พระตำหนักฮองเฮา พระราชวังต้าหลี่
ฮองเฮานั่งบนแท่นที่บรรทมร่ำไห้ไม่หยุด พลางต่อว่าพระสวามี “ฝ่าาท่านยอมให้อี้อันไปชายแดนได้อย่างไร นางยังเด็กมากนะเพคะเพิ่งจะ 7 ปีพวกนั้นเป็โจรป่าที่โหดร้ายนะเพคะ” ฮองเฮายังสะอื้นไห้อยู่
“เ้าอย่าร้อนใจไปมากเลย อี้อันฝึกวิชายุทธ์กับพี่ๆ มาหลายปี ซือซือ ก็ไปด้วย” ฮ่องแต้ต้วนปลอบประโลมฮองเฮา
“ความรู้วิชายุทธ์แค่แมวสามขาของอี้อัน โอย..หม่อมฉันไม่อาจวางใจ ถอนรับสั่งเถิดเพคะ”
“จะกลัวไปใยเล่า เราให้อี้จินไปดูแลน้องด้วย” ฮองเฮาที่กำลังเช็ดน้ำตาอยู่ป้อยๆ ครั้นได้ยินเช่นนั้น หยุดร่ำไห้ฉับพลันตาลุกวาว หันขวับไปที่พระสวามีทันที “ว่าอย่างไรน๊ะ” น้ำเสียงสูงปรี๊ดระดับสามของฮองเฮา“เ้าสามก้อไปด้วยหรือเพคะ” จากเดิมที่ฮองเฮาจะคลายวิตกอยู่แล้วเชียวเมื่อทราบว่าพระสวามีให้พระโอรสองค์เล็กไปด้วยอีกคน ฮองเฮายิ่งกำสรวลเพิ่มขึ้น
“ฝ่าาจะทำเช่นนี้กับหม่อมฉันไม่ได้นะ หม่อมฉันยอมให้อี้อันไปแล้ว เพราะเห็นว่าซือซือติดตามไปด้วยแล้วนี่พระองค์ยังให้อี้จินไปอีกคนที่นั่นมันชายแดนนะเพคะ พวกเขายังเด็กกันอยู่เลยนะเพคะ” เสียงฮองเฮาสูงขึ้นเรื่อยๆเป็ทวีคูณ เขย่าร่างพระสวามี แต่ฮ่องเต้ต้วนได้แต่ปลอบโยนให้ฮองเฮาลดอาการเสียพระทัยให้น้อยลง
พระราชวังต้าหลี่
สองคนพี่น้องที่ฮ่องเต้ต้าหลี่และฮองเฮากำลังเอ่ยถึงอยู่นี้ กำลังชนจอกสุราอย่างสบายอกสบายใจในห้องขององค์ชายรองอี้ฉือองค์ชายใหญ่อี้หลงนั่งอยู่ที่โต๊ะด้วย ใบหน้านิ่งสายตาจับจ้องไปที่แผนที่ ท่าทีครุ่นคิดอะไรบางอย่าง มือหนึ่งที่จับจอกสุราเคาะปากจอกเป็จังหวะอย่างใช้ความคิด ทางด้านองค์ชายรองอี้ฉือมองนิ่งที่แผนที่ผืนใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะ
สายตาองค์ชายอี้หลงจับอยู่ที่แผนที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ “พวกเ้าสองคนจะรีบดีใจไปก่อนทำไม เสด็จแม่ไม่อนุญาตให้เ้าทั้งสองคนไปสนามรบพร้อมกันง่ายๆดอก” จากนั้นกล่าวต่อ“เ้ารู้สึกไหมว่า วิธีการซุ่มโจมตีของพวกโจรป่ามันผิดปกติ”
“ใช่พี่ใหญ่ พวกโจรล่อให้ทหารไล่ล่าขึ้นไปบนเขาแล้วแยกสังหารทีละคนเหมือนกับถูกฝึกมาแบบกองทัพ” องค์ชายรองกล่าว
“แปลว่าเผ่าถูฟานให้ทหารมาปล้นสะดมราษฎรเราหรือ?” องค์ชายสามอี้จินเอ่ยขึ้น องค์ชายรองตอบ “อาจไม่ใช่ทั้งหมด แต่วิธีการรุก การถอย ทำอย่างมีระเบียบเหมือนถูกฝึกมาคงไม่ใช่กองทัพของเผ่าที่ลงมือปล้นชิงทรัพย์ แต่ผู้นำกลุ่มโจรกลุ่มนี้อาจเป็ทหารที่หนีทัพมาแล้วรวมตัวกันมากกว่า”
“กองโจรมีเพียงร้อยคนแต่สังหารทหารไปเกือบสามร้อยคนนี่ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ทัพด่านเมืองเทาปิงเป็ผู้ที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดีคงโดนตัดหัวไปแล้ว โทษฐานไร้ความสามารถ” องค์ชายอี้จินแสดงความเห็น
“โจรพวกนี้เข้ามาปล้นราษฎรแต่ละครั้งเพียง2-3 ครอบครัว ครั้นทหารเข้าปราบ พวกมันไม่ต่อสู้ ได้แต่หลบหนีล่อให้ทหารตามไปแล้วซุ่มโจมตีถ้าเราคิดจะรบกันซึ่งหน้า โจรูเาพวกนี้คงไม่ยอมออกมารบด้วยแน่นอนเราก็ใช้แผนล่อให้พวกมันเข้ามาให้เราเอง แล้วเข้าล้อมโจมตี”
“เราจะลองใช้แผนเรียกงูมารวมตัวกันดีไหม”องค์ชายอี้ฉือเอ่ยลอยๆ ออกไปอย่างขำขัน
องค์ชายอี้จินกล่าว“ทำไมหรือ พี่รองคิดจะส่งงูสาวไปล่อเหยื่อหรือ โจรพวกนี้ไม่สนสตรี มันสนเงินกับอาหารมากกว่านะ”
องค์ชายใหญ่อี้หลง พยักหน้าเห็นด้วยกับน้องคนเล็ก แย้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น
“อี้จินเ้าเป็พ่อค้านี่ลองนำคาราวานเกลือไปสักห้าคันรถข้ามไปค้าขายที่แคว้นถู่ฟานสักหน่อย .... ดีไหม?” องค์ชายอี้หลงกล่าวถ้อยคำเป็นัย องค์ชายสามอี้จินมองหน้าพี่ใหญ่นิ่งไปอึดใจ แล้วหรี่ตายิ้มน้อยๆ มิได้กล่าวคำอันใดเช่นกัน ยกจอกสุราขึ้นแตะจอกของพี่ชายคนโต แสดงว่าเห็นด้วยกับความคิดนี้
องค์ชายรองอี้ฉือ สนองรับความคิดนี้กล่าวว่า “จะให้โจรกลุ่มนี้ออกจากไม้ตายเดิมๆต้องทำให้พวกมันเห็นว่าข้างหน้ามันมีเงินมหาศาลรออยู่หลอกให้พวกโจรออกจากที่ซ่อนบุกเข้ามากันให้ครบ แล้วนำทหารเข้าล้อมไว้ ส่วนจุดที่กองคาราวานพ่อค้าจะถูกโจมตีคือที่นี่ ... กลางลานโล่ง” องค์ชายอี้ฉือ ชี้ยังตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่แล้วกล่าวต่อ
“มันคือนอกด่านต้าหลี่ เป็เส้นทางหลักก่อนจะข้ามหุบเขาเข้าเขตแคว้นถู่ฟาน”
พระตำหนักฮองเฮาม่านลี่
องค์ชายอี้จินเดินไปยังตำหนักพระมารดา ร่างสูงก้าวพลิ้วไปอย่างสบายอารมณ์ นางกำนัลาุโคนสนิทของฮองเฮาม่านลี่นางหนึ่งกำลังเดินผ่านมาแม้วัยจะ 40 ปีแล้วแต่นางยังคงถวายการรับใช้ฮองเฮาอย่างใกล้ชิด ฉับพลันนางถูกปิดปากดึงแขนลากเข้าไปในที่ลับตานางดิ้นขัดขืนขลุกขลัก ครั้นสายตาไปกระทบสายตาองค์ชายสามอี้จินเข้านางจึงหยุดนิ่ง องค์ชายอี้จินจึงเอามือออกจากปากนางแล้วเปลี่ยนมาเป็โอบไหล่นางอย่างคุ้นเคย “ท่านป้าสี่..” องค์ชายอี้จินยิ้มหวานประจบประแจง “ข้ามีเื่อยากให้ท่านช่วยนิดหน่อย”
น้ำเสียงขององค์ชายอี้จินช่างรื่นหูยิ่งนักนางมองแขนองค์ชายสามที่โอบไหล่นางอยู่ หรี่ตามองราวจับผิด “ไปทำเื่ให้ฮองเฮากริ้วมาอีกหรือเพคะ” นางเอียงคอถาม
องค์ชายอี้จินไม่ตอบแต่ยิ้มกว้างใส่นางแทน “ถ้าค่ำนี้เสด็จแม่ถามถึงอี้อันท่านช่วยบอกว่านางไม่ค่อยสบาย อาหญิงซือซือให้กินยาเข้านอนไปแล้ว ถ้าเสด็จแม่จะไปเยี่ยมนางช่วยขวางให้หน่อยนะ ส่วนข้าไปตรวจบัญชีที่ร้านค้ากลับเข้าวังดึกหน่อย ... แต่...เอ๊ะ ไม่ดีกว่า ... บอกว่าข้ากลับเช้าไปเลย”
“จะพาน้องหนีเที่ยวอีกหรือเพคะ”นางกำนัลาุโมองอย่างรู้ทัน องค์ชายอี้จินไม่ตอบแต่หอมแก้มนางไปฟอดใหญ่ “ข้าติดสินบนท่านป้าสี่แล้วนะ”ว่าแล้วองค์ชายรูปงามส่งยิ้มหวานให้ก่อนเดินจากไป
...โถ พ่อคู๊ณทูลหัว ของป้าสี่ ... นางกำนัลาุโยืนลูบแก้ม ยิ้มปริ่มใจ สายตาทอดมององค์ชายรูปงามไม่วาง ส่วนกายแทบจะละลายไหลตามองค์ชายรูปงามออกไปด้วย
หน้าประตูเมืองนครต้าหลี่
สองวันต่อมากองทหารหนึ่งพันนาย พร้อมเกวียนบรรทุกเสบียง นำขบวนโดยองค์ชายใหญ่อี้หลงแต่งกายรัดกุมสวมเสื้อเกราะทับ้า เขาบังคับม้านำหน้ากองทัพขบวนเริ่มออกเดินทางจากประตูเมือง ้าประตูเมืองฮ่องเต้ต้วนแห่งต้าหลี่พร้อมด้วยฮองเฮา ประทับอยู่้าประตูเมือง ฮองเฮายืนซับน้ำตาอีกแล้ว ส่ายพระพักตร์ดูเศร้าโศกายิ่งนัก พระโอรสองค์โตเพิ่งจะ 20 ชันษานำทัพไปปราบโจรป่า พระนางนึกสงสารพระโอรสยิ่งนัก..โถ อี้หลงลูกแม่ เ้าจะกินจะอยู่กันลำบากเพียงใดหนอ
แต่แล้วมีสิ่งหนึ่งสะดุดสายพระเนตรอันแหลมคมของพระนางจนได้ “เอ๊ะฝ่าาทำไมมีแค่อี้หลงคนเดียวเพคะ....” ยังไม่ทันถามจะถามพระสวามีต่อก็ถูกพระสวามีจับมือห้ามไว้ “ช่างเถิด เด็กสองคนเขาเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว เขาไม่อยากไปลำบากน่ะ”
“เช่นนั้นหรือเพคะ”ฮองเฮามองพระสวามีอย่างเคลือบแคลงเพราะสองวันมานี้ไม่เห็นหน้าลูกชายกับหลานสาวตัวน้อยเลย แต่ไม่รู้จะซักถามอะไรต่อ หันกลับไปมองขบวนทัพทหารหนึ่งพันนายที่พระโอรสองค์โตนำห่างออกไปจนสุดสายตา
เมืองเทาปิง ชายแดนแคว้นต้าหลี่
กองคาราวานค้าเกลือจากเมืองหลวงต้าหลี่พ่อค้าเกลือเป็หนุ่มน้อยหน้าใส รูปงามสะโอดสะองแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพงสมฐานะลูกคนมีเงินท่าทางคงเป็ตัวแทนของตระกูลออกมาค้าเกลือเป็แน่แท้เขากำลังนั่งจิบชาพร้อมกับน้องสาวหน้าตาขี้ริ้วนางหนึ่ง แต่น้องสาวผู้นั้นแต่งกายดูมีฐานะเช่นเดียวกันท่านอาหญิง แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีเช่นกัน นางนั่งชิดกับเด็กหญิงผู้นั้น
ภายในโรงเตี๊ยมในเมืองเทาปิงมีลูกค้านั่งเต็มทุกโต๊ะ บางโต๊ะจิบสุราสนทนากันเสียงดังอึกทึกมีลูกค้าหลายโต๊ะที่ลอบชำเลืองมองมายังโต๊ะพ่อค้าหนุ่มแล้วซุบซิบ บุ้ยใบ้ให้กัน
“พวกเ้าเห็นเด็กหนุ่มโต๊ะนั้นไหมเห็นว่าเป็พ่อค้านำเกลือมา 10 คันรถ จะข้ามด่านชายแดนไปค้าขายที่แคว้นถู่ฟานช่างใจกล้าจริงๆ เห็นว่าจ้างทาสไปแค่ 20 คนเป็พ่อค้าที่ขี้เหนียวจริงๆ” คนซุบซิบนินทาก็พูดไป หลายโต๊ะใกล้เคียง หันไปมองพ่อค้าหนุ่มตามเสียงซุบซิบนั้น ดูว่าพ่อค้าหนุ่มทำเป็ไม่ใส่ใจเสียงนินทาดื่มสุราอย่างสำราญใจ
พี่ชายหน้าตาดีคีบอาหารวางบนชามน้องสาว“เอ้า เ้าลูกเต่าขายาว นี่เรียกว่า “หลู่ซ่าน” ทำจากนมวัวนำมาทอดร้อนๆ เ้าลองชิมดู ....."หลู่ซ่าน” แผ่นของมันทำจากนมวัวนวดจนใสผิวเรียบ ม้วนเป็หลอดกลมๆ วิธีทำกินมีหลายรูปแบบ ั้แ่กินสดทั้งแผ่นหรือนำไปย่างหรือจะทอดบนกระทะก็ได้ ส่วนชิ้นนี้เป็หลู่ซ่านทอดบนกระทะ”
“เ้าค่ะท่านพี่” น้องสาวผู้ขี้ริ้ว คีบ หลู่ซานเข้าปากเคี้ยวอย่างอารมณ์ดี ใช่แล้วแม่หนูน้อยมีใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีเสมอนั่นแหละพี่ชายมองดูแล้วลูบศีรษะเบาๆ อย่างเอ็นดูนัก
ที่หน้าประประตูโรงเตี๊ยมชายวัยกลางคนร่างเตี้ยท้วม ใบหน้ากลมอวบอิ่ม ผม คิ้ว หนวดเครามีสีขาวแซมเล็กน้อยการแต่งกายดูว่ามีฐานะ เขาเดินเข้ามาพร้อมกับชายรับใช้หนึ่งคน พอเห็นคุณชายรูปงามท่ามกลางลูกค้าอื่นๆในโรงเตี๊ยม พลันใบหน้านิ่งเฉยนั้น ยิ้มแย้มราวประจบประแจง ปรี่เข้ามาทำความเคารพพ่อค้าหนุ่มในทันที
“นายท่านข้าน้อยมาช้าไปหน่อย ขออภัย ขออภัย”ผู้ที่นั่งโต๊ะทั้งหมดลุกขึ้นทำความเคารพผู้มาใหม่ในฐานะผู้าุโกว่าแต่ชายร่างอวบผู้นั้นรีบเข้ามาแตะประคองมือพ่อค้าหนุ่มทันทีกระซิบพอได้ยินกันสองคนว่า “โธ่ ..ท่านจะให้ข้าน้อยอายุสั้นหรือไร!” พ่อค้าหนุ่มมีใบหน้ายิ้มแย้ม “เชิญนายท่านกู้นั่งพักเหนื่อยดื่มชาก่อน ผู้น้อยต่างหากที่ต้องขออภัยมารบกวนท่าน”
“ยินดียินดี ขอรับนายท่าน” จากนั้นทั้งสองเจรจาการค้าเสียงดังรื่นเริง จนคนซุบซิบนินทาต้องหยุดฟัง หวังจะได้ความแล้วกลับไปซุบซิบต่อ “ขอบคุณนายท่านกู้ที่ส่งลูกน้องมาช่วยคุ้มกันสินค้าให้ข้าท่านค้าขายมาั้แ่รุ่นพ่อข้า จนวันนี้ท่านยังมาช่วยข้าอีก นายท่านกู้ช่างมีน้ำใจยิ่งนัก เอ้า..นี่เป็เงินมัดจำล่วงหน้าหนึ่งร้อยตำลึงหลังจากส่งสินค้าของข้าไปแคว้นถู่ฟาน กลับมาแล้วจะมอบเงินให้อีกสองร้อยตำลึง” กล่าวพร้อมกับไถถุงผ้าสีแดงหนาหนักไปทางคู่เจรจา นายท่านกู้คว้าถุงเงินแล้วรีบยัดเข้าในอกเสื้อทันทีดั่งเกรงว่าคู่ค้าจะเปลี่ยนใจแล้วเรียกเงินคืนกลับไปกระนั้น
“โอ้!ใครว่าพ่อค้าหนุ่มคนนี้ขี้เหนียว เขาจ้างทาสยี่สิบคนตั้งสามร้อยตำลึง ใจป้ำดีแท้”โต๊ะข้างๆ ยังนินทาต่อไปอีกไม่เลิกรา ยิ่งเรียกความสนใจของลูกค้าโต๊ะข้างเคียงที่กำลังนั่งกินอาหาร ให้หันไปมองดูสองคู่ค้านั้น
“ท่านนำคนมาแล้วใช่หรือไม่?” พ่อค้าหนุ่มหน้าใสถามขึ้น
“ขอรับนายท่าน”ชายร่างเตี้ยท้วมนามว่านายท่านกู้ทำความเคารพลูกค้าอย่างนอบน้อมสุดๆ แสดงว่าค่าจ้างที่ได้รับต้องงามแน่ๆ
“ดีเลยท่านส่งไปคุ้มกันสินค้าของข้าตอนนี้เลย ข้าตั้งไว้ข้างคอกม้าของโรงเตี๊ยมนี้เองต้นยามชื่อ (9 โมงเช้า) ข้าจะออกเดินทางทันที ข้าล่าช้าไปมากแล้ว มัวไปเสียเวลาร่ำลาแม่นางน้อยๆของข้าเสียหลายวัน นี่ถ้าท่านพ่อรู้เข้าต้องด่าจนข้าหูชาเป็แน่แท้ ท่านอย่าได้ไปบอกกับท่านพ่อข้าเชียว” นายท่านกู้รีบโบกมืออย่างนอบน้อม
“โถ..นายท่าน ข้ามิกล้าไปบอกบิดาท่านอย่างแน่นอน จริงๆ ข้าสัญญา เช่นนั้นข้าขอตัวลาไปก่อน ข้าจะรีบนำคนไปเฝ้าสินค้าของท่านเดี๋ยวนี้เลย” ว่าแล้วนายท่านกู้ลุกขึ้นทำความเคารพอย่างนอบน้อมแล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปการเจรจาการค้านี้จบลงอย่างรวดเร็ว
“นอบน้อมเสียขนาดนี้ข้าว่าพ่อค้าทาสคนนี้คงได้เงินคุ้มค่าแน่ๆ” โต๊ะเดิมยังขยี้ต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ส่วนพ่อค้าหนุ่มยิ้มแย้มนั่งกินอาหารดื่มสุราต่อไปอย่างสำราญใจ การเจรจาการค้าสำเร็จลงอย่างง่ายดายเหลือเพียงรอเวลาอันสมควรค่อยออกเดินทาง หลายโต๊ะมีลูกค้าลุกออกไป แต่ลูกค้ารายใหม่ก็เข้ามานั่งแทนที่
โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีลูกค้าเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เมืองชายแดนแห่งนี้แท้จริงแล้วไม่ได้เงียบเหงา ถึงแม้หนึ่งเดือนมานี้นอกด่านมีการปล้นฆ่าชิงทรัพย์หลายครั้งแต่คนในกำแพงเมืองเทาปิงยังคงทำการค้าขายกันอย่างคึกคัก
บนถนนข้างโรงเตี๊ยมขบวนสินค้าประกอบด้วยเกวียนบรรทุกเกลือ 10 คันเทียมด้วยม้าคันละหนึ่งตัวมีทาสเดินคู่เกวียนไปคันละ 2 คน มีรถม้าขนาดใหญ่ ด้านนอกมีคนนั่งบังคับม้าภายในรถมีพ่อค้าหนุ่มน้อยนั่งตัวตรงกอดอกอยู่ตรงกลาง ใบหน้าสงบนิ่ง แววตานิ่งแต่เริ่มฉายแววดุดัน ด้านซ้ายมือน้องสาวกำลังนั่งแทะเมล็ดพืชอย่างมีความสุขนางช่างไม่สนโลกเลยจริงๆ ด้านขวา อาหญิงนั่งหลับตานิ่งๆขบวนสินค้าเดินทางออกจากด่านเมืองเทาปิงมาประมาณ 1 ชั่วยามก็มาถึงทุ่งโล่ง หากแต่สังเกตดีๆล้วนรายล้อมด้วยเทือกเขาสูงต่ำราวกับลานโล่งแห่งนี้เป็หุบเขา หากมุ่งหน้าไปตามทางเส้นนี้ก็จะข้ามเทือกเขาเข้าสู่แคว้นถู่ฟาน “นายท่านขอรับ เทือกเขาข้ามไปแคว้นถู่ฟานอยู่ไม่ไกลแล้วขอรับ”คนบังคับม้ากล่าว
“ดีหยุดพักครึ่งชั่วยาม แล้วเดินทางต่อ”
ขบวนสินค้าหยุดตามคำสั่งของพ่อค้าหนุ่ม ทันทีที่ขบวนสินค้าหยุดนิ่ง ฉับพลันมีเสียงโห่ร้องคำรามกึกก้องทั่วทุกทิศดังขึ้น เสียงร้อง “ฆ่ามัน” เซ็งแซ่จนน่าขนลุก วินาทีนั้นมีบุรุษรูปร่างกำยำสูงใหญ่ราวหนึ่งร้อยคนวิ่งถือดาบกรูเข้ามาล้อมคาราวานสินค้า บุรุษเ่าั้ใบหน้าเกือบทุกคนมีรอยแผลเป็มากบ้างน้อยบ้าง ไม่ตัดหนวดเครา ผมกระเซิงเสื้อผ้าเก่าขาด แววตาดุร้าย โลภกระหายทรัพย์สินตรงข้างหน้า พวกมันเปล่งเสียงร้อง “ฆ่ามัน” ตลอดเวลา ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักพวกมันคือโจรูเาที่ทางการหมายหัวไว้ โจรร่างสูงใหญ่คนหนึ่งสวมสร้อยหินขนาดเท่าไข่นกกระทาหลายเส้น ถือดาบวิ่งนำหน้ากลุ่มโจร คาดว่าชายผู้นี้คงเป็หัวหน้ากลุ่มโจร
แต่ก่อนที่โจรูเาจะเข้ามาถึงกองคาราวาน ทาส 20 คนที่ท่านกู้ส่งมารับจ้างพลันดึงดาบออกจากลังบรรทุกสินค้า “ไม่ใช่เกลือ แต่เป็อาวุธ” พลันพ่อค้าหนุ่มน้อยพุ่งกายออกจากรถเทียมม้าอย่างรวดเร็วกระบี่ชี้ไปด้านหน้าเข้าจู่โจมโจรที่วิ่งเข้า แล้วสองฝ่ายเข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด่ชุลมุนต่อสู้กันนั้น โจรนายหนึ่งสะดุดตากับคู่ต่อสู้ของตนเหมือนจะนึกอะไรออก “เอ๊ะ เ้าคนขี้นินทาในโรงเตี๊ยมใช่มั๊ย” อีกฝ่ายแสยะยิ้มเหี้ยม “ใช่..ข้าเอง ข้าทำให้เ้าตามมาปล้นข้าถึงที่นี่งัย”
โจรูเามันจึงรู้ว่าถูกหลอกให้มาติดกับดักทั้งที่พวกมันเคยเป็ฝ่ายลวงให้ทหารหลงขึ้นเขาแล้วฆ่าทิ้งทีละคนครั้งนี้พวกมันกลับถูกหลอกเสียเอง นึกเช่นนั้นให้แค้นใจยิ่งนัก โถมฟันแทงคู่ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง
โจรร่างสูงใหญ่คนหนึ่งถือดาบขนาดใหญ่ฟาดเข้าไปที่รถเทียมม้าจนแตกะเิออกเป็เสี่ยงๆแต่ก่อนที่รถทั้งคันะเิ แม่นมเฉินดึงร่างองค์หญิงน้อยโดดลอยออกไปเสียก่อนเสียงะเิทำให้องค์ชายอี้จินเหลียวไปทางรถม้า “อี้อัน”ครั้นพอให้ว่านางปลอดภัยจึงหันไปสู้กับโจรต่อโจรมีนับร้อยคนกระจายรุมคู่ต่อสู้ โจรคนวิ่งพุ่งเข้ามาหาสตรีกับเด็กน้อยตั้งใจฆ่าให้ตายแม่นมเฉินใช้กระบี่ฟาดฟันศัตรูอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทุกการตวัดกระบี่ถูกจุดสำคัญมันล้มลงตายสนิท การต่อสู้ติดพันทำให้แม่นมเฉินห่างออกจากองค์หญิงน้อยไป 6 ก้าว ่จังหวะหนึ่งโจรรายหนึ่งใช้ดาบหมายฟันคอองค์หญิงอี้อันแต่นางใช้ดาบไม้ประจำตัวสะบัดดาบโจรผู้นั้นออกไปพ้นตัวได้แต่เวลาเดียวกันนั้นโจรอีกคนเข้าจู่โจมฟันทางด้านหลังแม่นมเฉินตวัดอาวุธลับประจำตัวเข้าคอหอยจนมันกระเด็นออกไป แล้วพุ่งเข้าโอบองค์หญิงน้อยโดดออกจากกลุ่มที่กำลังรุมล้อมองค์หญิงพร้อมกับตวัดกระบี่เข้าคอหอยโจรไปได้อีกสองราย ไม่พลาดสักราย
“รักแม่นมจัง”องค์หญิงน้อยกอดเอวอ้อนแม่นมเฉิน
พลันก็มีเสียงโห่ร้องดังอึกทึกยิ่งกว่ากลุ่มโจรูเาอีก ทุกคนหยุดการต่อสู้ไปชั่วขณะฟังเสียงทันใดนั้น องค์ชายใหญ่ต้วนอี้หลงพุ่งทะยานออกจากพุ่มไม้ ร้องะโ “บุก” ตามด้วยแม่ทัพด่านเมืองเทาปิง นายท่านกู้และทหารนับพันนายล้วนออกมาจากพุ่มไม้ทุกทิศทุกทางกรูกันเข้ามาใจกลางสนามรบย่อมๆแน่นอนว่า ในคราแรกคาราวานพ่อค้าเป็รองโจรูเา 5 เท่าแต่ทหารกองทัพที่โถมมาในยามนี้มีมากกว่า 10 เท่า
โจรูเาล้วนรู้ชะตากรรมตนเองแล้วจะสู้ก็ตาย ไม่สู้ก้อตาย สุดท้ายพวกโจรตัดสินใจสู้ตายเพียงครู่เดียวทหารหนึ่งพันนายและทาสยี่สิบคนหรือก็คือทหารที่มีฝีมือในค่ายทหารด่านเมืองเทาปิงที่นายท่านกู้นำมา ต่างยืนท่ามกลางซากศพโจรูเา มีทหารบางนายเท่านั้นที่าเ็เล็กน้อย
เหตุการณ์สงบลงแล้วองค์ชายใหญ่อี้หลง ชุดเกราะของเขาเปรอะเปื้อนเืแดงฉาน พร้อมกับองค์ชายอี้จิน ต่างเดินตรงเข้ามาทางองค์หญิงอี้อันและแม่นมเฉิน องค์ชายอี้หลงคิ้วขมวดเล็กน้อย “อี้อันเ้าไม่าเ็ใช่ไหม?พี่เห็นเ้าเกือบถูกดาบฟันด้านหลังแล้วเช่นนั้นกลับไปครานี้เ้าต้องเร่งฝึกวรยุทธ์เพิ่มขึ้นอีกวันละ 3 ชั่วยาม” องค์หญิงอี้อันพยักหน้ารับคำสั่งยิ้มกว้างให้พี่ชาย ... เ้าช่างว่านอนสอนง่ายราวกับตุ๊กตาผ้าเสียจริงๆ
แม่นมเฉินมองดูองค์หญิงน้อยพลางนึกในใจว่า หากไม่เพราะนางเห็นโจรผู้นั้นลอบเข้าจู่โจมและนางใช้อาวุธลับเข้าปลิดชีพมัน องค์หญิงน้อยคงอาจาเ็สาหัสเป็แน่ จากนั้นไปคงต้องให้องค์หญิงฝึกวิชาตัวเบาและอาวุธลับด้วยแล้ว เพราะสุขภาพขององค์หญิงน้อยไม่สู้แข็งแรงหากมีการต่อสู้ที่ยืดเยื้อติดพันนางคงต้านศัตรูไม่ไหวแน่ ต้องให้องค์หญิงน้อยฝึกใช้อาวุธลับมาช่วยจึงจะสามารถพลิกแพลงสถานการณ์ได้
ภายหลังจัดการนำทหารหนึ่งพันนายจากเมืองหลวงเข้าผลัดเปลี่ยนนายทหารในค่ายที่พ้นประจำการ อีกทั้งภารกิจกำจัดโจรูเานอกด่านชายแดนสำเร็จลงแล้วราษฎรที่อยู่นอกด่านไม่ต้องหวาดระแวงภัยอีก จึงได้เวลาที่ทั้งหมดเดินทางกลับเมืองหลวงต้าหลี่
สามวันถัดมาขบวนกองทัพออกนำทหารหนึ่งพันนายที่ปลดประจำการเดินทางกลับเมืองหลวง ขบวนทหารหนึ่งพันนาย นำโดยธงต้าหลี่ ผู้นำขบวนคือ องค์ชายใหญ่อี้หลง ตามด้วยองค์ชายสามอี้จิน องค์หญิงอี้อันและแม่นมเฉิน ทั้งหมดมุ่งหน้ากลับนครต้าหลี่