่วยนาง
“ข้าจะหาทางออกเื่นี้”
“เ้ามีทางออกมากมายแม่ทัพ” บิดาเอ่ยขึ้นอย่างชำนาญ
“อย่างไรหรือขอรับ”
“ให้ผู้ใหญ่จัดหาอนุภรรยามาให้เ้าพิจารณาก่อน หากพอใจค่อยแต่งเข้าจวน หากไม่พอใจยกเลิกแล้วหาคนใหม่ได้ ทางที่สองที่ต้องทำคือ ฝึกหัดฮูหยินให้เข้ารูปเข้ารอย เรามีการอบรมมารยาทซึ่งต้องเรียนในวังหลวงกับหัวหน้านางใน มีสาวๆ ตระกูลใหญ่ไปเรียนมากมาย แต่เ้าจะแปลกสักหน่อยที่ต้องส่งฮูหยินไปฝึก ขอให้อดทนกับคำครหาให้ได้ หากนางเข้าที่แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”