ยอดสายลับโอเมก้า [จบแล้ว]

    ตอนที่ 30 ของขวัญ

            เจียงหยางออกไปแล้ว 

            ก่อนหน้านี้เขาบอกกับเฉินอันหลานว่าจะอยู่ต่ออีกสักพัก แต่หลังจากได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งและคุยกับปลายสายได้ไม่นาน เจียงหยางก็หุนหันจากไปโดยไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรกับเฉินอันหลาน ท่าทีรีบร้อนของเจียงหยางทำให้เฉินอันหลานคิดถึงบทสนทนาของชายสองคนหน้าห้องอาบน้ำที่เขาได้ยินเมื่อคืน บทสนทนาเกี่ยวกับคุณหนูตระกูลเวล์ฟที่เพิ่งขึ้นเรือมาเพื่อรับร่างของน้องชายที่ถูกฆาตกรรมเมื่อคืนก่อนกลับไป เฉินอันหลานคิดว่าคงเป็นเรื่องนี้ที่ทำให้หัวหน้าของเขาถูกเรียกตัวกะทันหัน

            คุณหนูตระกูลเวล์ฟช่างขึ้นเรือมาได้ในเวลาที่ประจวบเหมาะเสียจริง เพราะก่อนหน้านี้เฉินอันหลานกำลังคิดไม่ตกอยู่ว่าเขาจะหาโอกาสลงมือตอนไหนดี แต่ถ้าคุณหนูคู่หมั้นของโอดินขึ้นเรือมาวันนี้ อย่างไรเธอก็ต้องไปอยู่กับโอดินแน่นอนและเขาก็จะมีเวลามากพอในการหาตัวไบรอัน ซิพ

            เรื่องนี้จะง่ายขึ้นอีกเยอะถ้าไม่มีคนตระกูลเอสเตเข้ามาเกี่ยวข้อง

            แต่ตอนนี้เฉินอันหลานคงต้องพับความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นลงชั่วคราวก่อน เพราะเขาพึ่งนึกขึ้นได้ว่าปัญหาใหญ่ของเขาในตอนนี้ก็คือ...

            เขาไม่มีเสื้อผ้าจะใส่แล้วน่ะสิ!

    ตอนขึ้นเรือมา เฉินอันหลานเตรียมเสื้อผ้ามาแค่สามชุด เป็นสูทสองตัวซึ่งตอนนี้หายไปแล้วตัวหนึ่ง ส่วนอีกตัวก็เปียกชุ่ม ที่เหลืออยู่จึงมีแค่ชุดนอนแค่ชุดเดียวเท่านั้น และถ้าจะให้เขาใส่ชุดนอนออกไปทำงานก็คงไม่ได้...

            ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’

            “คุณเฉินอยู่ไหมครับ?”

            เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นจากนอกห้อง ทำให้เฉินอันหลานต้องลุกขึ้นไปดูอย่างเสียไม่ได้

    เขาเดินมาหยุดที่หน้าประตูแล้วมองลอดตาแมวออกไป เมื่อเห็นว่าเป็นพนักงานบนเรือก็เปิดประตูให้ พนักงานคนนั้นนำชุดสูทใหม่เอี่ยมยื่นให้เฉินอันหลานทันทีที่ประตูเปิดออก

            “นี่อะไรครับ?”

            “เสื้อผ้าที่นายน้อยโอดินฝากมาให้คุณเฉินครับ เขาฝากบอกว่าขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนครับ”

            โอดิน?

            เฉินอันหลานพิจารณาสูทในมือพนักงาน หลังจากยืนเงียบอยู่นานก็เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเล็กน้อยให้พนักงานคนนั้นก่อนจะเอ่ยถามต่อ

            “เขาพูดอะไรอีกไหมครับ?”

            “ไม่มีแล้วครับคุณเฉิน” พนักงานตอบกลับมาอย่างสุภาพ

            เฉินอันหลานจ้องมองชุดสูทนั้นอีกครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล ถึงเขากับโอดินจะเคยมีปฏิสัมพันธ์กันอยู่ครั้งสองครั้ง แต่เฉินอันหลานรู้ดีว่าโอดินไม่ใช่คนที่โอบอ้อมอารีถึงขนาดที่จะรู้สึกผิดกับเขาแค่เพราะทำชุดสูทเขาเปียกไปทั้งตัวจนต้องให้คนนำชุดสูทตัวใหม่มาให้ถึงที่แบบนี้

    เว้นแต่ว่าคนคนนั้นจะมีจุดประสงค์อื่น...

    “คุณเฉินครับ?” พนักงานที่นำเสื้อผ้ามาให้เอ่ยเรียกเฉินอันหลานเมื่อเห็นว่าเขาคงยืนอยู่เงียบ ๆ โดยไม่ยอมรับเสื้อผ้าไป

     เฉินอันหลานยื่นมือออกไปรับชุดสูทมาถือไว้แล้วพลิกดูด้านหลังตัวเสื้อ น่าแปลกที่สูทตัวนี้ดันเป็นไซส์เดียวกับที่เขาสวมใส่แบบพอดิบพอดี 

            ถ้าโอดินส่งของขวัญชิ้นนี้ให้เขาแทนคำขอโทษจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แล้วคนคนนั้นรู้ขนาดตัวของเขาได้ยังไงกัน? เฉินอันหลานจำได้ว่าเมื่อคืนนี้ตัวเองไม่ได้ถอดชุดลืมทิ้งไว้ที่ไหนเสียหน่อย... 

            หรือว่า!

            โอดินอาจจะกำลังตรวจสอบเขาจากเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

    เฉินอันหลานนึกไปถึงชุดสูทของเขาที่หายไปแล้วเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เช้าวันนั้นเขาแอบฟังบทสนทนาระหว่างเว่ยเชียนเฉินกับโอดิน แต่นานเข้าก็กลัวจะถูกจับได้เสียก่อนจึงหาจังหวะเหมาะ ๆ แล้วรีบหนีออกมา ดูเหมือนเขาจะเร่งรีบจนลืมหยิบเสื้อผ้าของตัวเองติดมือมาด้วย

    งั้นถ้าผู้นำตระกูลเอสเตสงสัยเขาจริง ๆ คนคนนั้นก็ต้องส่งคนมาสอดแนมเขาแล้วสิ...

    คิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเฉินอันหลานก็เคร่งขรึมลงในทันตา

            “คุณเฉิน งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” พนักงานที่หมดหน้าที่ของตัวเองแล้วกล่าวขอตัวกับเฉินอันหลาน

            “เดี๋ยวก่อน”

            “คุณเฉินมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?”

            ไหน ๆ ของก็ส่งมาแล้ว ถ้าส่งคืนไปตอนนี้ โอดินอาจจะคิดว่าเขาร้อนตัวแล้วยิ่งสงสัยมากขึ้นก็ได้ อีกอย่างวันนี้เขาก็ไม่มีชุดใส่อยู่แล้วด้วย...ชั่งใจอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเฉินอันหลานก็ตัดสินใจเก็บของขวัญชิ้นนี้ไว้ เขายื่นบัตรเครดิตให้กับพนักงานพร้อมกับเอ่ยกำชับฝากฝังข้อความถึงคนที่ส่งของมาให้เขา

            “รบกวนกลับไปบอกโอดินด้วยนะครับว่าผมยินดีรับของขวัญชิ้นนี้ไว้รวมถึงคำขอโทษจากเขาด้วย”

            “แล้วบัตร...”

            “แต่ของขวัญของเขามันแพงเกินไป ผมไม่อยากติดหนี้ใคร ดังนั้นผมจะเป็นคนจ่ายเอง”

            “แต่สูทชุดนี้ นายน้อยโอดินตั้งใจให้กับคุณ...”

            “คุณรูดบัตรแล้วก็ส่งคืนให้ผมแล้วกันนะ” 

            ไม่รอให้จบประโยคนั้น เฉินอันหลานก็รีบตัดบทแล้วปิดประตูทันที เขาเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับจัดแจงนำชุดสูทออกมาให้เรียบร้อย จากนั้นก็ถอดชุดตัวเองโยนไว้บนเตียงแล้วคว้าของใหม่ขึ้นมาสวมใส่

            เปลี่ยนชุดเสร็จเฉินอันหลานก็เดินออกมาจากห้องพัก ระหว่างทางเขาเดินสวนกับหญิงสาวชาวต่างชาติหน้าตาหมดจดคนหนึ่ง เจ้าหล่อนเดินมาพร้อมกับเหล่าบอร์ดี้การ์ดชุดดำรายล้อมรอบตัวเต็มไปหมด

            เสี้ยววินาทีที่เดินสวนกันนั้น เฉินอันหลานแอบเห็นเธอชำเลืองสายตามาทางนี้แวบหนึ่งก่อนจะถือกระเป๋าเดินเข้าห้องของโอดินไปโดยไม่สนใจเขาอีก

            คุณหนูคนนี้คงจะเป็นคนของตระกูลเวล์ฟ คู่หมั้นคู่หมายของโอดิน คนที่ใคร ๆ ต่างก็พูดถึง...

            ‘คาดิน่า เวล์ฟ’

            “ไอ้ไก่อ่อนยังอยู่ดีเหรอเนี่ย?”

            วาจาไร้มารยาทผ่านน้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขัดจังหวะความคิดของเฉินอันหลาน

            เฉินอันหลานปรายตามองตามต้นเสียงไป จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง เป็นเว่ยเชียนเฉินที่เดินออกมาพร้อมกับหมิงจวงเจ้าเก่าที่มีใบหน้านิ่งเฉยอยู่เป็นนิจ

            ความรู้สึกแรกที่เห็นคนทั้งคู่ปรากฏตัวออกมาคือสองผู้ติดตามของผู้นำตระกูลเอสเตคงจะออกมาสร้างหายนะให้กับคนอื่นอีกแล้ว

            เฉินอันหลานไม่อยากเสียเวลากับคนพวกนี้อีกจึงได้ทำท่าจะหมุนตัวจากไป แต่น้ำเสียงน่ารำคาญนั่นกลับเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน

            “ใส่เร็วดีนี่?”

            “.......”

            “ชุดพอดีตัวเลยใช่มั้ยล่ะ เข้ากับนายดีนะ”

            ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปกลับหยุดชะงักลง

            เว่ยเชียนเฉินเห็นดังนั้นก็ก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาทำจมูกฟุดฟิดอยู่บริเวณไหล่ของเฉินอันหลาน ก่อนจะหันไปกระซิบเบา ๆ ที่ข้างใบหูของเขา 

            “อัลฟ่าที่อ่อนแออย่างนาย หาไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้ ใครกันนะที่เกือบเป็นลมในห้องซาวน่าเมื่อวานนี้น่ะ”

            เฉินอันหลานมองข้ามไหล่ของเว่ยเชียนเฉินไปทางคนหน้านิ่งที่ยืนอยู่หลังคู่หูตัวเอง แล้วกล่าวกับหมิงจวงแทน

            “ตระกูลเอสเตสั่งสอนคนของตัวเองมาแบบนี้เหรอ ถึงได้ปล่อยให้เห่าระรานชาวบ้านเขาไปทั่ว?”

            หมิงจวงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนที่มุมปากหยักนั้นจะยกขึ้นด้วยความพึงพอใจ

    ปฏิกิริยาตอบรับนั้นช่างตรงข้ามกับอีกคนโดยสิ้นเชิง เทียบกับหมิงจวงแล้ว เว่ยเชียนเฉินไม่ต่างอะไรกับระเบิดชั้นดีที่พร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลาหากมีคนจุดชนวน ดังนั้นทันทีที่จบประโยคนั้นของเฉินอันหลาน คอเสื้อของเขาก็ถูกกระชากขึ้นอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว

            “ไอ้โง่”

            “นายไม่ต้องมายุ่ง วันนี้ฉันจะสั่งสอนมันได้!”

            “ดูข้างล่างด้วย”

            เว่ยเชียนเฉินก้มลงมองข้างล่างตามคำของคู่หูแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง

            ปืนที่เคยเหน็บอยู่ข้างเอวเขา เวลานี้กลับย้ายมาจ่ออยู่ที่หน้าท้องโดยที่เว่ยเชียนเฉินไม่รู้ตัวเลยสักนิด

            เฉินอันหลานแนบปากกระบอกปืนลงไปที่สีข้างของเว่ยเชียนเฉินก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น

            “ฉันไปได้รึยัง?”

            สีหน้าของเว่ยเชียนเฉินมืดครึ้มลง เขากำหมัดแน่นเตรียมซัดลงบนใบหน้าของเฉินอันหลานเต็มที่ หมิงจวงเห็นเพื่อนใกล้สติแตกอยู่รอมร่อก็เดินเข้ามาห้ามไว้ด้วยใบหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม ทว่าแววตากลับแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังยิ่งขึ้น 

            “อย่าก่อเรื่อง”

            “มันดูถูกฉัน!”

            “แต่ถ้านายไม่หาเรื่องเขาก่อน เขาจะพูดอย่างนั้นเหรอ?”

            “นี่นายอยู่ข้างใครกันแน่?”

    หมิงจวงจับข้อมือของเว่ยเชียนเฉินลากมาไว้ข้างกาย แต่อีกฝ่ายกลับยังไม่ยอมแพ้พยายามจะปรี่เข้าไปสั่งสอนเฉินอันหลานให้ได้

    สุดท้ายเมื่อความอดทนหมดลง หมิงจวงก็จิกหัวเพื่อนสนิทเข้าให้เต็มแรงแล้วจัดการลากเว่ยเชียนเฉินออกมา

    เฉินอันหลานมองทั้งสองคนด้วยแววตาสงบนิ่ง สักพักก็โยนปืนในมือทิ้งแล้วเดินจากไป

            เมื่อเฉินอันหลานเดินออกไปแล้ว เว่ยเชียนเฉินก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที

            “ไอ้เวรเอ๊ย! ปืนนั่นมันไม่มีกระสุน นายจะกลัวทำซากอะไร!”

            หมิงจวงชำเลืองมองเพื่อนตัวเองเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินจากไปอีกคน

            “อย่าคิดว่าทำเป็นเงียบแล้วฉันจะทำอะไรนายไม่ได้นะ!”

            “.......”

            “พูดเดี๋ยวนี้นะ!”

            “นี่ เชื่อฟังกันหน่อยสิ เดี๋ยวฉันให้อมยิ้ม” หมิงจวงกล่าวโดยไม่หันมามอง

            “กินนายแทนได้ไหม”

            เท้าของหมิงจวงหยุดชะงักทันที นิ่งไปราวสองสามวิ คนหน้านิ่งก็หันกลับมามองเว่ยเชียนเฉินด้วยแววตาสาปแช่ง

            เว่ยเชียนเฉินที่เห็นสายตาอาฆาตจากเพื่อนสนิทก็ขนลุกวาบ เขาหุบปากลงและกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังไม่วายเล่นต่อ

            “ว่าแต่...มันรสชาติยังไงเหรอ?” เว่ยเชียนเฉินเอ่ยถามด้วยระดับเสียงที่ลดลง

            หมิงจวงจ้องเขม็งไปทางเว่ยเชียนเฉินมากกว่าเดิม สุดท้ายก็ถอนหายใจและเลือกจะไม่สนใจเขาอีก

            “เสี่ยวหมิงหมิง นายโกรธเหรอ?”

            “ออกไป”

            “เวลานายโกรธดูดีจริง ๆ เลย”

            “..........”

            “อมยิ้มของฉันหมดแล้ว บนเรือก็ไม่มีขายด้วย ไม่มีอมยิ้มกินแล้วฉันรู้สึกแย่อ่ะ”

            “....ลิ้นชักชั้นสองในตู้”

            เว่ยเชียนเฉินกระโดดกอดหมิงจวงด้วยความดีใจราวกับสุนัขตัวใหญ่ที่ได้ของเล่น เขาทำปากจู๋แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกคนที่กำลังพยายามเอียงตัวหลบอย่างเต็มที่ สุดท้ายก็จูบลงบนหน้าผากหมิงจวงไปทีหนึ่งแล้วพูดขึ้น

            “งั้นฉันไปเอาละนะ?”

    “รีบไสหัวออกไปเลย”

            เว่ยเชียนเฉินหันกลับมาจุ๊บหมิงจวงอีกสองที แล้ววิ่งเข้าไปเอาอมยิ้มในห้องของอีกฝ่ายด้วยความดีใจ เห็นเว่ยเชียนเฉินวิ่งเริงร่าออกไปแบบนั้นทำเอาหมิงจวงรู้สึกหมั่นไส้จนอยากเอามีดกะซวกไส้เขาขึ้นมาตหงิด ๆ

        ※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

    สุดท้ายเฉินอันหลานหาคลังเก็บสินค้าของเรือลำนี้ไม่พบ

            เวลานี้เขาจึงได้แต่ยืนฟังบทสนทนาไร้สาระของพวกลูกเรือที่ดังออกมาจากห้องบังคับการ บทสนทนาของพวกเขามีตั้งแต่เรื่องลับ ๆ ใต้เตียงคนดัง ไปจนถึงเรื่องจิปาถะอย่างเช่นว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี ประโยคแล้วประโยคเล่าผ่านเข้าหูซ้ายและทะลุออกหูขวาของเฉินอันหลานไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีคนเปิดประเด็นเรื่องห้องสังเกตการณ์ขึ้น

            “บนเรือนี้ก็มีหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำเรือแค่สองสามคน คนหนึ่งก็ดันมาป่วย ส่วนอีกคนก็หนีหายไปเสียนี่ ตอนนี้คนของเราไม่พอ พวกเบื้องบนก็เลยจะส่งเราไปทำหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยด้วย”

            “ฉันไม่ไปคนหนึ่งล่ะ งานเพิ่มแต่เงินไม่เพิ่ม ใครจะอยากไป”

            “มีคำสั่งลงมาแบบนี้ ถึงไม่อยากก็ต้องทำแหละ”

            “เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้นายพึ่งพูดว่าใครหนีหายไปนะ?”

            “ก็ฟาวิโนที่ชอบทำหน้านิ่ง ๆ คนนั้นไง”

            “อิตาเลียนแมนคนนั้นอ่ะนะ?”

            “ไม่ใช่หมอนั่นแล้วจะเป็นใครเล่า” หนึ่งในพวกลูกเรือคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความขุ่นเคืองแล้วเริ่มเอ่ยนินทา

            “เบื้องบนเขาจ้างมาทำงานแถมยังได้เงินเยอะกว่าพวกเราตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แต่ฉันไม่ยักเห็นหมอนั่นจะทำงานเลย วัน ๆ เขาก็เอาแต่จิบไวน์แล้วก็นอนอุตุอยู่แต่ในห้องสังเกตการณ์นั่นแหละ” 

            เฉินอันหลานที่แอบฟังอยู่ด้านนอกหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด

            หลังจากลูกเรือคนนั้นพูดจบ อีกคนก็เสริมขึ้นบ้าง

            “ใครจะกล้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ ก็วันก่อนตอนเขาพึ่งขึ้นเรือมาเราก็ไปช่วยเขาขนของตั้งหลายอย่าง ของนั่นก็มาจากห้องสังเกตการณ์ของเขาทั้งหมด ฉันยังไม่เห็นเขาจะพูดขอบคุณสักคำ”

            “ก็จริง ไม่ใช่เรื่องเลย”

            “อย่างน้อยก็ต้องชวนดื่มบ้างสิ”

            “ช่างเถอะ ไหน ๆ คนก็หนีไปแล้ว ยังจะไปคาดหวังอะไรได้อีก”

            “แต่จะว่าไป ของในห้องสังเกตการณ์นั่นก็เยอะจริง ๆ นะ มันไม่ได้อยู่บนเรือมาก่อนหน้านี้ใช่มั้ย?”

            “ใครจะไปรู้ อาจจะเป็นของส่วนตัวก็ได้”

            ……

     จบคำพูดนั้น เหล่าลูกเรือก็หัวเราะออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

    ประโยคที่พวกลูกเรือพูดคุยกันอาจจะเป็นเรื่องสรวลเสเฮฮาสำหรับพวกเขา แต่นั่นไม่ใช่กับเฉินอันหลาน ประโยคบอกเล่าพวกนี้ถือเป็นเบาะแสชิ้นสำคัญเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามตอนนี้ข้อเท็จจริงที่ว่าไบรอันขนของขึ้นเรือมาก็ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว และของก็อยู่บนเรือวิกตอเรียลำนี้นี่แหละ แถมยังถูกซุกซ่อนไว้ในที่ลับตาคนเสียด้วย คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาเจอ

    ไบรอัน ซิพช่อนของทั้งหมดไว้ที่ไหนกัน?