ตอนที่ 8
วันเปิดรับสมัครศิษย์ วังยุทธ์เมฆคราม
ในห้องรับรองตระกูลหลี่ อู๋เจี๋ยและหลี่หานซาน กำลังพูดคุยกันถึงเื่ราวอันสำคัญ โดยที่หาได้ทราบกันเลยว่า หานเฟิงยังคงแอบฟังอยู่ไม่ไกล
“ คำทำนาย!! ” หานซานทวนคำอย่างแปลกใจ
“ เป็คำทำนาย ที่ทราบกันแต่ในกลุ่มผู้นำสำนักตระกูล ในนครหลวง ทั้งคำทำนายนี้ องค์จักรพรรดิเป็ผู้บอกกล่าวต่อพวกมันเอง ซึ่งตัวข้าในตอนนั้น ได้มีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็ทหารอารักษ์ จึงได้รับทราบเื่ราวเ่าั้มา”
“ ท่าน เอาเื่สำคัญเช่นนี้ มาบอกกล่าวต่อข้า คงไม่ดีกระมัง”
อู๋เจี๋ยส่ายศีรษะเพียงกล่าวว่า “ ไม่ช้าก็เร็ว เื่นี้ ต้องถูกรับรู้ไปโดยทั่วกันอยู่แล้ว สู้ข้า บอกให้เ้าได้เตรียมการไว้แต่เนิ่นๆเสียจะดีกว่า”
“ แล้ว คำทำนายที่ว่าเป็เื่อันใด?”
อู๋เจี๋ยทำสีหน้าเคร่งเครียดอีกคราก่อนกล่าวขึ้น “ หายนะวันสิ้นโลก”
ฉับพลันนั้น หานซานก็รู้สึกว่าแผ่นหลังของตนกลับกลายเป็เย็นเหยียบ หากยังคงข่มความแตกตื่นกล่าวถามกลับไป “ ในนครหลวง กลับมีผู้พยากรณ์ ที่สามารถกล่าวโน้มน้าวพระทัยขององค์จักพรรดิ์ได้เช่นนั้น?”
อู๋เจี๋ยส่ายศีรษะอีกครา ก่อนกล่าวกลับไปว่า “ เป็สี่แดนผู้พิทักษ์”
สิ้นคำ กลับทำให้หานซานรู้สึกว่า ทั้งตัวเย็นเหยียบราวกับติดอยู่ในหล่มน้ำแข็ง แดนผู้พิทักษ์ คำนี้สำหรับตนก็คือตัวตนที่ประหนึ่งตำนาน ทั้งยังเป็ตำนานมีชีวิต ที่ตนเองทั้งครั่นคร้าม และเคารพเทิดทูน
“ ล แล้ว คำทำนายที่ว่า บ บอกไว้เช่นไร?” หานซานหลุดการควบคุม เพราะเื่ราวที่ได้รับรู้ น่าหวาดหวั่นจนเกินไป
“ องค์จักพรรดิเพียงกล่าวว่า บางสิ่งจากเบื้องนอก” อู๋เจี๋ยแหงนหน้ามองเพดาลห้อง หากแท้จริง สายตานั้นกลับ้าที่จะมองไปบนฟากฟ้า “ จะเยื้องกรายลงมา สร้างเป็มหันตภัยและบังเกิดเป็หายนะภัยไปทุกหย่อมหญ้า โลกหล้าจะถึงกาลอวสาน”
“ บ เบื้องนอก!!!” หานซานทวนคำอย่างตระหนก ไหนเลยที่ท่านจะเข้าใจได้ถึงบางสิ่งที่อยู่นอกดาวดวงนี้ ซึ่งไม่เพียงแค่ท่าน หากกลับเป็เกือบทุกผู้คนบนดาวดวงนี้ นั่นเพราะ ระดับพลังสูงสุดที่ผู้คนบนดาวดวงนี้สามารถแตะััถึงคือขอบเขตดาราจักร ขอบเขตสุดท้ายของระดับมนุษย์ หากพวกมันสามารถก้าวผ่านระดับมนุษย์ เข้าสู่ระดับ์ เชกเช่นหานเฟิงในชีวิตที่แล้ว พวกมันก็จะสามารถใช้พลังของตัวเองเบิกเป็เส้นทางที่จะออกจากดาวดวงนี้ได้
“ ข้าเองก็ไม่ทราบ องค์จักรพรรดิท่าน ก็มิได้อธิบายไว้”
“ ม แม้จะกล่าวว่าคำทำนายนี้มาจากสี่แดนผู้พิทักษ์ ต แต่จะมีความน่าเชื่อถือได้เท่าใด?”
“ หากดูจากท่าทีขององค์จักพรรดิ ก็สมควรที่คำทำนายนี้จะเป็จริงแล้ว”
“ เช่นนั้น คำทำนายได้ระบุไว้หรือไม่ ว่าเป็เมื่อใด?”
อู๋เจี๋ยสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า “ ภายในสิบปีนี้”
“ หายนะวันสิ้นโลก แล้วไฉนวังยุทธ์จึงต้องเปิดรับศิษย์? ทั้งยังรับเพียงศิษย์อายุไม่เกินยี่สิบปี แท้จริงแล้วมีความเกี่ยวพันกันอย่างไร?”
เป็คำถามที่ต่อให้หานเฟิขบคิดอย่างไรก็ตีไม่แตก ยามนี้มันกลับมานอนอยู่บนเตียงของมันแล้ว ทั้งในห้วงความคิดของมันกำลังสับสนยิ่ง มันได้ยินได้ฟัง เื่คำทำนายที่ว่านั่นอย่างชัดแจ้ง ทั้งยังทราบอีกด้วยว่า คำทำนายประดานี้ หาได้มาจากสี่แดนผู้พิทักษ์เอง หากแต่เป็วังัแห่งน่านน้ำมหาสมุทรตะวันออก
เป็คำทำนายของ ธิดาั หลงเสวี่ยเอ๋อร์
ใช่ นางเองก็เรียวว่าเสวี่ยเอ๋อร์ กล่าวกันว่า นางนั้นมีหน้าตาหมดจดงดงามยิ่ง หากชายหนุ่มในชีวิตที่แล้วกลับไม่มีโอกาสได้พบพาน หลงเสวี่ยเอ๋อร์ผู้นี้อายุเท่าไร ชายหนุ่มเองก็ไม่ทราบ หากที่ทราบในภายหลังคือนางถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับดวงจิตเทวะพิสุทธิ์ในตำนาน ดวงจิตที่ทำให้นางสามารถหยั่งรู้ชะตากรรมของสรรพสิ่ง และทุกคราที่นางทำนายทายทัก ล้วนไม่มีสิ่งใดไม่เกิดขึ้นจริง
ซึ่งคำทำนายในครั้งนี้ ก็สมควรเป็เช่นเดียวกัน
แต่ที่ชายหนุ่มไม่เข้าใจ คือเหตุใด จึงมีเื่ราวเช่นนี้เกิดขึ้น ทั้งที่ในชีวิตที่แล้ว ก็ไม่เคยพบพานเื่ราวประดานี้มาก่อน อีกทั้งมันยังเชื่อว่า ลำพังเพียงแค่ตัวมันที่ย้อนคืนกลับมา ยังไม่อาจสร้างผลกระทบได้มากมายมหาสารเช่นนี้ แต่มันก็สุดแท้ที่จะหาเหตุผลใดมาอธิบายต่อตัวเอง
ชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงเื่ราวต่างๆที่เปลี่ยนไป นับเฉพาะตั่งแต่ที่ตัวมันหวนคืนกลับมาในค่ำวันนั้น เริ่มั้แ่เื่ที่ตระกูลเฉินขอเปลี่ยนตัวคู่หมั้น เื่นั้นย่อมเกี่ยวข้องกับเฉินซือหยางเป็เหตุ และการที่เฉินซือหยางจากนครหลวงมาปรากฏในเมืองเล็กๆเช่นนี้ ย่อมต้องเป็คำสั่งของตระกูล เช่นนั้นต้องเป็เหตุจากคำทำนาย ซึ่งเฉินซือหยางผู้นี้ อาจเพียงมาเพื่อที่จะสั่งการให้ตระกูลเฉินกักตุนโอสถสมุนไพรและส่งไปที่นครหลวง หลักจากเื่การเปลี่ยนแปลงของตระกูลเฉิน ยังมี การเปิดรับสมัครศิษย์ของวังยุทธ์ ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนมีต้นเหตุมาจากคำทำนาย ทว่า สิ่งที่มันไม่อาจยอมรับได้ คือการมาของเฉินซือหยาง ทำให้ตัวมันและเสวี่ยเอ๋อร์ ไม่อาจลงเอยกัน มันโกรธเคืองยิ่ง ความโกรธเคืองในครานี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ หนึ่งก็คือเฉินซือหยางที่่ชิงสตรีของมันไป และสอง ซึ่งก็คือผู้ที่ทำให้เื่ราวเกิดความวุ่นวายใหญ่โต เป็ธิดาั
“ ธิดาั วันหน้า ข้าจะไปทวงคืนหนี้ในครานี้จากเ้า”
หานเฟิงพยายามสะกดโทสะไม่ให้ปะทุออกมา ก่อนจะหันเหความสนใจไปที่คำทำนาย หายนะวันสิ้นโลก
“ หายนะวันสิ้นโลก”
ชายหนุ่มที่นอนเหม่อมองฝ้าเพดาน หากได้หาดูฝ้าเพดานจริงๆจังๆไม่ ในห้วงความคิดของมัน เพียงค้นลึกเข้าไปในห้วงความทรงจำในอดีต มันพยายามหาสิ่งที่เกี่ยวข้อง หากกลับไม่พบข้อเชื่อมโยงอันใด
“ บางสิ่งจากเบื้องนอก… นั่นทำให้ข้านึกไปถึงอสูรโลกา แต่เ้านั่น กว่าที่มันจะปรากฏตัวออกมา ก็ต้องเป็อีกสามหมื่นปีให้หลัง ทว่า คำทำนายกล่าวว่า เป็ภายในสิบปีนี้ เช่นนั้นที่มาอาจอาจเป็สิ่งอื่นแล้ว แต่จะเป็อะไร? คนจากแดนเทพ? ไม่น่าเป็ไปได้ ในชีวิตที่แล้วไม่เคยปรากฏผู้มาเยือนจากต่างดาว ในชีวิตนี้ก็สมควรจะเป็เช่นเดียวกัน หรือคำทำนายของธิดาัผิดพลาด หรือเป็ธิดาัคิดเล่นตลกบางประการ” มันส่ายศีรษะไล่ความสับสน “ จะด้วยเหตุใดก็ช่าง ในเมื่อคำทำนายออกมาแล้ว และการที่สี่แดนผู้พิทักษ์เป็ผู้นำสารด้วยตัวเอง เหล่าราชวงศ์ผู้ปกครองอาณาจักรย่อมไม่เกิดข้อกังขา เื่ราวของคำทำนายสมควรกระจายไปทั่วทั้งทวีปในไม่ช้า แต่ข้าก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะส่งผลกระทบไปในทิศทางใด”
“ หากคำทำนายที่วาเป็เพียงการเล่นตลกของธิดาัก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้าเป็จริง ตัวข้าในตอนนั้น จะสามารถก้าวหน้าไปได้ไกลที่สุดเท่าใด? และข้าจะมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงวิกฤตแห่งคำทำนายได้หรือไม่?”
หานเฟิงส่ายศีรษะเบาๆ “ อย่าได้กล่าวเช่นนั้นแล้ว ตัวข้าในวันนี้หาใช่เทพา ข้า มิอาจแบกรับความรับผิดชอบอันใด”
หานเฟิงถอนหายใจ แล้วจึงหลับตานอนอย่างสงบ เื่ราวที่มันได้รับรู้ในวันนี้ ทำให้มันเข้าใจได้ถึงต้นสายปลายเหตุของเหตุการการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ถึงอย่างนั้น มันกลับไม่ยินดีแม้แต่น้อย การที่ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเช่นนี้ อนาคต ก็ย่อมต้องเปลี่ยน ดังนั้น มันไม่อาจจะมองเห็นได้อย่างชัดแจ้งแล้ว ว่าอนาคตในภายหน้าจะเป็ไปในทิศทางใด และที่สำคัญ ตัวมัน จะยังสามารถหวนกลับขึ้นเป็ตัวตนอันสูงส่งอีกครั้งได้หรือไม่ นี่ก็กลายเป็คำถามที่มันเองก็เริ่มที่จะหวั่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว
วันต่อมา ที่เรือนรับรองของตระกูลหวัง หานเฟิงนั่งอยู่ในฐานะผู้เยือน ตรงข้ามมีหวังซูเหยาในชุดลำลองที่ดูราวกับบุรุษ นางนั่งเคียงคู่อยู่กับชายกลางคนร่างท้วมผู้หนึ่ง เป็ผู้นำตระกูลหวัง หวังจินเต๋อ
“ นี่คือ?” หวังจินเต๋อกล่าวขึ้น หลังจากที่มันรับซองกระดาษจากหานเฟิง
“ เป็จดหมายแนะนำ จากสหายของบิดาข้า”
“ แล้ว..?”
“ มัน สามารถทำให้คนผู้หนึ่ง เข้าเป็ศิษย์วังยุทธ์เมฆครามได้โดยไม่ต้องร่วมการทดสอบ”
ได้ยินคำกล่าวของหานเฟิง ก็พลันให้คนทั้งสองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ
“ เ้า คงไม่ได้ล้อข้าเล่นหรอกกระมัง?” หวังจินเต๋อมองหานเฟิงอย่างแคลงใจ
“ แล้วใยข้าต้องหลอกลวงท่าน”
“ เ้าคิดเท่าไร?”
“ ข้ามิได้นำมาขาย”
“ แล้วเ้าเอามาให้ข้าดูทำไม?”
“ มอบให้ท่าน”
“ มอบให้ข้า แล้วเ้าจะได้สิ่งใด?” หากยังมิทันที่หานเฟิงจะได้กล่าวตอบคำ หวังจินเต๋อก็พลันโพลงขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด “ อย่าได้คิดหวัง ว่าข้าจะยกบุตรสาวของข้าให้กับเ้า เพราะเื่เพียงเท่านี้”
หานเฟิงรีบโบกมือเป็พัลวัน “ ข้าย่อมไม่สนใจในตัวแม่นางหวัง....” หากกล่าวได้เพียงเท่านั้น โต๊ะเบื้องหน้าก็พลันแหลกสลายกลายเป็ฝุ่นธุลีไปต่อหน้าต่อตา ทั้งยังมิทันที่มันจะได้สติ ก็พลันมีเสียงคำรามกร้าว ที่มาพร้อมกับความรู้สึกว่าร่างของตนถูกกระชากให้ลอยขึ้นไป
“ เ้าหาว่าข้าน่าเกลียด?”
หานเฟิง ถูกหวังซูเหยาใช้เพียงมือเดียวคว้าคอเสื้อยกลอยขึ้นมา แยกเขี้ยวยิงฟัน จ้องหน้าแบบตาต่อตาที่ห่างออกไปเพียงคืบเดียว มันรีบโบกมือเป็พัลวันทั้งยังกล่าวแย้งไปว่า “ มิใช่”
“ มิใช่อันใด?” หญิงสาวยังคงคำรามกร้าว ทว่า ใบหน้าของพวกมันสองห่างกันเพียงคืบ จึงทำให้ชายหนุ่มสูดได้กลิ่นลมหายใจอันหอมกรุ่น ของแม่สาวเ้าที่ดุดันราวกับพยัคฆ์ผู้นี้
“ จ เ้ามิได้น่าเกลียด ท ทั้งน่ามองยิ่ง” หานเฟิงย่อมมิได้หวาดกลัวจริง หากเพียงแสร้งทำไปตามสถานการณ์
“ ฮึ” หวังซูเหยาพ่นลมหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะปล่อยคลายคอเสื้อของชายหนุ่มที่ดูคล้ายว่าจะแข่งขาอ่อน ให้กลับไปนั่งหลังพิงพนักเก้าอี้ตามเดิม ส่วนตัวนาง ก็กระแทกก้นกลับลงไปนั่งข้างบิดาอย่างไม่พอใจ ทั้งยังยกแขนขึ้นกอดอก วาดขาขึ้นไขว่ห้าง นั่งวางกล้ามมองชายหนุ่มอย่างเขื่องโของอาจ หากโชคดียิ่ง ที่นางสวมใส่ชุดลำลองเยี่ยงบุรุษ จึงเป็กางเกงขายาวมิใช่กระโปรง มิเช่นนั้นแล้ว ภาพฉากการวาดขาของนาง คงได้เรียกเอาภาพของต้นขาขาวๆ ให้ชายหนุ่มได้รู้สึกถึงเืลมที่สูบฉีดพลุ่งพล่านขึ้นมาบ้างแล้ว
หานเฟิง ที่กลับมานั่งได้ก็แสร้งเป็กระแอมไอสองสามที แล้วมองหวาดๆไปทางหวังซูเหยาที่ยังคงจับจ้องมองมาที่มันอย่างขุ่นข้อง หากในใจของชายหนุ่มกลับขบคิดไปแล้วว่า แม่พยัคฆ์สาวผู้นี้ใช่กำลังอยู่ใน่มีระดูหรือไม่?
“ จ้องข้ายังกับจะกินเืกินเนื้อ ข้าไปทำอันใดให้เ้าโกรธเคืองอีกไม่ทราบ?”
“ เ้ายังคงผิดคำพูด”
“ ข้าผิดคำพูดอันใด?”
“ เ้าบอกว่า จะปะลองฝีมือกับข้า”
คำพูดของหวังซูเหยา พลันให้ชายหนุ่มหวนนึกถึงวันที่มันได้พบกับนางในงานบ้านตระกูลเฉิน หากตอนนั้น มันเพียงแค่ตอบรับนางไปส่งๆ หาได้จริงจังอันใด
“ ก ก็ข้ายังไม่พร้อมนิ”
“ แล้วเป็เมื่อใด?”
“ ไว้หลังจากเสร็จสิ้นการรับศิษย์ของวังยุทธ์ ได้หรือไม่”
“ ก็ได้” แม่พยัคฆ์สาวแผดเสียงตอบรับ หากเช่นนั้นยังคงดูคล้ายว่านางมิพอใจ
เมื่อหวังจินเต๋อเห็นว่า บุตรสาวกับหานเฟิงคุยกันจนเข้าใจแล้ว ก็ค่อยเปิดปากกล่าวถามขึ้นต่อ “ แล้วตกลง เ้านำจดหมายแนะนำฉบับนี้ มาให้ข้าทำไม?”
“ ข้าเพียง้ามอบมันต่อท่าน” หานเฟิงกล่าวกระแทกเสียง ทั้งสายตายังมองหวังจินเต๋อผู้นี้อย่างขุ่นเคือง เป็เพราะเมื่อครู่ ที่หวังซูเหยาจะทุบตีมัน แต่หวังจินเต๋อผู้นี้กลับนั่งเฉย มองดูราวกับไม่มีเหตุอันใดเกิดขึ้น
“ ให้ข้า? แล้วเ้าจะได้สิ่งใด?” หวังจินเต๋อกล่าวขึ้นอย่างสงบ มันทำเป็ไม่สนใจต่อความขุ่นข้องของหานเฟิง
“ ข้าย่อมทราบ ว่าท่านจะเอาไปใช้เช่นไร ซึ่งนั่น จึงเป็ความ้าที่แท้จริงของข้าเช่นกัน”
ได้ยินคำของหานเฟิง ก็พลันให้หวังจินเต๋อหัวเราะร่าออกมาอย่างสมใจ
“ ฮาๆๆๆ บุตรชายข้าจึงมีสหายอันประเสริฐ”
ตกเย็น หน้าประตูใหญ่คฤหาสน์ตระกูลหลี่
“ หานเฟิง ไอ้เพื่อนบัดโซบบบบ...” เป็เสียงโหยหวนของหวังเจิ้งหู่ มันมาร่ำร้องด่าทอหานเฟิงอยู่ที่หน้าประตูคฤหาสน์ ทว่า มันก็ทำได้เพียงแค่ร่ำร้องด่าทอ หากไม่อาจผ่านประตูเข้ามาลากตัวหานเฟิงออกไปทุบตีให้หนำใจ เป็เพราะ หน้าประตูมีต้าหู่ กับเสี่ยวหู่ที่ยืนปิดทางขวางมันไว้ มันจึงได้แต่ร่ำร้องด่าทอ จนฝูงชนที่เดินผ่านมาผ่านไป ได้แต่มองมันราวกับคนบ้าเสียสติที่น่าสมเพชเวทนาผู้หนึ่ง
“ ออกมาให้ข้าทุบตีเ้าเสียดีๆ”
“ บัดซบนัก มีของดีแต่เ้าดันไม่คิดจะใช้ กลับเอาไปให้บิดาข้า แล้วใครเล่าซวย ก็ข้าอย่างไรเล่าซวย จำต้องเข้าร่วมวังยุทธ์สารเลวนั่น”
“ หานเฟิง ไอ้เพื่อนบัดซบ เ้าทำชีวิตอันอิสระเสรีของข้าป่นปี้หมดแล้ว”
“ ออกมาให้ข้าทุบตีเสียให้หายแค้นเลย ไอ้เพื่อนบัดซบ”
หานเฟิงที่นอนเอกเขนกอยู่ในห้อง ย่อมต้องได้ยินเสียงผสานลมปราณที่ดังกังวานอยู่หน้าประตูใหญ่ หากแต่มันก็หาได้สนใจใส่ใจ มันรู้ว่าการกระทำของมันครั้งนี้ อาจทำให้สหายสนิทที่มีเพียงหนึ่งเดียวของมันผู้นี้โกรธเกลียด จนไม่อาจคบหามันเป็สหายอีก แต่จะอย่างไร มันก็ยังคงคิดว่ามันทำถูกแล้ว เพราะในเมื่ออนาคตไม่อาจเป็เหมือนเดิม เช่นนั้นมันก็ไม่จำเป็ต้องปล่อยให้สหายผู้นี้ต้องตกตายอย่างน่าอนาถ ดังนั้นมันจึงตัดสินใจ ว่าจะพาตัวเ้าสหายผู้นี้ เข้าไปเรียนด้วยกันในวังยุทธ์เสียเลย
“ ร่ำร้องเข้าไป เป็ข้าช่วยชีวิตเ้าไว้ ก็ยังไม่หัดรู้จักสำนึกบุญคุณ” หานเฟิงกล่าวขึ้นลอยๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างขบขัน
และแล้วก็มาถึงวันที่ทุกคนต่างรอคอย วันเปิดรับสมัครศิษย์ของวังยุทธ์เมฆคราม
ไกลห่างออกไปทางตะวันออกของเมืองเมฆาคล้อย เป็ที่ตั้งของเทือกเขาเมฆอรุณ ตีนเขาเมฆอรุณที่เป็ลานหินโล่งกว้าง หากบัดนี้กลับปรากฏฝูงชนชุมนุมอยู่รวมกันนับได้กว่าครึ่งหมื่น ฝูงชน ที่ซึ่งส่วนใหญ่ต่างก็อยู่ใน่อายุวัยสิบสี่ ถึงยี่สิบ ทั้งต่างก็มีระดับพลังฝีมือไม่ต่ำกว่าขอบเขตปราณพื้นฐานด้วยกันทั้งสิ้น ย่อมแน่นอนว่า การที่เหล่าหนุ่มสาวมากมายมารวมตัวกันเช่นนี้ ย่อมเป็เพราะ การรับสมัครศิษย์ของวังยุทธ์เมฆคราม และ ตีนเขาเมฆอรุณแห่งนี้ ก็คือสถานที่นัดรวมตัวด่านแรกของผู้เข้าสมัคร
“ สายป่านนี้แล้ว แต่ยังไม่เห็นใครลงมาจากบนเขาเลยสักคน” ผู้กล่าวเป็หวังซูเหยาในชุดยาวสีฟ้าอ่อน ด้านข้างยืนไว้ด้วยหานเฟิงในชุดยาวสีดำ ทั้งสอง ต่างก็แหงนคอมองไปยังบันใดหินที่ทอดหายขึ้นไปบนสันเขา หานเฟิงนั้นยืนอยู่ตรงนี้มานานแล้ว หากเป็หวังซูเหยาที่ไม่ทราบว่าค้นหามันพบได้เช่นไรจากทะเลคนมากมายเช่นนี้
“ อย่าได้ใจร้อนนัก เท่าที่ดู ยังมีคนบ้านไกลทยอยมาเพิ่มอีกมากนัก”
“ เขตสิบสองเราครอบคลุมไปกี่เมือง?”
“ มีทั้งสิ้นสิบสองเมือง ส่วนหมู่บ้านเล็กๆนั้น มากมายยิ่ง”
“ กลับไม่คิดว่าขยะเช่นเ้า จะรู้จักศึกษาหาความรู้เป็กับเขาด้วย” ผู้กล่าวกลับเป็เฉินฟ่าน มันอยู่ในชุดยาวสีเหลือง เป็มันพึ่งเดินเบียดฝ่าฝูงชนเข้ามา
หานเฟิงได้ยินคำ ก็หันไปจับจ้องเฉินฟ่านเขม็ง กระทั่งว่าลึกๆข้างในแววตายังบังเกิดเป็สำนึกการฆ่าฟันขึ้นมาอย่างเลือนลาง ย่อมแน่นอนว่าที่มันมีโทสะ หาใช่คำกล่าวเมื่อครู่ แต่ป็นเื่ที่เฉินฟ่านผู้นี้พยายามจะข่มเหงเสวี่ยเอ๋อร์
“ เ้าสมควรสงบปากสงบคำให้มากกว่านี้นะ เฉินฟ่าน” ผู้กล่าวเป็หวังซูเหยา
“ ทำไม? ข้าพูดอันใดผิด?”
“ ย่อมต้องผิด เพราะครั้งก่อนเป็เ้าพ่ายต่อมันอย่างหมดรูป”
“ นั่นเพราะข้าลดขอบเขตพลังของข้าลง หากให้สู้กันด้วยขอบเขตพลังที่แท้จริง มีรึที่มันจะมีชัย”
“ กลับพึ่งรู้ว่าเ้าชอบการรังแกคนที่อ่อนแอกว่า”
“ เหอะ นั่นกลับเป็ความคิดที่โง่เขลาเบาปัญญา เช่นสตรีเ้า”
“ อย่าให้มันมากนักเฉินฟ่าน” หวังซูเหยาคำรามกร้าว จนฝูงชนต่างพากันหันมอง
“ เหอะ” เฉินฟ่านแค่นเสียงคราหนึ่งพร้อมยกยิ้มอย่างไม่ถือสาเอาความ “ เช่นนั้นข้าขอถามเ้า ในชีวิตจริง หากเ้าต้องตัดสินเป็ตายกับใครสักคน เ้าจะเลือกที่จะลดระดับความสามารถของตัวเองลง สู้กับคนที่เ้า้าจะสับสังหารด้วยหรือไม่? ย่อมต้องไม่ ดังนั้นจึงไม่มีคำกล่าวที่ว่า ผู้เข้มแข็งรังแกผู้อ่อนแอ หากมีเพียง ผู้เข้มแข็งจึงมีสิทธิ์ขีดเขียนโชคชะตา”
“ ข้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของเฉินฟ่าน” ผู้กล่าวกลับเป็ชายหนุ่มผู้มาใหม่ ชายหนุ่มที่ดูอายุวัยคล้ายเพียงสิบแปด มันอยู่ในชุดยาวสีเขียวอ่อน ใบหน้าประดับไว้ด้วยรอยยิ้มน้อยๆตลอดเวลา
“ ลู่เฉิน” หวังซูเหยากล่าวเสียงเข้ม
“ แหมๆๆ พวกเ้าสามตระกูลใหญ่แอบมารวมตัวกันอยู่ตรงนี้ไม่เรียกหาข้าได้อย่างไร” ย่อมแน่นอนว่าลู่เฉินผู้นี้ ก็เป็ทายาทจากตระกูลลู่ อีกหนึ่งตระกูลผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองเมฆาคล้อย กระทั่งว่าลู่เฉินผู้นี้ ยังมีฐานะเป็ถึงนายน้อยของตระกูล
“ พวกเรามิได้อยู่ในเมืองเมฆาคล้อย จะยังมีตระกูลเล็ก ตระกูลใหญ่ อันใดไม่ทราบ?” หวังซูเหยากล่าวกระแทกเสียง คล้ายดั่งว่านางไม่ค่อยถูกชะตากับลู่เฉินผู้นี้ยิ่ง
“ เฮอะ สตรีที่แข็งกร้าว ไม่มีความเป็กุลสตรี”
“ ไม่เป็กุลสตรี แล้วมันหนักส่วนไหนของเ้าไม่ทราบ?” หวังซูเหยาคำรามกร้าวพร้อมถลกแขนเสื้อขึ้นมา คล้ายกับว่านาง้าจะต่อยตีกับชายหนุ่มตรงหน้านี้ให้ได้สักครา
“ ดูๆๆ ดูเ้าสิ ดุยังกับแม่เสือเช่นนี้ ใครเขาอยากจะแต่งกับเ้ากัน”
“ บิดาข้ายังไม่เปิดปากตกลง เ้าอย่าได้คิดฝันให้มันไกลนัก” ที่แท้ลู่เฉินผู้นี้ก็เป็หนึ่งในบรรดาบุรุษทั้งหลาย ที่พากันมาสู่ขอแม่นางหวังผู้นี้ไปตบแต่งเป็ภรรยา หากจะติดก็ตรงที่ผู้นำตระกูลหวังไม่ตอบตกลง
“ แล้วใครว่าข้าอยากจะแต่งกับเ้าไม่ทราบ ทั้งหมดล้วนเป็บิดามารดาข้าคิดกันเอาเองทั้งสิ้น”
แล้วภาพฉากต่อมา ก็เป็เื่ราวของการทุ่มเถียงกันระหว่างคนสองคน ซึ่งหานเฟิงเองก็คร้านที่จะสนใจ จึงได้แต่ทอดสายตามองไปตามแนวเทือกเขาเมฆอรุณที่วางตัวยาวสลับสับซ้อน คล้ายดั่งพยัคฆ์หมอบัซุ้ม พอเห็นแล้วก็ชวนให้หวนนึกไปถึงเื่ราวในครั้งนั้นขึ้นมา ตัวมันในตอนนั้นที่อายุมากกว่านี้ถึงสิบปี แต่กว่าที่มันจะได้เข้าเป็ศิษย์ของวังยุทธ์เมฆครามเขตสิบสองนี้ กลับมิง่ายดายเอาเสียเลย บททดสอบในครั้งนั้นเป็การวิ่งแข่งขึ้นูเา ซึ่งตัวมันที่ระดับพลังอ่อนด้อย หากยังโชคดีติดอันดับร้อยคน จนได้เข้าเป็ศิษย์ ซึ่งครานี้มันเองก็ไม่ทราบ ว่าการทดสอบจะยังคงเป็เช่นเดียวกับในครั้งนั้นอยู่หรือไม่ ซึ่งถ้าใช้ ตัวมันเองก็มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะต้องติดอันดับร้อยคนอย่างแน่นอน
เพียงไม่นานก็เริ่มบังเกิดเป็เสียงฮือฮาขึ้นมาในกลุ่มคน
“ นั่น!!! ลงมากันแล้ว”
เมื่อทอดสายตามองตามนิ้วมากมายที่พากันชี้ไป ก็เห็นว่า บนบันไดหินที่ทอดตัวสูงขึ้นไปบนสันเขา มองเห็นเป็เงาดำเล็กๆที่กำลังไต่ทะยานลงมาด้วยความเร็วอันน่าตระหนก ทั้งเงาดำก็ไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่ง หากมีด้วยกันกว่าสิบ
เพียงไม่กี่อึดใจ เงาดำทั้งกว่าสิบก็โถมทะยานลงมาถึงเบื้องล่าง ทั้งยังพกพาเอาสภาวะคุกคามจนกลุ่มคนพากันถอยร่นไม่เป็กระบวน กระทั่งที่เท้ากว่าสิบคู่ััถึงลานหิน พวกมันต่างก็ยืนเรียงตัวกันเป็แถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง มีสิบคนอยู่ในชุดยาวสีขาวปักลายริ้วเมฆสีน้ำเงิน เป็เครื่องแบบอย่างเป็ทางการของศิษย์วังยุทธ์เมฆคราม และอีกสองคนที่เป็ชายวัยกลางคน ทั้งสองต่างอยู่ในชุดยาวสีน้ำเงินปักลายริ้วเมฆสีขาว เป็อาจารย์สอนของวังยุทธ์เมฆคราม
“ นั่นพี่!!” เสียงกล่าวอย่างตื่นเต้นดังขึ้นจากสตรีทางด้านข้าง เมื่อหานเฟิงหันมองตามสายตาของหวังซูเหยา จึงพบเห็นเป็ชายหนุ่มอายุวัยประมาณยี่สิบต้นๆ รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ยืนอย่างสงบในแถวของกลุ่มศิษย์วังยุทธ์เมฆคราม ซึ่งชายหนุ่มผู้นี้ก็มิใช่ใครอื่น หากเป็นายน้อยตระกูลหวัง หวังมู่ ที่ได้เข้าเป็ศิษย์ของวังยุทธ์เมฆครามจากการเปิดรับสมัครในครั้งที่แล้ว ซึ่งก็คือเมื่อห้าปีก่อน
จากความทรงจำของหานเฟิง เป็ในชีวิตที่แล้ว ตัวมันไม่ค่อยจะลงรอยกับหวังมู่ผู้นี้สักเท่าไรนัก หลักๆเลยคือเื่การตายของหวังเจิ้งหู่ ซึ่งหวังมู่ผู้นี้คาดโทษมายังตัวมัน ที่เป็สหายเพียงหนึ่งเดียวของหวังเจิ้งหู่ในครั้งนั้น ทว่า เหตุการณ์เช่นในครั้งนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก หวังเจิ้งหู่ถูกชายหนุ่มลากเข้ามาเป็ศิษย์วังยุทธ์ได้สำเร็จแล้ว และตัวมันในชีวิตนี้ ก็ไม่จำต้องเป็ปฏิปักษ์กับหวังมู่เชกเช่นชีวิตที่แล้วอีก ซึ่งมันก็เพียงหวังว่า วันหน้าจะสามารถคบหาหวังมู่ผู้นี้เป็สหาย เพราะหวังมู่ผู้นี้ก็หาใช่ตัวตนอันเลวร้าย กระทั่งยังเป็คนที่รักพี่รักน้อง รักพวกพ้องยิ่ง
กระทั่งที่เสียงฮือฮาเอ็ดตะโรของกลุ่มคนดังขึ้นอีกคำรบ จึงทำให้หานเฟิงหลุดออกจากภวังค์
“ น นั่น!!! บนนั้น”
“ ล ลอยได้!!!”
“ ป ปราณนภา!!!”
มีนิ้วมากมายถูกชี้ขึ้นไปที่กลางเวหา เมื่อชายหนุ่มหันมองตาม จึงเห็นเป็ชายกลางคนผู้หนึ่งที่ลอยตัวอย่างสงบ ชุดยาวสีน้ำเงินปักลายริ้วเมฆของมันสะบัดพริ้วไปตามกระแสลม เช่นเดียวกับเส้นผมดำยาวจรดกลางแผ่นหลัง สีหน้าไร้อารมณ์ แววตาคมกล้าทอดมองกลุ่มคนเบื้องล่างอย่างสงบ
เป็อู๋เจี๋ย