หว่านฉิงลอบถอนใจยาว พลางเหลือบมองสามีเอกหมาด ๆ ที่ยืนทำหน้าั์อยู่ข้างกาย ‘ให้ตายเถอะ... จากอาจารย์พละมาเป็เ้าแม่หอนางโลมก็ว่าหนักแล้ว นี่ต้องมาเป็ของกลางในคดีอาญา พ่วงด้วยตำแหน่งฮูหยินของอ๋องจอมโหดนี่อีก ชีวิตฉันมันจะหลุดโลกไปถึงไหนกัน!’
“องครักษ์เฟิง... ข้าฝากทางนี้ด้วย เ้าดูแลหอหงเหมยให้ดี ใครก่อเื่ให้รีบส่งคนไปรายงานข้า เื่หลักฐานถ้วยชาอาหารของแขกชั้นสี่ เ้าไปเก็บกวาดมาให้หมด อย่าให้ตกหล่นแม้แต่ใบเดียว” นางสั่งการเฉียบขาด ก่อนจะยกกล้องยาสูบขึ้นพ่นควันจาง ๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์
รุ่ยอ๋องหรี่ตามองนาง ทว่าความถือดีของเขายังมีมากกว่า เขาหยัดกายลุกจากตั่งตรงเข้าหานางที่นั่งอยู่บนเตียง ก้มมองด้วยสายตาเชิงบังคับ “จะลุกได้หรือยัง?”
หว่านฉิงชะงักกึก นางก้มหน้าเอ่ยอึก ๆ อัก ๆ “คือข้า... ขอยาสมุนไพรจากหมอหญิงก่อนได้หรือไม่เ้าคะ? ข้าเจ็บ... เดินไม่ไหวแล้วจริง ๆ เ้าค่ะ”
รุ่ยอ๋องก้มมองร่างระหงที่สั่นเทาน้อย ๆ ภายใต้ชุดคลุมขนสัตว์ พลันภาพบทรักอันหนักหน่วงที่เขายัดเยียดให้นางตลอดทั้งคืนก็ผุดวาบขึ้นมา... คืนแรกของนาง กลับต้องรับศึกหนักหน่วงจากหมาป่าหิวโซถึงสาม!
“เหตุใดจึงเพิ่งมาบอก...” น้ำเสียงเข้มงวดอ่อนลงด้วยความสงสารที่เริ่มก่อตัว ดรุณีน้อยเบือนหน้าหนี แก้มเนียนแดงก่ำราวลูกตำลึงสุก
“มีบุรุษยืนตาขวางอยู่เต็มห้องเช่นนี้ ข้าจะกล้าเอ่ยได้อย่างไรเ้าคะ...”
จังหวะนั้นแม่ทัพใหญ่ตั้งท่าจะเข้ามาอุ้มนางด้วยความเป็ห่วง ทว่าผู้เป็พี่ชายกลับยกมือปรามไว้เสียก่อน
“น้องชาย เ้ารีบไปรายงานฝ่าาเื่คดีพิษว่าเป็ฝีมือของพวกเป่ยเหลียง ข้าพานางกลับจวนอ๋องแล้วจะรีบตามไป”
สิ้นคำสั่งเด็ดขาด แม่ทัพหรงเยว่ทำได้เพียงมองหญิงสาวด้วยสายตาละห้อยไม่ต่างจากเสนาบดีหนุ่มก่อนหน้า ทว่าหว่านฉิงกลับอาศัยจังหวะเพียงเสี้ยววินาที เอื้อมมือไปกุมมือหนาของเขาไว้เบาๆ เป็เชิงปลอบประโลม
“ไปทำธุระของท่านเถิดเ้าค่ะ ไม่ต้องเป็กังวลเื่ข้า”
“เช่นนั้นข้าจะรีบกลับมาหาเ้า... หว่านหวาน”
“เดินทางปลอดภัยเ้าค่ะ”
ทั้งสรรพนามเรียกขานอันสนิทสนมจนเกินงามของท่านแม่ทัพ ทั้งท่าทีออเซาะประหนึ่งจะสิงร่างของเสนาบดีหนุ่ม ท่านอ๋องอำมหิตที่ยืนปั้นปึ่งระหว่างน้องชายกับหญิงสาว...
ทว่านางกลับยังสามารถส่งสายตาอ่อนหวานเชื่อมไมตรีให้บุรุษทั้งสาม องครักษ์เฟิงถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนองครักษ์เซียวที่เพิ่งเร่งรุดตามเข้ามาก็ตื่นตะลึงจนตาแทบหลุดจากเบ้า
“ทะ... ท่าน... นายหญิง! เกิดเื่อันใดขึ้นขอรับ? เหตุใดพวกท่านถึง...”
“สรุปแล้วท่านจะตบแต่งกับผู้ใดกันแน่ขอรับ!?” เซียวอวี่โพล่งถามอย่างลืมตัว ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและเป็ห่วงนายหญิง “ข้าน้อยขออภัยที่ล่วงเกิน แต่ข้าจำเป็ต้องรู้เื่สำคัญของคุณหนู... จะได้แจ้งบ่าวรับใช้และองครักษ์ให้เตรียมปรนนิบัตินายท่านคนใหม่ได้อย่างสมเกียรติ”
“ข้าไม่แต่งกับใครทั้งนั้นแหละ” หว่านฉิงเอ่ยเสียงเรียบพลางลอบถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย “เอาเป็ว่าคุณชายทั้งสามคือคนสำคัญของข้า หากพบเห็นพวกเขาที่ใด จงให้เกียรติพวกเขาเหมือนกับที่พวกเ้าให้เกียรติข้า...”
น้ำเสียงและแววตาของนางอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าจู่ ๆ ร่างกายกลับทรยศ หว่านฉิงไอออกมาอย่างรุนแรงจนกล้องยาสูบหยกแดงเปื้อนโลหิต นางพยายามพยุงสติที่เริ่มพร่าเลือนพลางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ไปเตรียมเกี้ยวเถิด... ข้าไม่ไหวแล้ว...”
“อย่าลืม... จัดเกี้ยวที่นุ่มที่สุดไว้หน้าหอ เอาผ้านวมหนา ๆ มาปูรองให้นางด้วย ข้าจะพานางไปเอง”
รุ่ยอ๋องพยายามเก็บอาการใเมื่อเห็นนางไอเป็เื โน้มตัวลงช้อนอุ้มร่างระหงขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอมที่สุด เท่าที่บุรุษหยาบกระด้างเช่นเขาจะทำได้
หว่านฉิงอาศัยจังหวะนั้นโอบรอบคอแกร่ง เอื้อมมือสั่นเทาผ่านข้างหลังรุ่ยอ๋อง ใช้กล้องยาสูบที่ยังคงกรุ่นไอจาง ๆ แตะลงบนริมฝีปากหนาของแม่ทัพใหญ่เบา ๆ พร้อมส่งยิ้มหยอกเย้า...
แม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยถึงกับยืนตัวแข็ง ทำตัวไม่ถูก ด้วยความเขินอายปนขัดเขินประหนึ่งดรุณีน้อยแรกแย้ม
องครักษ์หนุ่มเบิกตากว้าง มองหน้ากันไปมา สรุปแล้วคนไหนยังไงกันแน่!
ระยะเวลาเพียงสองเค่อที่รถม้าเคลื่อนผ่านถนนนั้นยาวนานนับปี ในความรู้สึกของคนใจรุ่มร้อน รุ่ยอ๋องปิดปากเงียบสนิท ไม่ยอมสนทนากับนางแม้เพียงครึ่งคำ ในขณะที่หญิงสาวผู้ไม่สะทกสะท้านยังคงเฝ้าเจรจาหยอกเย้า พ่นควันจากกล้องยาสูบอย่างสำราญใจ จนท้ายที่สุดเขาต้องยึดมันไว้กับตัว ประกาศกร้าวว่าเขาจะไม่คืนให้จนกว่านางจะยอมพบหมอเพื่อตรวจอาการป่วย
“ข้าสัญญากับพวกท่านทั้งสามว่า... จะไม่มีบุรุษคนที่สี่เข้ามายุ่มย่ามอีก ดีหรือไม่เ้าคะ?”
หว่านฉิงเอ่ยทำลายบรรยากาศอันเงียบงันที่มีเพียงนางและเขา กระทั่งรถม้าหยุดนิ่ง นางย่องเดินอย่างยากลำบากผ่านประตูใหญ่ของจวนกว้างขวาง อันเนื่องมาจากความเจ็บแสบที่รุมเร้ากลางกายสาว ถึงพวกเขาจะพยายามอ่อนโยนกับนาง แต่ทำหลาย ๆ ครั้งติดกันขนาดนั้น ยังไงก็เจ็บ...
รุ่ยอ๋องเค้นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอเมื่อเห็นท่าทางการเดินของนาง ที่ถึงแม้ว่าจะเ็ปเพียงใด นางเพียงหรี่ตาจนหยักตรง จ้องมองไปเบื้องหน้าด้วยแววตาหยิ่งผยอง นางมิยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น
ในที่สุดเขาก็ทนดูไม่ได้ รวบตัวนางขึ้นอุ้มแนบอก เดินเข้าจวนอย่างง่ายดายราวกับร่างนั้นไร้น้ำหนัก ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าบ่าวรับใช้ที่เอาแต่ก้มหน้า เพราะไม่เคยมีผู้ใดเห็นท่านอ๋องพาสตรีเข้าจวนมาก่อนในชีวิต
หว่านฉิงกวาดสายตาสำรวจไปรอบกาย ทุกตารางนิ้วของสถานที่แห่งนี้ช่างงดงามเหมือนในนิยาย ทั่วทั้งจวนโอ่อ่าปกคลุมด้วยความเงียบสงบ สวนหินประดับสระบัวกว้างขวางมีสายน้ำไหลรินโอบล้อมเรือนพัก เสียงน้ำตกกระทบหินแ่เบาช่วยชโลมจิตใจ กลิ่นอายขรึมขลังของเรือนไม้โบราณแผ่ซ่านไปทั่วระเบียงทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินเย็นเยียบ
“ในเมื่อบุรุษรูปงาม ฐานะสูงศักดิ์เช่นพวกท่านยอมลงแรงเอาใจข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็จะให้ราคา...” นางเว้นจังหวะ นึกถึงคำกล่าวที่ว่า ‘ค่ำคืนของหนุ่มสาว มีค่าดั่งพันตำลึงทอง’ จ้องหน้าบุรุษที่โอบอุ้มนางด้วยสีหน้านิ่งขรึมไร้อารมณ์พลางว่า “คนละหนึ่งล้านตำลึงทอง สามคนก็สามล้านตำลึงทอง”
รุ่ยอ๋องชะงักไปครู่หนึ่งกับคำกล่าวขบขันที่บังอาจตีค่าความเร่าร้อนของเขาเป็ตัวเงินในราคาสูงลิ่ว นั่นแปลว่านางย่อมพึงใจเขาไม่มากก็น้อย เขาไม่ตอบอะไรนาง ค่อย ๆ วางร่างระหงลงบนเตียงนุ่มภายในห้องพักส่วนตัว แล้วหันไปสั่งสาวใช้ “ไปตามหมอหลวงมาที่เรือนเดี๋ยวนี้ นำอาภรณ์สตรีมาให้นางผลัดเปลี่ยน จำไว้ว่าจะต้องเป็ผ้าไหมดีที่สุดเช่นเดียวกับอาภรณ์ของข้า จัดสาวใช้สักสามคนมาคอยปรนนิบัตินางอย่าให้ขาดตกบกพร่องด้วย”
“เ้าค่ะท่านอ๋อง”
นางกำนัลาุโรับคำสั่งแล้วรีบถอยออกจากห้องไป หว่านฉิงมองตามพลางนึกขันในใจ บ่าวรับใช้ในเรือนนี้ล้วนถูกคัดเลือกมาอย่างเข้มงวดโดยแม่นมคู่ใจของเขา ทุกคนล้วนเป็สตรีสูงวัยไร้ความดึงดูดทั้งสิ้น สมกับที่นักเขียนบรรยายเอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยนว่ารุ่ยอ๋องผู้นี้... ไม่สนใจสตรี
พูดถึงเจียรุ่ย... บุตรชายตระกูลไป๋ ชะตาชีวิตของบุรุษผู้นี้ช่างอาภัพนัก เขาถือกำเนิดในวันอัปมงคล มิหนำซ้ำโหรเฒ่ายังมอบคำพยากรณ์ว่าเขามีชะตาั จะเป็ผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินในภายหน้า ซึ่งแทนที่จะเป็เื่น่ายินดี กลับกลายเป็ชนวนเหตุให้บิดาหวาดระแวงจนตัวสั่น ด้วยเกรงว่าอดีตฮ่องเต้ขี้ระแวงจะสั่งปะาล้างตระกูลเพื่อรักษาบัลลังก์ บุตรชายคนนี้จึงถูกบิดาส่งตัวไปยังแคว้นทุรกันดารกับบ่าวทาสั้แ่ยังจำความไม่ได้
ในดินแดนอันโหดร้ายนั้นเขาถูกปฏิบัติไม่ต่างจากแรงงานทาส ต้องตรากตรำทำงานหนักั้แ่อายุเพียงสามขวบจนล่วงเข้าสู่วัยสิบห้าปี ถึงมีโอกาสได้กลับคืนสู่เมืองหลวงภายใต้รัชศกใหม่ การเติบโตมาโดยไร้ไออุ่นและคำปลอบประโลม นั่นทำให้เขากลายเป็บุรุษที่แข็งกระด้างจนยากจะหยั่งถึง