ฉวี่หฺวาได้ยินเสียงดังขึ้นก็เดินออกมา“ไหนๆ ก็มากันแล้ว เข้ามานั่งสิ หลิงหลิงหลานไปชงชามาใหม่อีกกาหนึ่ง”
ฉวี่หลิงยิ้มพลางหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะนำคัมภีร์กับเหรียญจีนโบราณออกไปด้วยอย่างว่องไว
ฉวี่หฺวายิ้มให้กับไหวพริบของฉวี่หลิงก่อนจะชี้ไปที่เก้าอี้ เอ่ยกับฉวี่เหวินจวินกับหวังย่าเหม่ย “พวกเธอรีบนั่งสิ อย่ายืนอยู่เลย”
หวังย่าเหม่ยมาที่นี่เป็ครั้งแรกเธอกับชายชราไม่ได้สนิทสนมกันนักจึงนั่งลงกับฉวี่เหวินจวินอย่างรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แล้วถามขึ้นว่า “คุณพ่อคะ ระยะนี้สบายดีหรือเปล่าคะ”
ฉวี่หฺวาโบกพัดใบปาล์มพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ“พ่อสบายดี ลำบากให้ลูกๆ เป็ห่วงแล้วละนะ”
ฉวี่เหวินจวินกำลังจะเอ่ยปากก็เห็นฉวี่หลิงยกกาน้ำชาเข้ามาใหม่ รินน้ำชาอย่างว่าง่ายฉวี่เหวินจวินมองบุตรสาวของตัวเองที่ขาวขึ้น ดวงหน้ากลมกลึงขึ้นในใจนึกรู้สึกผิดกับผู้เป็บิดา
ฉวี่หลิงเห็นว่าบรรยากาศในตอนนี้ไม่ดีนักจึงไม่พูดมาก เพียงเดินกลับไปยังห้องของตัวเองเงียบๆ
ฉวี่เหวินจวินรอจนฉวี่หลิงจากไปจึงค่อยล้วงห่อผ้าหนาออกมาจากอ้อมแขน วางเอาไว้บนโต๊ะ เขาเอ่ยกับฉวี่หฺวาอย่างลำบากใจ“พ่อ เงินนี่พ่อลืมไว้ในตะกร้าผลไม้นะครับ”
ฉวี่หฺวามองบุตรชายที่เป็คนซื่อตรงเบ้ปากอย่างไม่พอใจ “พ่อไม่ได้ลืม นี่เอาไว้ให้หลิงหลิง หลานยังเด็ก พวกเธอก็รับไว้แทนเธอหน่อยเอาไว้ซื้อของอร่อยๆ ให้เธอบำรุงร่างกายบ้าง อย่าให้ขาด”
หวังย่าเหม่ยคิดถึงเงินเกือบหนึ่งพันหยวนนั่นขึ้นมาเอ่ยอย่างตื่นตระหนก “ลูกยังเด็ก ไม่ได้ใช้เงินทองมากมายขนาดนั้นหรอกค่ะ คุณพ่ออาศัยอยู่คนเดียวเก็บเอาไว้ใช้เองดีกว่านะคะ”
เงินนี้หวังย่าเหม่ยไม่มีความกล้ามากพอที่จะรับไว้แม้สักนิด เธออยู่ท่ามกลางกองผัก ช่วยคนเก็บผักวันหนึ่งมีรายได้เพียงยี่สิบห้าหยวนเท่านั้นเงินก้อนนี้เกือบเท่ากับเงินเดือนของเธอเดือนครึ่งแบบไม่ต้องกินต้องดื่มเลยด้วยซ้ำ
ฉวี่เหวินจวินผลักเงินกลับไปทางฉวี่หฺวา“พ่อครับ ย่าเหม่ยพูดถูกแล้ว เงินนี้พ่อเก็บไว้ใช้เองดีกว่า”
ตอนที่มารดาของฉวี่เหวินจวินจากไปเธอขอเพียงให้เขาอย่ากล่าวโทษฉวี่หฺวาผู้เป็พ่อ ฉวี่เหวินจวินเองก็พอระแคะระคายว่าฉวี่หฺวาไม่อาศัยอยู่กับพวกตนก็เพื่อพวกเขาแต่ตลอดมาก็ไม่เคยเข้าใจว่าด้วยเหตุผลอะไร ต่อมาก็เลยไม่คิดถึงมันเสียดีกว่า
บ้านของพวกเขาก็เป็บ้านที่บิดาสร้างให้เงินนี้จึงยิ่งรับไว้ไม่ได้
ฉวี่หฺวาไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเพียงประคองถ้วยชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง หรี่ตาอย่างอิ่มเอมใจ ก่อนจะเอ่ยกับฉวี่เหวินจวินว่า“แกมันหยาบกระด้าง ไม่รู้ว่าเลี้ยงหลิงหลิงมาให้เฉลียวฉลาดอย่างนี้ได้อย่างไร”
พอเอ่ยถึงฉวี่หลิงฉวี่เหวินจวินก็ยิ้มอย่างซื่อๆ หันไปยิ้มให้หวังย่าเหม่ยพลางเอ่ย “หลิงหลิงได้แม่เขามา แน่นอนว่าต้องเฉลียวฉลาด”
หวังย่าเหม่ยถูกฉวี่เหวินจวินพูดถึงอย่างกะทันหันก็เขินเสียจนหน้าแดง เธอค้อนไปที่ฉวี่เหวินจวินควับหนึ่ง เอ่ยอย่างรีบร้อน “คุณพูดอะไรของคุณ ฉันเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเหมือนคุณพ่อ”
“ใช่แล้ว หลิงหลิงเหมือนพ่อ” ฉวี่หฺวายิ้มตามคนอื่นๆ
ฉวี่หฺวาฟังคำพูดนี้แล้วก็พึงพอใจเขาเองนั้นรู้สึกว่าสาวน้อยเหมือนกับเขา ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ฉลาดหลักแหลม
“เงินนี่พวกเธอรับไว้เถอะ”ฉวี่หฺวาพูดก่อนที่ฉวี่เหวินจวินจะปฏิเสธ พลางเอ่ยขึ้นว่า “พ่อไม่ได้ทำไร่ทำนากับพวกเธอไม่ได้แบกรับภาระดูแลบ้าน พวกเธอเองก็ลำบาก รับเงินนี่ไว้ใช้ชีวิตกันให้ดีเถอะนะ”
เขาโบกพัดไปมาเอ่ยขึ้นอีกว่า “ก่อนหน้านี้พ่อออกไปทำธุรกิจ เก็บเงินมาได้จำนวนหนึ่งนี่เป็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น รอให้พ่อตายก่อน พ่อจะยกสมบัติที่เหลือทั้งหมดให้หลิงหลิง”
คำพูดที่ซื่อตรงและจริงใจนี้ทำให้ฉวี่เหวินจวินตาแดงขึ้นมา “พ่อ พ่อพูดอะไรออกมาร่างกายพ่อแข็งแรงจะตายไป อย่าพูดเื่ไม่เป็มงคลเรื่อยเปื่อยเลยนะครับ”
หวังย่าเหม่ยเองก็เกลี้ยกล่อมตาม
ฉวี่หฺวาคิดเอาไว้แล้วว่าจะพูดเื่นี้ให้เรียบร้อยดังนั้นสีหน้าของเขาจึงเคร่งขรึมจริงจัง “ลูกก็รู้ว่าพ่อชอบความสงบลูกพูดเก่ง ทั้งหัวข้อสนทนาก็มักไม่ตรงกับพ่อ เพราะอย่างนั้นพ่อจึงไม่ชอบให้ลูกมาแต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพ่อไม่ได้เห็นลูกเป็ลูกหรอกนะ”
ฉวี่เหวินจวินพยักหน้า“ผมรู้ครับ” บิดาของเขาไม่สนใจเขา เขาเองก็ััได้
“แต่ว่ากับหลิงหลิงไม่เหมือนกัน” ฉวี่หฺวายิ้มออกมา “พ่อค่อนข้างชอบเธอ ต่อไปให้เธอมาเล่นกับพ่อที่นี่บ่อยๆ นะ”
หวังย่าเหม่ยเอ่ยขึ้น“พ่อเป็ปู่ของเธอ เธอก็ควรจะมาบ่อยๆ”
“ไหนๆ ก็พูดกันเข้าใจแล้ว พวกเธอก็รับเงินนี่ไว้เสีย แล้วกลับไปใช้ชีวิตให้มีความสุข”
ฉวี่เหวินจวินเห็นท่าทางของฉวี่หฺวาแน่วแน่รู้ว่าคืนเงินไม่ได้แน่แล้ว จึงเก็บเงินเอาไว้อย่างระมัดระวัง
“รับเงินไว้แล้วก็รีบไปเถอะ” ฉวี่หฺวาไม่รีรอ แล้วยังะโให้ดังขึ้น“หลิงหลิง เก็บของเสร็จหรือยัง”
เมื่อฉวี่หลิงที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงก้องกังวานของคุณปู่เธอก็ถอนหายใจอย่างจนใจเฮือกหนึ่ง เก็บของใส่ลงในกระเป๋าเดินออกมาอย่างเชื่องช้าพลางตอบรับคำหนึ่ง “เสร็จแล้วค่ะ!”
ฉวี่หฺวาลุกขึ้นมาเอ่ยด้วยสีหน้าเงียบสงบ “เสร็จแล้วก็รีบไปกับพ่อแม่ของ หลานเร็วเข้าเถอะ”
เพียงแวบเดียวฉวี่หลิงก็เห็นความอาลัยที่ฉวี่หฺวาเก็บซ่อนไว้ในใจของเธอเจ็บแปลบเล็กน้อย เธอยิ้มแล้วเอ่ยออกมา “ปู่คะอีกสองวันหนูจะมาหานะคะ”
ฉวี่หฺวายิ้มออกมา“รู้แล้วล่ะ”
ฉวี่หลิงคว้ามือของหวังย่าเหม่ยเอาไว้หันมากำชับพูดจาจุกจิก “ถ้าอย่างนั้นคุณปู่ต้องกินให้ดี ตอนกลางคืนอย่าอยู่ที่ลานบ้านแล้วไม่กลับห้องเพราะเห็นว่าเย็นดีอย่าดื่มชาตอนท้องว่าง...”
ฉวี่หฺวาได้ฟังหลานสาวแจกแจงข้อด้อยของตัวเองต่อหน้าภรรยาของลูกชายก็เก็บความอาลัยเอาไว้ในใจ รีบร้อนโบกไม้โบกมือ “หลิงหลิงเลิกพูดจาจู้จี้ได้แล้ว รีบไปเถอะ”
“งั้นหนูไปแล้วนะคะ บ๊ายบายค่ะคุณปู่”ฉวี่หลิงมองสีหน้าของฉวี่หฺวาที่ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป ถึงค่อยปรากฏรอยยิ้มหยอกล้อที่ดูเ้าเล่ห์ให้ได้เห็น
เธอไม่เชื่อว่าหลังจากที่เธอไปแล้วคุณปู่ยังจะทำเื่ที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้อย่างไม่พะว้าพะวง
ทางลงเขาค่อนข้างชันฉวี่เหวินจวินอยากจะอุ้มฉวี่หลิง แต่ก็ถูกฝีเท้าและท่าทีอันปราดเปรียวของเธอขัดความตั้งใจไว้
เมื่อกลับถึงบ้านฉวี่หลิงเข้าไปในห้อง เปิดอ่านประวัติเทียนอี้เหมิน ชีวประวัติ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโหงวเฮ้งรวมทั้งหนังสือเสี่ยงทายอย่างระมัดระวัง
ฉวี่เหวินจวินดึงหวังย่าเหม่ยเข้าไปในห้องแล้วส่งเงินที่ฉวี่หฺวาให้มาแก่หวังย่าเหม่ย
หวังย่าเหม่ยเองก็ส่งคืนให้กับฉวี่เหวินจวิน“นี่เป็เงินพ่อให้คุณมา คุณเก็บไว้แทนหลิงหลิงให้ดีๆ เถอะ อย่าเอามาให้ฉัน”
ฉวี่เหวินจวินเอ่ย“คุณ ผมรู้ว่าตัวเองสะเพร่า ถ้าเกิดหายขึ้นมาจะทำอย่างไรกันล่ะ ให้คุณเก็บไว้ดีกว่าตอนที่จำเป็ต้องใช้ก็ค่อยใช้”
หวังย่าเหม่ยครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “ลูกท้อที่บ้านเราสุกแล้ว ถ้าอย่างนั้นตอนที่คุณเข้าไปขายในเมืองก็เอาบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคารแล้วฝากเงินซะ ต่อไปค่อยให้หลิงหลิงใช้”
ฉวี่เหวินจวินก่อนหน้านี้ไม่เคยฝากเงินมาก่อนแต่ปีนี้พวกเขาเก็บเงินค่าเทอมของฉวี่หลิงได้เพียงพอแล้วเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันสามารถใช้ไปด้วยหาไปด้วยได้ เงินก้อนนี้ถ้าฝากเอาไว้ในธนาคารจะดีที่สุด
หวังย่าเหม่ยคิดว่าต่อไปต้องประหยัดอีกสักหน่อยถึงจะสามารถฝากเงินเข้าไปในบัญชีได้ทีละนิดให้ลูกสาวใช้ หรือไม่ก็เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
หลังจากคิดได้แบบนี้ก่อนที่จะไปตลาดในเมืองหนึ่งวัน ฉวี่เหวินจวินกับหวังย่าเหม่ยเข้าไปในป่าท้อ เก็บลูกท้อผลใหญ่คุณภาพดีได้สองหาบคิดไว้ว่าวันต่อไปจะคัดไปขายในเมือง
ฉวี่หลิงกลัวว่าฉวี่เหวินจวินจะเหนื่อยเกินไปจึงขอร้องหวังย่าเหม่ยอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ได้ไปด้วยกันกับเขา
รุ่งเช้าฉวี่หลิงกับฉวี่เหวินจวินกินบะหมี่รองท้อง จากนั้นฉวี่เหวินจวินก็คัดเลือกลูกท้อใส่ในหลัว[1]ฉวี่หลิงแบกถุงกับตาชั่งขึ้นไปบนรถรับส่ง
รถรับส่งในเวลานี้ยังสามารถวางสินค้าที่ด้านล่างได้ส่วนข้างบนให้คนนั่ง คนบนรถมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็คนในหมู่บ้านเจ๋อซี ต่างฝ่ายต่างรู้จักกัน
หลังจากที่ฉวี่เหวินจวินทักทายคนอื่นๆทีละคนแล้ว ก็หยิบเงินออกมา ซื้อตั๋วรถสองใบกับพนักงานขายตั๋วรถรับส่งโคลงเคลงไปมาตลอดทาง ผ่านไปประมาณสองชั่วโมงถึงเข้าตัวเมือง
ในหมู่บ้านเจ๋อซีทุกวันที่หกกับวันที่แปดจะมีตลาดนัดตลาดครึกครื้นคึกคัก เสียงะโขายของดังก้อง ผู้คนเองก็ขวักไขว่ไปมา เลือกซื้อสินค้าที่ทั้งถูกและคุณภาพดีกันอย่างเอื่อยเฉื่อย
ฉวี่เหวินจวินวางหาบลงหยิบตาชั่งและถุงพลาสติกในกระเป๋าที่ฉวี่หลิงแบกออกมา ส่วนฉวี่หลิงก็ะโเสียงดัง“ลูกท้อ ลูกท้อสดๆ สองหยวนต่อหนึ่งจิน[2]”
คนที่ผ่านไปมาเห็นฉวี่หลิงมีดวงตาสีดำทรงแอพริคอตท่าทางสวยงาม มองดูแล้วอายุไม่ถึงหกขวบกลับสามารถอาจหาญเรียกคนซื้อของได้แล้วก็ไปที่แผงของพวกเขาด้วยความประหลาดใจ
“สาวน้อย ลูกท้อจินละเท่าไหร่” มีคนใหญ่คนโตเดินเข้ามาเห็นลูกท้อสดใหม่ ก็ยิ้มกริ่มเอ่ยถามฉวี่หลิง
ฉวี่หลิงยิ้มหวานใบหน้าปรากฏลักยิ้มอันงดงาม “คุณชาย ลูกท้อหนึ่งจินสองหยวนหวานเชียวค่ะ ไม่เชื่อชิมดูได้นะคะ”
ฉวี่หลิงเอ่ยไปพลางก็เลือกลูกท้อไปพลางหลังจากเช็ดขนออกก็หยิบมีดขึ้นหั่นเป็ชิ้นเล็กยื่นให้คุณชายคนนั้นอย่างคล่องแคล่วการแสดงออกนี้ไม่เพียงทำให้ฉวี่เหวินจวินตะลึงงัน แม้แต่คุณชายก็ไม่นึกฝันว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะทำอะไรได้กระฉับกระเฉงเช่นนี้
เขารับลูกท้อไปชิมรู้สึกว่าหวานดีจึงเอ่ยขึ้น “อร่อยดีนี่นา สาวน้อยเอาลูกท้อสองจิน”
ฉวี่หลิงรีบดึงถุงออกมาหยิบให้คุณชายสองจิน
“คุณชาย ขาดไปอีกนิดก็สองจินแล้ว หนูหยิบลูกท้อลูกใหญ่ให้คุณอีกลูก รวมให้เป็สองจินนะคะ” ฉวี่หลิงเอ่ยไปพลางหยิบลูกท้อที่ลูกใหญ่หน่อยใส่ลงไปในถุงไปพลาง
“สาวน้อยทำธุรกิจเป็นี่นา” คุณชายคนนั้นให้เงินรับลูกท้อไปอย่างพึงพอใจแล้วจากไป
เมื่อมีลูกค้าคนหนึ่งก็สามารถดึงดูดลูกค้าคนอื่นๆ ได้ ฉวี่หลิงปากหวาน พูดเก่ง คิดเงินแม่นยำและรวดเร็วไม่ทันไรก็ขายลูกท้อออกไปได้มาก
ฉวี่เหวินจวินวุ่นวายกับการชั่งของยิ้มไม่หุบ
เวลาค่อยๆเคลื่อนคล้อยมาถึงตอนบ่าย ฉวี่เหวินจวินให้ฉวี่หลิงเฝ้าแผง ส่วนตัวเองไปที่ร้านขายข้าวข้างๆซื้อข้าวมาสองห่อ
จังหวะนี้ผู้คนต่างกลับไปกินข้าวจึงไม่แปลกที่ในตลาดจะเงียบเชียบไปสักหน่อย ฉวี่หลิงกำลังกินข้าว จู่ๆตรงหน้าก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมา
“มีคนบ้า! รีบวิ่งเร็ว!”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1]ภาชนะสานรูปร่างคล้ายทรงกระบอกก้นสอบปากผาย มีหูที่ขอบปาก
[2]หน่วยวัดน้ำหนักของประเทศจีนหนึ่งจินเท่ากับครึ่งกิโลกรัม