ณ ประตูพระราชวังเอเลน
รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงพร้อมกับบรรยากาศอันหนักอึ้ง องค์ชายไท่เซวียนในอาภรณ์สามัญชนสีหม่น ยืนอยู่หน้าประตูวังใหญ่เป็ครั้งสุดท้ายเพื่อร่ำลาพระมารดาอิลิยา แม้จะพยายามเข้มแข็ง แต่หยาดน้ำใสๆ ก็ยังคงรินไหลจากดวงตาของพระสนมเอก
"ดูแลตัวเองให้ดีนะลูกแม่" อิลิยากล่าวเสียงสั่นเครือ กุมมือบุตรชายไว้แน่น น้ำตาคลอหน่วย
"ชื่อ 'เซวียน' ที่แม่ตั้งให้... มีความหมายยิ่งนัก จงใช้ชีวิตให้สมกับชื่อนั้น ให้สมกับความกล้าหาญและเกียรติภูมิของยอดขุนพลที่ฝ่าาคิมสัน ทรงยกย่องเสมอ... อย่าทำให้ฝ่าาต้องผิดหวังในตัวเ้า... และอย่าทำให้แม่ต้องผิดหวัง"
ไท่เซวียนพยักหน้ารับคำช้าๆ แม้จะไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งทั้งหมด แต่เขาก็ััได้ถึงความรักและความหวังจากผู้เป็แม่
"ท่านแม่... เื่นานา... นางไม่ผิดอันใดเลย ฝากท่านแม่เมตตานางด้วย" เขาละอายใจเหลือเกินที่ความคึกคะนองของตนได้ทำลายนาง
"แม่จะดูแลนางเอง เ้ามิต้องห่วง" อิลิยากล่าว
"แต่เ้า... ต้องดูแลตนเองให้จงดี ที่นั่น... เมือง 896 เป็ดินแดนห่างไกล จงเข้มแข็ง เรียนรู้ที่จะยืนหยัด เข้าใจหรือไม่?"
"พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่" ไท่เซวียนก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาพระมารดา เขารู้ดีว่าตนเองคือความผิดหวัง เขาเหลือบมองเข้าไปในวัง... ไร้เงาของเสด็จพ่อ าาคิมสันไม่ได้ออกมาส่งเขาเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่กำลังจะหันหลังเพื่อจากไปนั้นเอง เสียงทุ้มๆ อันคุ้นเคยก็ดังขัดขึ้น
"โถๆๆ องค์ชายที่น่าสงสารของกระผม ไหงโทรมเหมือนลูกหมาตกน้ำแบบนี้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ?"
ร่างท้วมของ 'แฮงก์' นายช่างใหญ่เวทย์มนตร์ ปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มยียวน แม้จะอยู่ในชุดช่างฝีมือ แต่ก็ดูดีกว่าปกติเล็กน้อย เขายืนกอดอกมององค์ชายด้วยแววตาพราวระยับ
"ท่านแฮงก์? ท่านมาได้อย่างไร?" ไท่เซวียนประหลาดใจระคนขุ่นเคืองเล็กน้อย
"มาส่งข้า หรือมาสมน้ำหน้ากันแน่?"
"ใจร้ายจริงนะพ่ะย่ะค่ะ" แฮงก์หัวเราะเสียงดัง
"ข้าก็หัวอกเดียวกันกับพระองค์นั่นแหละ โดนเนรเทศเหมือนกัน!"
"อะไรนะ!?" ไท่เซวียนเบิกตากว้าง
"ท่านทำผิดอันใด?"
"เื่เล็กน้อยน่า!" แฮงก์ทำท่าปัดแมลงวัน
"ก็แค่... งบประมาณเบิกเกินไปนิดหน่อย รับสินบนจากพ่อค้าอาวุธบ้างเล็กน้อย แล้วก็... แอบจิบเหล้าชั้นดีในห้องเครื่องเสวยไปสักสามสี่ไหแก้กลุ้มเท่านั้นเอง! ฝ่าาทรงทราบเข้าเลยพิโรธหนัก สั่งเนรเทศข้าออกจากเอเลน ให้ไปตกยากที่เมือง 896 เหมือนพระองค์เป๊ะเลย! บังเอิญจริงๆ นะพ่ะย่ะค่ะ!" เขาเน้นคำว่าบังเอิญจนผิดสังเกต
"เป็เพราะข้าสินะ..." ไท่เซวียนหน้าสลด รู้สึกผิดทับถม
"เหลวไหลน่าองค์ชาย!" แฮงก์ตบไหล่เขาแรงๆ
"ต่อให้ไม่มีเื่ของพระองค์ ข้ามันพวกหาเื่ใส่ตัวอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็วต้องโดน เอาเป็ว่า อย่างน้อยการเดินทางครั้งนี้ก็มีเพื่อนคุยแล้วกันนะพ่ะย่ะค่ะ!"
ไท่เซวียนได้แต่ถอนหายใจ ไม่ได้เอะใจเลยว่านี่คือแผนซ้อนแผนของพระบิดา าาคิมสันจงใจลงโทษเนรเทศแฮงก์ออกมาพร้อมกัน เพื่อให้นายช่างใหญ่ฝีมือดี (แม้จะเ้าเล่ห์ไปบ้าง) ผู้นี้ติดตามไปยังเมือง 896 ซึ่งพระองค์มีสายสัมพันธ์ทางการค้าอุปกรณ์เวทมนตร์กับกลุ่มอำนาจที่นั่นอยู่ การส่งแฮงก์ไปพร้อมกับองค์ชายที่ถูกเนรเทศ จึงเป็วิธีส่งคนของตนไปเรียนรู้และสานต่อธุรกิจอย่างแเีที่สุด
ครู่ต่อมา ณ ตำหนักส่วนพระองค์
หลังจากขบวนรถม้าเล็กๆ ของไท่เซวียนและแฮงก์ลับสายตาไปแล้ว อิลิยาก็หันมาหาคิมสันที่ยืนมองตามอยู่ที่หน้าต่างด้วยแววตาเป็ห่วง
"ฝ่าา... เมือง 896 ทั้งห่างไกลและทุรกันดาร ไท่เซวียนจะอยู่ที่นั่นได้อย่างไรเพคะ?"
"ข้าส่งคนฝีมือดีติดตามไปคุ้มครองเขาอย่างลับๆ แล้ว" คิมสันตอบเสียงเรียบ แต่แววตาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นความเป็ห่วงของอิลิยา
"แต่ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรง เขาต้องเรียนรู้ที่จะยืนด้วยขาของตัวเองเสียที อิลิยา การถูกเนรเทศครั้งนี้ อาจจะเป็ยาขนานเอกสำหรับเขาก็ได้"
อิลิยาได้แต่ภาวนาให้เป็เช่นนั้น...
ณ ประตูเดินทางระหว่างเมือง เขตเมืองเอเลน
ประตูมิติขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน ส่งเสียงครางต่ำๆ และมีแสงสีฟ้าเรืองรองออกมาเป็ระยะ ผู้คนจำนวนมากกำลังต่อแถวเพื่อยื่น "ป้ายยืนยัน" โลหะให้ทหารยามในเครื่องแบบสีเทาเข้มของสมาคมสหเวทย์ตรวจสอบ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เดินผ่านประตูมิติไปยังเมืองปลายทาง
"นี่มันอะไรกันอีก ข้าไม่เคยต้องใช้ของแบบนี้" ไท่เซวียนมองป้ายในมืออย่างหงุดหงิด
"ใจเย็นน่าองค์ชาย นี่คือป้ายยืนยันจากสมาคมสหเวทย์ไงพ่ะย่ะค่ะ" แฮงก์อธิบาย
"จำเป็ต้องใช้ในการเดินทางระหว่างเมือง มันจะระบุว่าเรามาจากเมืองไหน จะไปเมืองไหน ตามกฎที่เมือง์ตั้งไว้"
"กฎอะไร?"
"ก็กฎที่ว่า คนจากเมืองเลขต้นๆ (เช่น พวกเมืองราชัน เมืองหัวใจั) สามารถเดินทางไปยังเมืองเลขท้ายๆ ที่สูงกว่าได้อย่างอิสระ ขอแค่มีป้ายยืนยันถูกต้อง" แฮงก์ชี้ให้ดูพ่อค้าหน้าตายิ้มแย้มที่ยื่นป้ายแล้วเดินผ่านประตูไปอย่างง่ายดาย
"อย่างนั่น มาจากเมืองร้อยกว่าๆ จะไปเมืองห้าร้อย สบายมาก"
"แต่กลับกัน คนจากเมืองเลขท้ายๆ อย่างเรา (181) หรือสูงกว่านั้น ห้ามเดินทางย้อนไปยังเมืองเลขต้นๆ ที่ต่ำกว่าเด็ดขาด! ถ้าไม่มีใบอนุญาตพิเศษจริงๆ จากสมาคมฯ หรือเมืองปลายทาง" แฮงก์พยักเพยิดไปทางชายชราท่าทางหัวเสียที่กำลังถูกทหารยามปฏิเสธเสียงแข็ง
"เห็นไหมล่ะ มาจากเมืองเจ็ดร้อย จะขอไปเมืองสามร้อย ไม่มีทาง! ใครๆ ก็รู้กฎนี้ แต่ไม่มีใครรู้เหตุผลหรอกว่าทำไม"
"ข้า...ข้าไม่ยักรู้เื่นี้เลย" ไท่เซวียนพึมพำ
"โธ่ องค์ชาย!" แฮงก์ส่ายหน้าอย่างระอา
"แล้วตอนที่พระองค์เสด็จไปทำากับเมืองชิลีเล่าพ่ะย่ะค่ะ? ตอนอยู่บนนาวาเวทย์ลำใหญ่นั่น ไม่ทรงสังเกตอะไรบ้างเลยหรือ?"
ไท่เซวียนทำหน้านึก แต่ก็นึกไม่ออกจริงๆ
"ข้า...เหมือนจะหลับไปเกือบตลอดทาง" เขาตอบเสียงอ่อย
แฮงก์แทบจะกุมขมับ "ให้ตายสิพ่ะย่ะค่ะ! พระองค์พลาดของดีไปแล้ว! การเดินทางด้วยนาวาเวทย์น่ะ มันสุดยอดกว่ารถไฟนี่เยอะ!" เขาถอนหายใจก่อนจะอธิบายต่อ
"เวลาเราจะไปรบเมืองอื่นน่ะ นาวาเวทย์มันไม่ได้แล่นไปบนฟ้าเฉยๆ นะพ่ะย่ะค่ะ มันจะเปิด 'อุโมงค์มิติ' หรือบางคนก็เรียกว่า 'รูหนอน' พุ่งทะลุผ่านมิติไปเลย!"
"อุโมงค์มิติ?" ไท่เซวียนทวนคำอย่างสนใจขึ้นมาบ้าง
"ใช่แล้ว! พอใกล้ถึงเมืองเป้าหมาย นาวาเวทย์ก็จะทะลุออกมาจากอุโมงค์มิติ แล้วฝ่ายเราที่เป็ผู้ไปเยือนนั่นแหละ จะต้องเป็คนประกาศก้อง แจ้งให้เมืองนั้นรู้ว่าเรามาถึงแล้ว! ซึ่งนั่นก็หมายความว่า การต่อสู้ทั้งหมด มันเกิดขึ้นในอาณาเขตของฝ่ายที่รับคำท้า หรือฝ่ายที่เราไปบุกเขานั่นแหละพ่ะย่ะค่ะ! ไม่ใช่มาสู้กันกลางทางที่ไหนก็ไม่รู้"
"อ้อ...เป็อย่างนี้นี่เอง" ไท่เซวียนพยักหน้า เริ่มเข้าใจภาพรวมมากขึ้น
"นั่นแหละคือวิธีเดินทางสำหรับกองทัพหรือพวกราชวงศ์เวลาไปทำศึก" แฮงก์สรุป "แต่สำหรับสามัญชนอย่างเราๆ ท่านๆ ในตอนนี้..." เขาชี้ไปยังชานชาลาด้านข้าง ที่มีพาหนะรูปร่างคล้ายกล่องเหล็กยาวๆ จอดอยู่
"ก็ต้องพึ่งเ้านี่แหละ... รถไฟเวทย์ ของสมาคมฯ มันจะวิ่งเข้าอุโมงค์มิติเหมือนกัน แต่เป็อุโมงค์สำหรับรถไฟ ไปโผล่ตามชานชาลาของแต่ละเมืองไปเรื่อยๆ เตรียมตัวเดินทางยาวได้เลย"
ไท่เซวียนมองตามอย่างไม่เข้าใจระคนเบื่อหน่าย ก่อนจะเดินตามแฮงก์ไปยังชานชาลารถไฟเวทย์ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางสู่ดินแดนทุรกันดารที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะต้องไปเหยียบ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ ป่าไร้ตะวัน
เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มผ่านไปนับั้แ่ณิชาตัดสินใจแยกกับเพื่อนๆ เพื่อฝึกฝนตนเองตามลำพังในป่าไร้ตะวันแห่งนี้ ร่างบางที่เคยดูบอบบาง บัดนี้กลับดูทะมัดทะแมงขึ้นเล็กน้อย แม้เสื้อผ้าจะเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนและคราบเืจางๆ แต่แววตาของนางกลับฉายประกายมุ่งมั่นและแข็งแกร่งกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ณิชาทุ่มเทให้กับการฝึก "วิชาดาบสายธารา" ควบคู่ไปกับการล่าสัตว์อสูรระดับ 2 ดาวตามคำแนะนำ (แกมบังคับ) ของ 'นิชา' อย่างไม่หยุดพัก นางเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมอันมืดมิดและอันตราย และที่สำคัญที่สุดคือ นางเริ่มควบคุมพลังเวทย์และกระบวนท่าดาบได้คล่องแคล่วขึ้นมาก
ซ่าาาา!
เสียงน้ำกระจายดังขึ้น เมื่อร่างยาวของนาคาวารีระดับ 2 ดาวตัวหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นจากลำธาร หมายจะจู่โจมณิชาจากทางด้านหลัง! มันเคลื่อนไหวรวดเร็วและเงียบเชียบ หวังจะฉกกัดเหยื่อที่ไม่ทันระวังตัว
แต่ครั้งนี้ ณิชาไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนเคย สัญชาตญาณ (หรือเสียงกระซิบที่กลายเป็ส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณไปแล้ว) ร้องเตือนในเสี้ยววินาที นางหมุนตัวกลับพร้อมกับตวัดดาบในมือเป็วงโค้งรับการโจมตี
"กระบวนท่าที่ 3 คลื่นสะท้อน!"
ดาบสีเงินปะทะเข้ากับเขี้ยวแหลมคมของนาคา เกิดเสียงดังเคร้ง! พลังเวทย์สายธาราที่โคจรอยู่บนใบดาบได้เบี่ยงเบนและสะท้อนพลังโจมตีของนาคกลับไป ทำให้นาคากระเด็นถอยหลังเสียหลักไปชั่วขณะ แม้การใช้ท่า "คลื่นสะท้อน" ของณิชาจะยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างโอกาส
‘ตอนนี้แหละ! ธาราชี้จุด!’ เสียงนิชาดังขึ้นในหัว
ณิชาไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าประชิดพร้อมกับแทงดาบออกไปอย่างแม่นยำ ปลายดาบพุ่งทะลุเกล็ดที่อ่อนนุ่มบริเวณใต้คางของนาค ทะลวงลึกเข้าไปในจุดตาย!
โฮกกก...
นาคาสิ้นใจในทันที ร่างใหญ่โตของมันแน่นิ่งลง ณิชาดึงดาบกลับมายืนหอบหายใจเล็กน้อย นี่เป็อสูรระดับ 2 ดาวตัวที่สามสิบที่นางจัดการได้ในสัปดาห์นี้ แม้จะยังคงยากลำบากและต้องอาศัยคำแนะนำจาก 'นิชา' อยู่บ้างในบางจังหวะ แต่ก็ถือเป็พัฒนาการที่ก้าวะโอย่างแท้จริง
'นิชา' เคยบอกว่า ตามปกติแล้ว จอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับ 2 ดาวเท่านั้น จึงจะสามารถต่อกรกับอสูรระดับนี้ได้อย่างสูสี แต่นาง...จอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับ 1 ดาว กลับทำได้แล้ว
ณิชาจัดการเก็บแก่นอสูร (หรือที่ 'นิชา' เรียกว่าแก่นเวท) จากร่างของนาค ก่อนจะเปิดกำไลมิติขึ้นมาตรวจสอบผลงานตลอดหนึ่งสัปดาห์ของตนเอง
นางมองดู แก่นเวท ที่เก็บรวบรวมมาได้ทั้งหมด 20 แก่น อย่างภาคภูมิใจ
‘หึ! แค่นี้เองรึ? นึกว่าจะได้เยอะกว่านี้เสียอีก’ เสียง 'นิชา' บ่นอุบ ก่อนที่ณิชาจะทันได้ทำอะไร แก่นเวททั้ง 20 แก่นในช่องเก็บของก็พลันสลายกลายเป็ละอองแสงสีฟ้าอ่อนๆ แล้วถูกดูดหายเข้าไปในจี้กระจกที่ห้อยอยู่บนคอของนางทันที!
"เดี๋ยวสิ! นี่เ้า!" ณิชาอุทานอย่างใระคนไม่พอใจ
‘ก็บอกแล้วว่าข้า้าพลังงาน เ้านั่นแหละชักช้าเอง’ นิชาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
‘แค่นี้ยังไม่พอให้ข้าฟื้นพลังได้เต็มที่ด้วยซ้ำ รีบๆ ไปหามาเพิ่มซะ!’
ณิชาได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับความเอาแต่ใจของตัวตนในกระจก นางเลื่อนดูรายการอื่นในกำไลต่อไป พบ ลูกแก้วิญญาอสูรระดับ 2 ดาว ที่จับมาได้ทั้งหมด 15 ลูก หมายความว่านางพลาดไปถึง 5 ครั้งในการจับิญญา ...ซึ่ง 'นิชา' ก็ปัดไปว่าเป็เพราะคุณภาพของลูกแก้วว่างเปล่า ไม่ใช่เื่ที่นางต้องใส่ใจนัก
สุดท้าย นางตรวจสอบ คะแนนสะสม ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นตัวเลข 100 คะแนน พอดีเป๊ะ! 80 คะแนนมาจากกำไลของพวกนักบุญฝึกหัดที่นางเก็บมา (ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับฝึกหัด) และอีก 20 คะแนนจากภารกิจสไลม์วารีที่นางจัดการไประหว่างฝึกซ้อม
รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เริ่มดูมอมแมมของณิชา อย่างน้อยความพยายามตลอดหนึ่งสัปดาห์ก็ไม่ได้สูญเปล่า นางมีคะแนนพอที่จะซื้อลูกแก้วว่างเปล่าดีๆ หรืออาจจะแลกของจำเป็อื่นๆ ได้แล้ว
'บางที... อาจจะถึงเวลากลับวิหารฯ แล้วกระมัง' นางมองสภาพเนื้อตัวที่เปรอะเปื้อนและเหนื่อยล้าของตนเอง