เฉินเสวี่ยซู 4
เมื่อแช่สมุนไพรครบเก้าครั้ง ฤทธิ์โอสถร้ายแรงก็ถูกถอนออกไปทีละนิดจนหมด คราวนี้ก็ถึงขั้นตอนรักษาอาการเจ็บช้ำของร่างกาย และรักษาจริงจังกับลำคอที่เป็นแผลฉกรรจ์ หากไม่รักษาให้ดี เกรงว่าเด็กสาวผู้นี้จะไม่สามารถเปล่งเสียงหรือวาจาได้อีกแล้วเมื่อเข้าวันที่ยี่สิบ การรักษาก็เสร็จสิ้นแล้ว แก่นกลางที่หลอมสร้างขึ้นมาก็มีขนาดพอดี กำลังวังชาของเด็กสาวก็ไม่ได้ถดถอยหรือต่างจากคนปกติมากนัก บางทีอาจจะแข็งแรงยิ่งกว่าผู้ชายวัยฉกรรจ์ตัวโตๆ เสียด้วยซ้ำ หากนางพอใจไม่เศร้าเสียใจกับระดับขั้นการฝึกตนและพลังยุทธ์มากเกินไปก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอีกถึงเวลาที่ต้องปลุกให้อีกฝ่ายคืนสติ เพื่อมาเสริมสร้างกำลังกายแล้ว อะไรก็ไม่ดีเท่าลุกขึ้นมากินข้าวและออกกำลังเอง ไม่มีพลังแล้วก็เหมือนร่างกายของคนทั่วไป ไม่กินอะไรเป็นเวลานานๆ ย่อมไม่ส่งผลดีเสวี่ยซูค่อยๆ ลืมตาขึ้น เปลือกตาขยับพยายามยกขึ้นหลายครั้ง ดวงตาต้องแสงที่ไม่ได้เจอมานานหลายวันจนรู้สึกแสบ นางหลับตาลง แล้วค่อยๆ กะพริบตาถี่ๆ จนกระทั่งปรับสายตาได้เสวี่ยซูมองเห็นภาพที่ไม่คุ้นเคยก็นึกสงสัย พยายามกวาดสายตาสังเกตรอบๆ เสียงทุ้มอ่อนโยนดังขึ้น “ไม่ต้องรีบร้อน”น้ำเสียงที่ได้ยินนั้นไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ในเวลาต่อมาความทรงจำก็ไหลกลับมา เสวี่ยซูร้อนใจ เกรงว่าตัวเองจะทำให้พี่ชายต้องเดือดร้อนเข้าเสียแล้ว ตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร แล้วเหลียงจือเล่า พี่ชายของนางเล่าหญิงสาวขยับปาก พยายามเปล่งเสียง ทว่ามีเพียงความเงียบและเสียงลมเท่านั้นที่ผ่านออกมา ความเจ็บแสบแล่นผ่านตามทางจนรู้สึกได้ เสวี่ยซูรู้สึกใจไม่ดี อยากจะยกมือจับลำคอของตนก็ยังทำไม่ได้ น้ำตาหนึ่งหยดไหลลงจากห่างตา“สงบใจไว้” เสียงเดิมดังขึ้นอีกหน พร้อมๆ กับใบหน้าเรียบนิ่งปรากฏในสายตา แม้จะเรียบนิ่งดูไร้อารมณ์แต่ใบหน้าขาวสะอาดกลับดูอบอุ่น เสวี่ยซูกะพริบตามองเหลียงกุ่ยหรานค่อยๆ ประคองร่างของเด็กสาวให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงหลังเอ่ยปลอบ สภาพลำคอยังย่ำแย่อยู่มาก ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอีกระยะเวลาหนึ่ง ตอนนี้ลำพังหายใจก็ยังรู้สึกเจ็บแสบ หากมาร้องไห้อีกย่อมย่ำแย่กว่าเดิม หากแย่มากเข้าก็อาจจะไม่สามารถเปล่งเสียงได้อีกต่อไปจริงๆเหลียงกุ่ยหรานเห็นสีหน้าที่สื่อถึงความสับสนและสงสัยชัดเจน จึงยอมเปิดปากพูดประโยคยาวๆ ที่ผิดวิสัยออกมาว่า “ข้าคืออาจารย์ของพี่ชายเจ้า เขานำเจ้ามา ขอร้องให้รักษาชีวิตเจ้าไว้ ตอนนี้เขายังมีเรื่องที่ต้องทำ เมื่อเสร็จธุระแล้วก็จะกลับมารับเจ้า ระหว่างนี้ก็อยู่รักษาตัวที่นี่ไปก่อนเถิด”เสวี่ยซูมองอีกฝ่ายอย่างฉงน อาจารย์ผู้นี้ยังดูหนุ่มมาก เขาคงจะมีระดับพลังแก่กล้าจึงสามารถคงรูปลักษณ์เช่นนี้เอาไว้ได้ ต้องมีพรสวรรค์มากแน่ รูปลักษณ์จะถูกหยุดไว้เมื่อบรรลุระดับพลังในขณะนั้น กล่าวคือหากบรรลุตอนอายุยี่สิบก็จะคงรูปลักษณ์ตอนอายุยี่สิบเอาไว้ บรรลุตอนอายุแปดสิบก็จะคงรูปลักษณ์เอาไว้ตอนแปดสิบ ไม่มีทางลดอายุร่างกายลงได้ แต่เคยได้ยินว่าทำได้หากมีของวิเศษหรือสมบัติล้ำค่า ส่วนมากเป็นการอำพรางเปลี่ยนรูปลักษณ์ แต่อาจารย์ผู้นี้ราวชายหนุ่มอายุสามสิบเสวี่ยซูไม่กล้าเสียมารยาทกับผู้เป็นอาจารย์ของพี่ชาย และเป็นผู้มีพระคุณของตนเอง นางก้มหัวลงเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่ออีกฝ่ายเหลียงกุ่ยหรานกล่าวว่า “ไม่ต้องมากพิธี”เสวี่ยซูใช้โอกาสนั้นหมุนคอมองไปรอบๆเป็นที่พักนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่ายแต่ดูแข็งแรง ด้านในไม่แคบไม่กว้าง มีเตียงเล็กที่นางนอนอยู่หนึ่งเตียง อีกด้านมีอ่างใบค่อนข้างใหญ่ตั้งอยู่ และมีโต๊ะเล็กๆ หนึ่งตัว ไม่มีอะไรอีก แต่ไม่ได้ดูขาดอะไร กลับดูอบอุ่นด้วยซ้ำเสวี่ยซูหันมองทางด้านซ้ายที่มีหน้าต่างเปิดอยู่ ภายนอกเหมือนป่าอยู่บนภูเขาหรือ? ดูแล้วช่างคล้ายหมู่บ้านยิ่งนัก เสวี่ยซูมองแล้วหวนคำนึงถึงวันวานเหลียงกุ่ยหรานหยิบโอสถเม็ดหนึ่งพร้อมถ้วยโอสถน้ำขึ้นมา ป้อนมันให้กับเด็กสาว เสวี่ยซูขมวดคิ้วกลืนอย่างยากลำบาก ขมลิ้นมาก ทั้งยังแสบร้อนลำคอตอนกลืน “นอนพักต่ออีกสักหน่อยก็คงจะพอขยับตัวได้ พรุ่งนี้ข้าจะนำเสื้อผ้ามาให้”เสวี่ยซูทำหน้างุนงง ไม่ได้สังเกตเลยว่านอกจากความไร้เรี่ยวแรงของตัวเองแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่ตนไม่สามารถขยับร่างกายหรือแขนขาได้นั้นเป็นเพราะร่างกายถูกห่อม้วนเอาไว้อย่างมิดชิดตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อเท้าเหลียงกุ่ยหรานช่วยประคองให้กลับลงนอนอย่างเดิม เหมือนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ กล่าวแนะนำตัวเองว่า “ข้าชื่อเหลียงกุ่ยหราน”ว่าแล้วก็หมุนตัวออกไปทันที เสวี่ยซูได้แต่มองแผ่นหลังนั้น พูดในใจว่า ‘ข้าชื่อเฉินเสวี่ยซูเจ้าค่ะ’หญิงสาวพูดในใจ แต่หมอเทวดากลับตอบกลับมาโดยที่ไม่ได้หยุดเดินว่า “ข้ารู้แล้ว”......................................................................................มีคำผิดตรงไหนช่วยบอกพรายด้วยน้า