บทที่ 25 เ้าจะมีปัญหาหรือไม่?
คนของตระกูลเหลียงมาถึงในยามซื่อ*[1] เหลียงเจี้ยนอันถูกพ่อบ้านจ้าวเชิญไปยังห้องโถงใหญ่ของเรือนหน้า ส่วนแม่เฒ่าเหลียงและฮูหยินรองเหลียง ถูกแม่นมาุโเชิญไปยังเรือนซื่ออานของถังซูอี๋
เซียวอวี้เฉินไม่ได้รอเหลียงเจี้ยนอันอยู่ในห้องโถงใหญ่ ทว่ากลับมานั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องหนังสือ กระทั่งพ่อบ้านจ้าวมารายงานว่าเหลียงเจี้ยนอันมาถึงแล้ว เขาจึงลุกขึ้นเดินไปยังห้องโถงใหญ่
บัดนี้เขาเข้าใจได้อย่างถ่องแท้แล้วว่า เหตุใดเมื่อคราวก่อนถังซูอี๋จึงไม่รอพบเซวียจี๋อยู่ในห้องโถง ทว่ากลับรอจนกระทั่งเซวียจี๋อยู่ในห้องหนังสือจกระทั่งเขามาถึง
เช่นในยามนี้ หากเขารอเหลียงเจี้ยนอันอยู่ในห้องโถง ก็เหมือนกับว่าเขาให้ความสำคัญกับการพบปะในครั้งนี้มากเป็พิเศษ อาจทำให้เขาตกอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าโดยไม่รู้ตัว
ทว่าเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้เหลียงเจี้ยนอันรอนาน ถึงอย่างไรเขาก็มีพระสนมเหลียงคอยหนุนหลังอยู่ การตบหน้าเขาครั้งนี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ไม่ควรกระทำซ้ำอีก นี่คือสิ่งที่เขาคิดไว้เมื่อคืน
วันนี้เขาเลือกเสื้อคลุมแขนยาวสีน้ำเงินเข้มลายเส้นเรียบ ดูเป็ผู้ใหญ่และน่าเชื่อถือมากขึ้น
เดินออกจากห้องหนังสือเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงห้องโถงใหญ่แล้ว เซียวอวี้เฉินก้าวเข้าไป เหลียงเจี้ยนอันนั่งจิบชาโดยไม่ขยับเขยื้อน ในสายตาของเขา เซียวอวี้เฉินเป็เพียงเด็กหนุ่มที่ยังไม่รู้จักโต การที่เขายอมมาด้วยตนเองในวันนี้ ก็ถือว่าให้เกียรติเซียวอวี้เฉินมากพอแล้ว
ทว่าเซียวอวี้เฉินไม่คิดว่าเหลียงเจี้ยนอันจะไร้มารยาทได้ถึงเพียงนี้โดยมารยาทแล้ว เมื่อมีแขกมาเยี่ยมถึงเรือน แขกควรจะลุกขึ้นยืน จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ค้อมตัวคำนับกัน ทว่ายามนี้เหลียงเจี้ยนอันกลับไม่ไหวติง นี่คือการดูถูกเขาชัดๆ!
เดิมทีเซียวอวี้เฉินยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ทว่ายามนี้ความโกรธได้กลืนกินความประหม่าไปหมดสิ้น ดังนั้นสีหน้าของเขาจึงดูไม่ดีนัก
เซียวอวี้เฉินเดินไปนั่งที่ตำแหน่งหลัก นึกถึงท่าทีที่มารดาเคยสั่งสอนเขา เซียวอวี้เฉินยืดหลังตรง พลางมองเหลียงเจี้ยนอันแล้วกล่าวขึ้น “คุณชายรองเหลียง วันนี้ท่านมาถึงจวนของข้า มีเหตุอันใดหรือ?”
ในเมื่อเหลียงเจี้ยนอันไม่ยอมคำนับเขา เขาเองก็จะไม่รีบร้อนคำนับเหลียงเจี้ยนอันเช่นกัน เมื่อพิจารณาจากฐานะแล้ว เหลียงเจี้ยน อันเป็เพียงน้องชายของพระสนมเหลียง ไม่มีตำแหน่งทางการใด ๆ ส่วนเขาเป็ถึงผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ของตระกูลโหว แม้จะไม่มีตำแหน่งทางการเช่นกัน ทว่าทั้งสองก็มีฐานะเท่าเทียมกัน
เหลียงเจี้ยนอันไม่คิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะไม่ยอมคำนับเขา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็าุโกว่าเซียวอวี้เฉินอยู่หลายปี เช่นนั้นเซียวอวี้เฉินควรคำนับเขา
หากเป็ในยามปกติ เขาคงจะโกรธไปแล้ว ตระกูลเหลียงของพวกเขามีพระสนมผู้เป็ที่โปรดปราน ทั่วทั้งเมืองหลวงเขาสามารถกระทำการใดก็ได้ตามใจชอบ ทว่าก่อนจะมาจวนโหวในวันนี้ องค์ชายรองได้กำชับเขาหลายครั้งว่าอย่าก่อเื่ เพราะฮ่องเต้กำลังจับตาดูการขอโทษของเขาอยู่
ไม่ว่าอย่างไรเหลียงเจี้ยนอันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทั้งที่โหวหย่งหนิงก็ได้ตายไปแล้ว ยามนี้เหลือเพียงหญิงม่ายและเด็กกำพร้า เหตุใดฮ่องเต้จึงปฏิบัติต่อพวกเขาได้ดีถึงเพียงดี?
เหลียงเจี้ยนอันกลั้นไฟโทสะไว้ในอก ก่อนจะกล่าวขึ้น “เื่มันเป็เช่นนี้ วันก่อนมีทาสในจวนของข้าหลบหนีไปอยู่ในเรือนของพวกเ้าที่ตรอกเหมยฮวา ตอนนั้นบ่าวไพร่หลายคนได้กระทำเื่เกินงาม บุกเข้าไปในเรือนของพวกเ้าทั้งที่ยังไม่ได้บอกกล่าว วันนี้ที่ข้ามาก็เพื่อจะบอกหลานชายว่า ทั้งหมดนี้เป็เพราะข้าดูแลบ่าวไพร่ไม่ดี เ้าอย่าได้ถือสาเอาความเลย”
เมื่อได้ฟังวาจาของเหลียงเจี้ยนอันที่กล่าวราวกับเป็ผู้ใหญ่ เซียวอวี้เฉินก็โกรธจนอยากจะด่าเขาเสียให้เต็ม เหลียงเจี้ยนอันผู้นี้กระทำทุกอย่างก็เพื่อจะล้มล้างตระกูลของเขา ทว่ากลับปัดความรับผิดชอบไปอย่างง่ายดาย เช่นนั้นเขาจะยอมได้อย่างไรกัน?
ทว่าเขากลับสะกดกลั้นความโกรธที่กำลังพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ให้สงบลงได้ในพริบตา บัดนี้เขาเป็ผู้ใหญ่แล้ว เป็บุตรชายคนโตของจวนโหว เป็เสาหลักของตระกูล เขาไม่อาจปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือการควบคุมได้
เซียวอวี้เฉินสูดหายใจลึก ๆ พลางยกถ้วยชาข้างมือขึ้นจิบเล็กน้อย บรรเทาอารมณ์โกรธของตนเอง จากนั้นจึงกล่าวขึ้น “บ่าวไพร่ในเรือนควรได้รับการสั่งสอนเป็อย่างดี มิเช่นนั้นผู้อื่นอาจจะกล่าวหาว่าพวกเขาอาศัยอำนาจของนายไปข่มเหงผู้อื่น”
เหลียงเจี้ยนอันได้ฟังดังนั้นก็หรี่ตามอง แม้ประโยคนี้จะกล่าวถึงบ่าวไพร่ในเรือน ทว่าเขาย่อมตระหนักได้ว่าเซียวอวี้เฉินกำลังกล่าวถึงเขา การที่เขาสามารถกระทำการใดในเมืองหลวงได้ตามใจชอบ ก็เพราะอาศัยอำนาจของพระสนมเหลียงผู้เป็พี่สาว สำหรับเด็กหนุ่มที่ยังไม่รู้จักโต ผู้ใดกันเล่าที่มอบความกล้าหาญในการกล่าวเช่นนี้ให้?
ขณะที่เหลียงเจี้ยนอันกำลังจะโกรธ เขาก็ได้ยินเซียวอวี้เฉินกล่าวขึ้นอีก “ท่านกับข้าไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คนรู้จัก คุณชายรองเหลียง ข้าไม่อาจรับคำเรียก ‘หลานชาย’ นี้ได้”
เหลียงเจี้ยนอันแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโกรธ เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างจองหองเสียจริง ทว่าเมื่อตระหนักได้ว่าฮ่องเต้ที่กำลังจับตามองอยู่ เขาจำต้องกลั้นไฟโทสะในอกลงอีกครั้ง “ได้ยินว่าูเาจำลองในเรือนที่ตรอกเหมยฮวาของเ้า เป็หินที่ส่งมาจากเขาผู่ถัว ทุกก้อนล้วนผ่านการปลุกเสกมาแล้วเช่นนั้นหรือ?
“เป็เช่นนั้น ท่านแม่ของข้านับถือพุทธ” เซียวอวี้เฉินตอบ
“ไยถึงเอาหินล้ำค่าเช่นนั้นไปไว้ที่เรือนด้านนอกเล่า?” เหลียงเจี้ยน อันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ นึกถึงเงินสามหมื่นตำลึงที่ต้องชดใช้ให้จวนโหวหย่งหนิงก็ปวดใจยิ่งนัก
ในยามนี้เซียวอวี้เฉินกลับรู้สึกผ่อนคลาย เริ่มกล่าวได้อย่างคล่องแคล่ว “ของในจวนตัวเอง ใคร่จะวางไว้ที่แห่งใดก็ย่อมได้”
เพียงอยากจะหลอกเอาเงินจากเ้า เ้าจะมีปัญหาหรือไม่?
เหลียงเจี้ยนอันรู้ตัวดีว่าวันนี้คงเอาชนะเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ จึงส่งเสียงฮึดฮัดออกมาแล้วไม่กล่าวสิ่งใดอีก เซียวอวี้เฉินเองก็ไม่อยากจะใส่ใจเขานัก จึงยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบอย่างเงียบ ๆ
พวกเขาต่างเ็าลงแล้ว ท่าเรือนซื่ออานกลับคึกคักยิ่งนัก
ฮูหยินรองเหลียงที่เ้าเนื้อขึ้นกำลังพูดคุยกับถังซูอี๋ด้วยสีหน้าที่ราวกับดูละครสนุก “ได้ยินว่าเมื่อคราวอยู่ชายแดน ท่านโหวของเ้ารับอนุภรรยาเข้ามาถึงสองคน บัดนี้พวกนางยังเชื่อฟังอยู่หรือไม่?”
ถังซูอี๋พิงเก้าอี้ด้วยรอยยิ้ม “เชื่อฟังดี ทุกวันนี้เพียงอ่านหนังสือและปักผ้าอยู่ในเรือน หากจะกล่าวก็กล่าวเถิด พวกนางช่างน่าเวทนานัก ติดตามท่านโหวมาทั้งชีวิต กลับให้กำเนิดบุตรชายไม่ได้สักคน ไม่เหมือนคนในเรือนหลังของเ้า ที่ยังพอจะมีบุตรชายให้พึ่งพิงได้”
ก่อนจะหัวเราะเยาะผู้อื่น อย่างน้อยก็น่าจะลองมองตนเองเสียก่อน เหลียงเจี้ยนอันมีบุตรธิดาที่เกิดจากนุภรรยาตั้งมากมาย บัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าผู้ใดควรจะเป็ฝ่ายหัวเราะเยาะกันแน่
ฮูหยินรองเหลียงขบฟันแน่น เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของนางนั้นไม่สู้ดีนัก
เห็นได้ชัดว่า ท่านแม่ของนายท่านโหวรอง มีสีหน้าไม่ดีขึ้นมา เห็นนางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วจึงกล่าวอีกว่า “ชีวิตของเ้าเองก็ขมขื่นเช่นกัน ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าท่านโหวของเ้าจะ…”
ฮูหยินรองเหลียงกล่าวพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับที่หางตา
ถังซูอี๋หัวเราะอย่างเ็าอยู่ในใจ ทว่าบนใบหน้ากลับดูสงบนิ่งราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “ท่านโหวของข้าเสียสละเพื่อแผ่นดิน ข้าภูมิใจในตัวท่านนัก และถึงแม้ท่านจะจากไป แต่ท่านได้ขอพระราชทานตำแหน่งให้ข้าในตอนท่านยังมีชีวิตอยู่ ที่สำคัญข้ายังมีลูกแท้ ๆ อยู่ข้าง กายถึสามคน มีทั้งบุตรและธิดา เพียงเท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว”
ฮูหยินรองเหลียงได้ฟังคำเสียดสีเหล่านี้ก็โกรธจนแทบจะรักษาสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่ ถังซูอี๋จี้ปมที่นางเ็ปที่สุด เหลียงเจี้ยนอันไม่มีตำแหน่งทางการใด ๆ นางจึงไม่อาจมีตำแหน่งได้เช่นกัน นอกจากนี้นางเพิ่งจะมีธิดาเพียงสองคนเท่านั้น ไม่มีบุตรชายแท้ ๆ มีเพียงบุตรชายที่เกิดจากอนุภรรยาหกเจ็ดคน
ฮูหยินรองเหลียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น และยังอยากจะโต้เถียงกับถังซูอี๋ต่อไป ทว่าจู่ ๆ แม่เฒ่าเหลียงก็จ้องมองมาที่นาง นางจึงทำได้เพียงกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น พยายามสะกดกลั้นไฟโทสะเอาไว้
“บ่าวไพร่ในจวนของข้ากระทำการเกินงาม ทำให้พวกเ้าลำบากไม่น้อย” แม่เฒ่าเหลียงยิ้ม “ได้ยินว่าข้าวของในเรือนหลังนั้นก็พังเสียหายไปมาก พวกเราควรจะชดใช้”
แม่เฒ่าเหลียงกล่าวพลางหยิบธนบัตรออกมาหลายใบ “ถือเป็ค่าชดเชยความเสียหาย หวังว่าฮูหยินจะรับไว้”
แม้แม่เฒ่าเหลียงจะาุโกว่าถังซูอี๋ และเป็ถึงมารดาของพระสนมเอก ทว่านางก็เป็เพียงขุนนางขั้นสี่ ในขณะที่ถังซูอี๋เป็ขุนนางขั้นหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็ขุนนางขั้นสูงสุด หากวันนี้ถังซูอี๋สั่งให้นางคุกเข่าคำนับ นางเองก็ไม่อาจโต้แย้งได้
แม่เฒ่าเหลียงเข้าใจได้ดีถึงเหตุผลที่องค์ชายรอง้าให้นางมาที่จวนโหวในวันนี้ มิเช่นนั้นด้วยนิสัยแข็งกร้าวของคุณชายรองเหลียงและฮูหยินรองเหลียง ไม่แน่ว่าจะก่อเื่อะไรขึ้นมา
[1] ยามซื่อ = เวลา 09:00 - 10:59 นาฬิกา