เสียงนกร้องสดใสเพราะพริ้งเสนาะหูที่เขาอยู่กลับเป็นบ้านที่ปลูกอยู่บนป่าเขา อันเต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงามเขาเดินตรงออกไปผ่านห้องตึกราวๆ สองแถวค่อยบรรลุถึงลานว่างของบ้านที่ลานว่างตกแต่งด้วยสวนดอกไม้และต้นไม้นานาพันธุ์ ที่ลานว่างมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้หินสีน้ำเงิน หันหลังให้กับตนรอบตัวรายล้อมด้วยนกนับสิบยี่สิบตัวสีสันแตกต่างราวกับสายรุ้งพาดฟ้า
เสียงนกที่พริ้งพรายสดใสกลับดังจากที่นี่เองเขาพอก้าวมาถึงความจริงเงียบงันไร้เสียง แต่คล้ายถูกคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ได้ยิน คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กล่าวโดยไม่หันหลังดั่งมีดวงตางอกเงยที่หลังคอกล่าวว่า" เจ้าสบายดีหรือ? " เสียงพอดังหนึ่งประโยคเสียงนกร้องยี่สิบเสียงพลันดังตามติด สุ้มเสียงนั้นแกร่งกร้าวหนักทุ้มคล้ายเข้มแข็งทรงพลังเจี้ยนเว่ยผงกศีรษะกล่าวว่า" สบายดีท่านสบายดี? " กล่าวจบพลางสาวเท้าเข้าไปคนนั่งบนเก้าอี้หัวเราะฮาๆ คล้ายขบขันมันที่เอ่ยถาม
เจี้ยนเว่ยเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังกล่าวคำพร้อมคารวะคราหนึ่งค่อยกล่าวขอบคุณท่านคำหนึ่งอย่างสำนึกตื้นตัน คนที่นั่งบนเก้าอี้ดีดนิ้วดังเปี้ยะเก้าอี้พลันหมุนขวับหันกลับอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เองค่อยเห็นรูปร่างลักษณะหน้าตาของคนผู้นี้อย่างชัดเจน นี้เป็นเค้าหน้าที่องอาจเหี้ยมหาญผู้หนึ่ง ใบหน้าสะท้อนประกายดวงตาปรากฏแววโอ่อ่าผ่าเผยเยือกเย็นแข็งกร้าวออกมา
เห็นคนผู้นี้ยามหัวเราะปากกลับเปิดเพียงนิดเดียวจนแทบจะปิดปากหัวเราะแต่ถึงกระนั้นเสียงหัวเราะยังกังวานออกมาได้ ท่านมีใบหน้าที่เย็นชาผิวพรรณที่แข็งทื่อหยาบกระด้างคล้ายก้อนน้ำแข็ง ขนคิ้วที่หนาเข้มชี้เฉียงตรงใต้คางมีเคราสามแฉกคล้ายใบไม้ชนิดหนึ่ง ยามกะพริบตาดวงตาคู่นั้นยังยิ่งโดดเด่นกว่าสิ่งใดบนร่างกาย เพราะดวงตานั้นเจิดจ้าเฉิดฉายดั่งดวงดาราในม่านรัตติกาล ผู้ใดสามารถปลดปล่อยประกายตาที่เฉิดฉายเช่นนี้ได้?
คนผู้นี้ย่อมมิใช่คนอ่อนแอมีฝีมือต่ำทรามทั้งยังทรงพลังอย่างยิ่ง เค้าโครงใบหน้าของคนผู้นี้มาตรแม้นไม่น่าดึงดูดแต่กลับสะทกใจสะทกในเพราะบุคลิกคนผู้นี้ไม่ธรรมดาทั้งๆ ที่นั่งบนเก้าอี้หินธรรมดาแต่กลับให้ความรู้สึกที่ประหลาดชนิดหนึ่ง ในระยะเวลาสั้นๆ เขามิอาจรีดเค้นความคิดออกว่านั้นคล้ายอะไร เจี้ยนเว่ยจดจ้องตาไม่กะพริบคนผู้นี้เค้าหน้ามาตรแม้นดูเหมือนคนสี่สิบแต่อายุแท้จริงกลับล่วงเลยเกือบเจ็ดสิบ
ทั่วทั้งร่างหยาบกระด้างแต่ฝ่ามือกลับขาวสล้างผุดผ่อง เขาสัมผัสได้ถึงรัศมีพลังที่โหดเหี้ยมรอบกายกลิ่นอายที่คล้ายน่าสะพรึงและไม่น่าสะพรึงแวกว่ายรอบข้าง ไฉนถึงรู้สึกเช่นนั้นอาจเพราะเจ้าของกลิ่นอายมีนิสัยเช่นนั้น ในยุทธจักรมักกล่าวกันว่ารัศมีพลังและกลิ่นอายเป็นเช่นไรนิสัยคนใช้มักเป็นเช่นนั้น ความหมายก็คือรัศมีพลังของทุกคนแตกต่างและมักโดดเด่นจากบุคลิกอารมณ์และนิสัย
เจี้ยนเว่ยยามนี้ยืนอยู่ด้านหน้าคนผู้นี้แทบบดบังเรือนร่างและเก้าอี้ไปจนหมดสิ้น เขาคำนับคารวะผู้อาวุโสท่านนี้อีกครั้งพลางกล่าวอย่างตื้นตันใจว่า" ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือผู้เยาว์เรียนถามท่านมีนามอันสูงส่งว่าอะไร? "
ผู้อาวุโสนั้นร้องฮืมม์คล้ายน่าสนใจอยู่ในลำคอยิ้มเย็นชาครั้งหนึ่งค่อยกล่าวว่า" เจ้าหากทราบชื่อเราจะเกิดประโยชน์อันใด ชื่อเรามิใช่สิ่งที่สามารถสร้างประโยชน์ใดๆ เจ้าอยากรู้ให้เปลืองสมองไยกัน? " บุคลิกอันโอ่อ่าผ่าเผยนี้มิเพียงเข้มแข็งหากแต่ยังเย็นชาอย่างยิ่งเยือกเย็นจนมองดูอาจหาญและหยิ่งผยอง
เจี้ยนเว่ยมึนหัวตึบสมองคล้ายขบคิดเรื่องราวแต่เป็นเช่นผู้อาวุโสท่านนี้กล่าวจริงๆ แต่จะอย่างไรก็รู้สึกไม่สมควรเสียมารยาทมากเกินไปดังนั้นเพียงยิ้มกล่าวว่า" มาตรแม้นไม่มีประโยชน์แต่เพียงต้องการทราบผู้ที่ช่วยเหลือเราเป็นใคร" เสียงที่กล่าวออกของเขายามนี้แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวไม่อ่อนโยนเขาเปลี่ยนจากคำว่า" ผู้เยาว์" เป็นคำว่า" เรา" แทนคล้ายไม่สะทกสะท้านทั้งยังไม่หวาดหวั่นกริ่งเกรงก็ปาน
ผู้อาวุโสท่านนี้งงงันไปชั่วขณะคล้ายคาดไม่ถึงจะถูกตอบกลับมาเช่นนี้ เขามองดูบุรุษที่ใหญ่โตเข้มแข็งทั้งกายและใจผู้นี้อยู่ชั่วขณะพลันหัวเราะเสียงดังกังวานปานฟ้าแตกร้องคำว่า" ประเสริฐ" คำหนึ่งใบหน้าที่หัวเราะพลันแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังประกายตาที่สงบนิ่งไม่คุกคามคนคู่นั้น พลันเกรี้ยวกราดลุกฮือโหมคล้ายจะฆ่าคนแผ่พุ่งรัศมีพลังที่รายล้อมออกประหนึ่งคลื่นที่ดังกระหึ่มพลันกล่าวเสียงหนักแน่นว่า
" หาญกล้ามิน้อยเจ้าทราบหรือไม่เมื่ออยู่ต่อหน้าเราผู้คนต่างหวั่นเกรงกระทั่งยืนขวางยังมิกล้า" หยุดมองดูเขาเล็กน้อยพลันแค่นเสียงเยือกเย็นดังเฮอะกล่าวว่า" เราชื่นชอบที่เจ้ามีใจกล้าหาญแต่ในยุทธจักรและโลกของนักสู้ใจกล้าช่วยชีวิตมิได้มีแต่พลังฝีมือจึงช่วยได้ เจ้าเมื่อกล้าท้าทายคิดว่าคงมีพลังเพียงพอจะต่อต้านลองรับพลังจากเราดูสักนิดค่อยว่ากล่าว"
กล่าวจบอากาศรอบด้านคล้ายจะหนาวเหน็บหญ้าและกิ่งไม้ปลิวไสว กลิ่นอายคุกคามคนพอปรากฏก็คล้ายจะบดทำลายสิ่งของรอบด้านให้พินาศ เจี้ยนเว่ยภายนอกดูเย็นชาแต่ในใจกลับร้อนรุ่มมิน้อยลอบเกร็งลมปราณและพลังวัตรออก รัศมีพลังที่คล้ายจะฆ่าคนของผู้อาวุโสด้านหน้าพลันสาดซัดออกประหนึ่งคลื่นวารีพวยพุ่งตามมัจฉา
รัศมีพลังนี้เกรี้ยวกราดโหดเหี้ยมแต่เขารับไว้ได้มันเพียงกระแทกเจี้ยนเว่ยถอยหลังเพียงก้าวเดียวราวเผชิญกับกำแพงเหล็ก รัศมีพลังพลันสลายกระจายออกเวลานี้คล้ายผู้อาวุโสท่านนี้ตะลึงลานเล็กน้อย เขากวาดตามองสำรวจอย่าครุ่นคิดรอบหนึ่งพลันเปล่งเสียงหัวเราะที่ดังสนั่นออกมา เสียงหัวเราะนี้ดังจนแก้วหูสั่นสะท้านได้ยินเสียงกล่าวว่า" ประเสริฐนับว่าไม่ผิดหวัง"
ใบหน้าที่เยือกเย็นและหยาบกระด้างคลายลง เจี้ยนเว่ยยามนี้พอกวาดตามองใบหน้าท่านใหม่ต้องตกตะลึงไปชั่วขณะ มันตกตะลึงเพราะใบหน้านี้คล้ายคลึงกับใบหน้าของอาจารย์ของตนเองอย่างยิ่ง มาตรแม้นจะดูมีอายุมากกว่าแต่กลับคล้ายคลึงกันมากกว่าหกส่วนสรุปแล้วผู้อาวุโสท่านนี้เป็นใครกัน
เขาอึ้งไปเล็กน้อยผ่านไปหลายนาทีค่อยกล่าวถามอย่างสงสัยใจว่า" ท่านเป็นใครน่าจะถึงเวลาบอกชื่อแก่เราแล้วกระมัง" ผู้อาวุโสโบกมือคราหนึ่งเก้าอี้พลันอ้อมไปด้านหลังของเจี้ยนเว่ยอย่างไรวี่แววราวผีสาง เห็นท่านยิ้มอย่างอ่อนโยนคราหนึ่งกล่าวว่า" คิดไม่ถึงว่าผู้เป็นน้องของเราจะสั่งสอนศิษย์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ออกมาได้คนหนึ่ง"
ขณะกล่าวก็ยิ้มอย่างแจ่มใสเจี้ยนเว่ยพอได้ยินคำว่า" ผู้น้อง" ต้องงงงันวูบเขารู้สึกผู้อาวุโสท่านนี้หน้าตาคล้ายอาจารย์ของตนแต่ตอนนั้นมิได้คิดอันใด แต่เวลานี้ค่อยฉุกคิดได้ว่าคนทั้งสองเป็นพี่น้องกันหรือไม่? พอครุ่นคิดได้พลันรู้สึกผิดที่กระทำไปเมื่อครู่เสียมารยาทมินิอย ผู้อาวุโสนั้นคล้ายเข้าใจความคิดของพลันหัวเราะฮาๆโบกมือคล้ายไม่ถือสากล่าวว่า
" มิต้องคิดมากนั้นเป็นเราที่บีบคั้นเจ้าให้แสดงออกมาเอง เจ้ามีภูมิปณิธานไม่ธรรมดานั้นดีแล้ว ทำต่อไปเราพอคาดเดาออกแต่แรกแล้วว่าเจ้าดั้นด้นมาไกลเพื่อหาเรา" หยุดเล็กน้อยค่อยกล่าวสืบต่อว่า" เราคือ บุปผาแห่งความตาย เซวียนอันเป็นพี่ชายของอาจารย์เจ้า ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักบุปผามืด" กล่าวถึงตรงนี้พลันหยุดชะงักสีหน้าคล้ายซึมเซาเล็กน้อยกล่าวต่อว่า" ถึงแม้นสำนักบุปผามืดจะหายจากยุทธจักรแต่มิได้หายไปจากโลกแต่อย่างใด"
ทอดถอนใจคำหนึ่งค่อยจ้องมองเจี้ยนเว่ยอย่างสนใจต่อ
เจี้ยนเว่ยพอทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ที่ตนเองตามหาช่วยตนเองไว้พลันรู้สึกดีใจ เขาคำนับพร้อมเรียกชื่ออีกฝ่ายคำหนึ่งจากนั้นหยิบเอากระดาษจดหมายสีเหลืองออกมาแผ่นหนึ่งยื่นให้เซวียนอันพร้อมกับกล่าวว่า
" อาจารย์บอกเราว่าอาณาจักรเก้าเซียนจะปั่นป่วนกอปรด้วยมรสุมโลหิต จึงวานให้เรานำจดหมายนี้ส่งมอบต่อท่าน"
เซวียนอันใช้นิ้วคีบจดหมายจากนั้นโบกนิ้วคราหนึ่งจดหมายพลันลอยขึ้นโบกสะบัดสองครา ก็เปิดค้างอยู่กลางอากาศเขาอ่านแวบหนึ่งค่อยโบกสะบัดมือจดหมายพลันสลายเป็นผุยผงสีดำ สีหน้าคล้ายซึมเซาอย่างบอกไม่ถูกชนิดหนึ่งกล่าวว่า" ความจริงเราพอคาดเดาได้แล้วว่าพรรคอสูรจะก่อหวอด ล้มล้างสำนักพรรคใหญ่ในเขตที่หนึ่งเพราะสำนักบุปผามืดของเราก็ถูกพวกมันใช้โอกาสที่เราเพลี่ยงพล้ำทำลายลงไป"
ถึงตอนนี้เจี้ยนเว่ยค่อยทราบว่าในจดหมายเขียนถึงเรื่องความเป็นอยู่ของสำนักของชนชาวธรรมะ เซวียนอันกล่าวสืบต่อว่า" พรรคอสูรเก็บสะสมขุมกำลังมายาวนานฟังดูเหมือนเป็นแผนการที่วางไว้แต่เนิ่นๆ ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ พรรคอสูรความจริงมีคนหนุนหลังสั่งการให้พวกมันล้มล้างสำนักในเขตให้หมด เหตุการณ์นี้วิบัติขึ้นแทบทุกเขตของอาณาจักรโดยมีคนชักนำอยู่เบื้องหลังคนเดียวกัน เราหลังจากที่เพลี่ยงพล้ำได้แต่พารากฐานที่หลงเหลือของสำนักย้ายหลบลี้ถอนตัวจากยุทธจักรมา"
" อาจารย์เจ้าบอกเราว่าเจ้ามีหน่วยก้านยอดเยี่ยมมีพลังที่ไม่ธรรมดาสามารถใช้สอยเจ้าได้ แต่เราจะไม่บังคับหากเจ้าไม่ต้องการจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ปล่อยผ่านไปเราไม่ถือสา" น้ำเสียงคล้ายคนที่ปลงใจเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง เข้าใจว่าเป็นคนที่ต้องการช่วยเหลือผู้คนแต่ไม่มีพลังเพียงพอให้ช่วยเหลือได้
เจี้ยนเว่ยส่ายหน้าพลางกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มหนักแน่นว่า" ไม่เรื่องนี้เป็นเรื่องอาจารย์ฝากฝังไว้ให้แก่เรา ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็ต้องช่วยเหลือ เราแม้นพึ่งเข้าสู่ยุทธจักรแต่นี้จะเป็นการเริ่มต้นผจญภัยที่ดีของเรา"
เซวียนอันมองดูมันอย่างชื่นชมเขาทราบว่าชายหนุ่มผู้นี้ความจริงมีพลังเหนือธรรมชาติ แม้แต่ตัวมันเองยังมิทราบว่าสูงส่งเท่าใด แต่พอนึกถึงเรื่องนี้พลันนึกถึงคำสาปที่ประทับใส่ร่างของอัจฉริยะหนุ่มผู้นี้ต้องส่ายหน้าอย่างอับจนปัญญากล่าวว่า" เจ้าเมื่อตัดสินใจดีแน่แล้วก็ดีถือเป็นการผจญภัยที่ดีจริงๆ เป็นผจญภัยที่อันตรายและตื่นเต้นยิ่ง "
เขาหยุดชะงักคล้ายครุ่นคิดพลางกล่าวสืบต่อว่า" คนของสำนักเราถูกนักสู้สำนักดาบปฐพีบุกทำร้าย เมื่อเราไปถึงก็เห็นเจ้ารอดเพียงคนเดียวเราในตอนนี้ไม่มีพลังมากเท่าในอดีตแล้ว ดังนั้นคงช่วยเหลือเจ้าได้ไม่มากแต่ยอดฝีมือสำนักบุปผาเรายังหลงเหลืออยู่เพียงแต่กระจัดกระจายไป เจ้าหากต่อสู้กับพรรคอสูรจริงๆ ต้องพึ่งยอดฝีมือเหล่านั้น"
เจี้ยนเว่ยสงสัยถามว่า" ยอดฝีมือสำนักบุปผามืด? พวกเขามิได้ถูกทำลายไปหรอกหรือ"
" สำนักบุปผามืดเรามาตรแม้นถูกทำลายแต่ความจริงมิได้ถูกทำลาย เฮ้อ ความจริงสำนักธารโลหิตถึงจะมียอดฝีมือพรรคอสูรคอยช่วยเหลือก็มิอาจทำลายสำนักเราได้ เพียงแต่พวกมันกลับใช้วิธีการหยาบช้าบีบบังคับให้ยอดฝีมือในหน่วยห้าบุปผาตะลุยเลือดถอนตัวจากยุทธจักร โดยการจับตัวครอบครัวเป็นตัวประกันมาข่มขู่" ขณะกล่าวสีหน้าพลันเย็นชาเกรี้ยวกราดและคับแค้นใจอย่างยิ่ง
เจี้ยนเว่ยรับฟังอยู่พลันรู้สึกโทสะคุกรุ่นในร่างกล่าวว่า" เป็นวิธีการที่หยาบช้าสมเป็นฝ่ายอธรรม แต่ท่านมิต้องคับแค้นใจเดี๋ยวเราจะล้มล้างสำนักและพรรคชั่วร้ายให้สิ้นซากเอง" รัศมีพลังที่แตกต่างจากผู้คนทั้งปวงแผ่ซ่านออกจากร่างกาย นั้นเป็นรัศมีพลังสีทองอันเข้มแข็งแม้แต่เซวียนอันยังตะลึงไปเล็กน้อยรู้สึกชายหนุ่มผู้นี้มีอาถรรพ์ฆ่าฟันสูงยิ่ง