เจียงหยางออกไปแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาบอกกับเฉินอันหลานว่าจะอยู่ต่ออีกสักพัก แต่หลังจากได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งและคุยกับปลายสายได้ไม่นาน เจียงหยางก็หุนหันจากไปโดยไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรกับเฉินอันหลาน ท่าทีรีบร้อนของเจียงหยางทำให้เฉินอันหลานคิดถึงบทสนทนาของชายสองคนหน้าห้องอาบน้ำที่เขาได้ยินเมื่อคืน บทสนทนาเกี่ยวกับคุณหนูตระกูลเวล์ฟที่เพิ่งขึ้นเรือมาเพื่อรับร่างของน้องชายที่ถูกฆาตกรรมเมื่อคืนก่อนกลับไป เฉินอันหลานคิดว่าคงเป็นเรื่องนี้ที่ทำให้หัวหน้าของเขาถูกเรียกตัวกะทันหัน
คุณหนูตระกูลเวล์ฟช่างขึ้นเรือมาได้ในเวลาที่ประจวบเหมาะเสียจริง เพราะก่อนหน้านี้เฉินอันหลานกำลังคิดไม่ตกอยู่ว่าเขาจะหาโอกาสลงมือตอนไหนดี แต่ถ้าคุณหนูคู่หมั้นของโอดินขึ้นเรือมาวันนี้ อย่างไรเธอก็ต้องไปอยู่กับโอดินแน่นอนและเขาก็จะมีเวลามากพอในการหาตัวไบรอัน ซิพ
เรื่องนี้จะง่ายขึ้นอีกเยอะถ้าไม่มีคนตระกูลเอสเตเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่ตอนนี้เฉินอันหลานคงต้องพับความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นลงชั่วคราวก่อน เพราะเขาพึ่งนึกขึ้นได้ว่าปัญหาใหญ่ของเขาในตอนนี้ก็คือ...
เขาไม่มีเสื้อผ้าจะใส่แล้วน่ะสิ!
ตอนขึ้นเรือมา เฉินอันหลานเตรียมเสื้อผ้ามาแค่สามชุด เป็นสูทสองตัวซึ่งตอนนี้หายไปแล้วตัวหนึ่ง ส่วนอีกตัวก็เปียกชุ่ม ที่เหลืออยู่จึงมีแค่ชุดนอนแค่ชุดเดียวเท่านั้น และถ้าจะให้เขาใส่ชุดนอนออกไปทำงานก็คงไม่ได้...
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
“คุณเฉินอยู่ไหมครับ?”
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นจากนอกห้อง ทำให้เฉินอันหลานต้องลุกขึ้นไปดูอย่างเสียไม่ได้
เขาเดินมาหยุดที่หน้าประตูแล้วมองลอดตาแมวออกไป เมื่อเห็นว่าเป็นพนักงานบนเรือก็เปิดประตูให้ พนักงานคนนั้นนำชุดสูทใหม่เอี่ยมยื่นให้เฉินอันหลานทันทีที่ประตูเปิดออก
“นี่อะไรครับ?”
“เสื้อผ้าที่นายน้อยโอดินฝากมาให้คุณเฉินครับ เขาฝากบอกว่าขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนครับ”
โอดิน?
เฉินอันหลานพิจารณาสูทในมือพนักงาน หลังจากยืนเงียบอยู่นานก็เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเล็กน้อยให้พนักงานคนนั้นก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“เขาพูดอะไรอีกไหมครับ?”
“ไม่มีแล้วครับคุณเฉิน” พนักงานตอบกลับมาอย่างสุภาพ
เฉินอันหลานจ้องมองชุดสูทนั้นอีกครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล ถึงเขากับโอดินจะเคยมีปฏิสัมพันธ์กันอยู่ครั้งสองครั้ง แต่เฉินอันหลานรู้ดีว่าโอดินไม่ใช่คนที่โอบอ้อมอารีถึงขนาดที่จะรู้สึกผิดกับเขาแค่เพราะทำชุดสูทเขาเปียกไปทั้งตัวจนต้องให้คนนำชุดสูทตัวใหม่มาให้ถึงที่แบบนี้
เว้นแต่ว่าคนคนนั้นจะมีจุดประสงค์อื่น...
“คุณเฉินครับ?” พนักงานที่นำเสื้อผ้ามาให้เอ่ยเรียกเฉินอันหลานเมื่อเห็นว่าเขาคงยืนอยู่เงียบ ๆ โดยไม่ยอมรับเสื้อผ้าไป
เฉินอันหลานยื่นมือออกไปรับชุดสูทมาถือไว้แล้วพลิกดูด้านหลังตัวเสื้อ น่าแปลกที่สูทตัวนี้ดันเป็นไซส์เดียวกับที่เขาสวมใส่แบบพอดิบพอดี
ถ้าโอดินส่งของขวัญชิ้นนี้ให้เขาแทนคำขอโทษจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แล้วคนคนนั้นรู้ขนาดตัวของเขาได้ยังไงกัน? เฉินอันหลานจำได้ว่าเมื่อคืนนี้ตัวเองไม่ได้ถอดชุดลืมทิ้งไว้ที่ไหนเสียหน่อย...
หรือว่า!
โอดินอาจจะกำลังตรวจสอบเขาจากเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น
เฉินอันหลานนึกไปถึงชุดสูทของเขาที่หายไปแล้วเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เช้าวันนั้นเขาแอบฟังบทสนทนาระหว่างเว่ยเชียนเฉินกับโอดิน แต่นานเข้าก็กลัวจะถูกจับได้เสียก่อนจึงหาจังหวะเหมาะ ๆ แล้วรีบหนีออกมา ดูเหมือนเขาจะเร่งรีบจนลืมหยิบเสื้อผ้าของตัวเองติดมือมาด้วย
งั้นถ้าผู้นำตระกูลเอสเตสงสัยเขาจริง ๆ คนคนนั้นก็ต้องส่งคนมาสอดแนมเขาแล้วสิ...
คิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเฉินอันหลานก็เคร่งขรึมลงในทันตา
“คุณเฉิน งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” พนักงานที่หมดหน้าที่ของตัวเองแล้วกล่าวขอตัวกับเฉินอันหลาน
“เดี๋ยวก่อน”
“คุณเฉินมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?”
ไหน ๆ ของก็ส่งมาแล้ว ถ้าส่งคืนไปตอนนี้ โอดินอาจจะคิดว่าเขาร้อนตัวแล้วยิ่งสงสัยมากขึ้นก็ได้ อีกอย่างวันนี้เขาก็ไม่มีชุดใส่อยู่แล้วด้วย...ชั่งใจอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเฉินอันหลานก็ตัดสินใจเก็บของขวัญชิ้นนี้ไว้ เขายื่นบัตรเครดิตให้กับพนักงานพร้อมกับเอ่ยกำชับฝากฝังข้อความถึงคนที่ส่งของมาให้เขา
“รบกวนกลับไปบอกโอดินด้วยนะครับว่าผมยินดีรับของขวัญชิ้นนี้ไว้รวมถึงคำขอโทษจากเขาด้วย”
“แล้วบัตร...”
“แต่ของขวัญของเขามันแพงเกินไป ผมไม่อยากติดหนี้ใคร ดังนั้นผมจะเป็นคนจ่ายเอง”
“แต่สูทชุดนี้ นายน้อยโอดินตั้งใจให้กับคุณ...”
“คุณรูดบัตรแล้วก็ส่งคืนให้ผมแล้วกันนะ”
ไม่รอให้จบประโยคนั้น เฉินอันหลานก็รีบตัดบทแล้วปิดประตูทันที เขาเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับจัดแจงนำชุดสูทออกมาให้เรียบร้อย จากนั้นก็ถอดชุดตัวเองโยนไว้บนเตียงแล้วคว้าของใหม่ขึ้นมาสวมใส่
เปลี่ยนชุดเสร็จเฉินอันหลานก็เดินออกมาจากห้องพัก ระหว่างทางเขาเดินสวนกับหญิงสาวชาวต่างชาติหน้าตาหมดจดคนหนึ่ง เจ้าหล่อนเดินมาพร้อมกับเหล่าบอร์ดี้การ์ดชุดดำรายล้อมรอบตัวเต็มไปหมด
เสี้ยววินาทีที่เดินสวนกันนั้น เฉินอันหลานแอบเห็นเธอชำเลืองสายตามาทางนี้แวบหนึ่งก่อนจะถือกระเป๋าเดินเข้าห้องของโอดินไปโดยไม่สนใจเขาอีก
คุณหนูคนนี้คงจะเป็นคนของตระกูลเวล์ฟ คู่หมั้นคู่หมายของโอดิน คนที่ใคร ๆ ต่างก็พูดถึง...
‘คาดิน่า เวล์ฟ’
“ไอ้ไก่อ่อนยังอยู่ดีเหรอเนี่ย?”
วาจาไร้มารยาทผ่านน้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขัดจังหวะความคิดของเฉินอันหลาน
เฉินอันหลานปรายตามองตามต้นเสียงไป จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง เป็นเว่ยเชียนเฉินที่เดินออกมาพร้อมกับหมิงจวงเจ้าเก่าที่มีใบหน้านิ่งเฉยอยู่เป็นนิจ
ความรู้สึกแรกที่เห็นคนทั้งคู่ปรากฏตัวออกมาคือสองผู้ติดตามของผู้นำตระกูลเอสเตคงจะออกมาสร้างหายนะให้กับคนอื่นอีกแล้ว
เฉินอันหลานไม่อยากเสียเวลากับคนพวกนี้อีกจึงได้ทำท่าจะหมุนตัวจากไป แต่น้ำเสียงน่ารำคาญนั่นกลับเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ใส่เร็วดีนี่?”
“.......”
“ชุดพอดีตัวเลยใช่มั้ยล่ะ เข้ากับนายดีนะ”
ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปกลับหยุดชะงักลง
เว่ยเชียนเฉินเห็นดังนั้นก็ก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาทำจมูกฟุดฟิดอยู่บริเวณไหล่ของเฉินอันหลาน ก่อนจะหันไปกระซิบเบา ๆ ที่ข้างใบหูของเขา
“อัลฟ่าที่อ่อนแออย่างนาย หาไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้ ใครกันนะที่เกือบเป็นลมในห้องซาวน่าเมื่อวานนี้น่ะ”
เฉินอันหลานมองข้ามไหล่ของเว่ยเชียนเฉินไปทางคนหน้านิ่งที่ยืนอยู่หลังคู่หูตัวเอง แล้วกล่าวกับหมิงจวงแทน
“ตระกูลเอสเตสั่งสอนคนของตัวเองมาแบบนี้เหรอ ถึงได้ปล่อยให้เห่าระรานชาวบ้านเขาไปทั่ว?”
หมิงจวงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนที่มุมปากหยักนั้นจะยกขึ้นด้วยความพึงพอใจ
ปฏิกิริยาตอบรับนั้นช่างตรงข้ามกับอีกคนโดยสิ้นเชิง เทียบกับหมิงจวงแล้ว เว่ยเชียนเฉินไม่ต่างอะไรกับระเบิดชั้นดีที่พร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลาหากมีคนจุดชนวน ดังนั้นทันทีที่จบประโยคนั้นของเฉินอันหลาน คอเสื้อของเขาก็ถูกกระชากขึ้นอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว
“ไอ้โง่”
“นายไม่ต้องมายุ่ง วันนี้ฉันจะสั่งสอนมันได้!”
“ดูข้างล่างด้วย”
เว่ยเชียนเฉินก้มลงมองข้างล่างตามคำของคู่หูแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง
ปืนที่เคยเหน็บอยู่ข้างเอวเขา เวลานี้กลับย้ายมาจ่ออยู่ที่หน้าท้องโดยที่เว่ยเชียนเฉินไม่รู้ตัวเลยสักนิด
เฉินอันหลานแนบปากกระบอกปืนลงไปที่สีข้างของเว่ยเชียนเฉินก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น
“ฉันไปได้รึยัง?”
สีหน้าของเว่ยเชียนเฉินมืดครึ้มลง เขากำหมัดแน่นเตรียมซัดลงบนใบหน้าของเฉินอันหลานเต็มที่ หมิงจวงเห็นเพื่อนใกล้สติแตกอยู่รอมร่อก็เดินเข้ามาห้ามไว้ด้วยใบหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม ทว่าแววตากลับแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังยิ่งขึ้น
“อย่าก่อเรื่อง”
“มันดูถูกฉัน!”
“แต่ถ้านายไม่หาเรื่องเขาก่อน เขาจะพูดอย่างนั้นเหรอ?”
“นี่นายอยู่ข้างใครกันแน่?”
หมิงจวงจับข้อมือของเว่ยเชียนเฉินลากมาไว้ข้างกาย แต่อีกฝ่ายกลับยังไม่ยอมแพ้พยายามจะปรี่เข้าไปสั่งสอนเฉินอันหลานให้ได้
สุดท้ายเมื่อความอดทนหมดลง หมิงจวงก็จิกหัวเพื่อนสนิทเข้าให้เต็มแรงแล้วจัดการลากเว่ยเชียนเฉินออกมา
เฉินอันหลานมองทั้งสองคนด้วยแววตาสงบนิ่ง สักพักก็โยนปืนในมือทิ้งแล้วเดินจากไป
เมื่อเฉินอันหลานเดินออกไปแล้ว เว่ยเชียนเฉินก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
“ไอ้เวรเอ๊ย! ปืนนั่นมันไม่มีกระสุน นายจะกลัวทำซากอะไร!”
หมิงจวงชำเลืองมองเพื่อนตัวเองเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินจากไปอีกคน
“อย่าคิดว่าทำเป็นเงียบแล้วฉันจะทำอะไรนายไม่ได้นะ!”
“.......”
“พูดเดี๋ยวนี้นะ!”
“นี่ เชื่อฟังกันหน่อยสิ เดี๋ยวฉันให้อมยิ้ม” หมิงจวงกล่าวโดยไม่หันมามอง
“กินนายแทนได้ไหม”
เท้าของหมิงจวงหยุดชะงักทันที นิ่งไปราวสองสามวิ คนหน้านิ่งก็หันกลับมามองเว่ยเชียนเฉินด้วยแววตาสาปแช่ง
เว่ยเชียนเฉินที่เห็นสายตาอาฆาตจากเพื่อนสนิทก็ขนลุกวาบ เขาหุบปากลงและกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังไม่วายเล่นต่อ
“ว่าแต่...มันรสชาติยังไงเหรอ?” เว่ยเชียนเฉินเอ่ยถามด้วยระดับเสียงที่ลดลง
หมิงจวงจ้องเขม็งไปทางเว่ยเชียนเฉินมากกว่าเดิม สุดท้ายก็ถอนหายใจและเลือกจะไม่สนใจเขาอีก
“เสี่ยวหมิงหมิง นายโกรธเหรอ?”
“ออกไป”
“เวลานายโกรธดูดีจริง ๆ เลย”
“..........”
“อมยิ้มของฉันหมดแล้ว บนเรือก็ไม่มีขายด้วย ไม่มีอมยิ้มกินแล้วฉันรู้สึกแย่อ่ะ”
“....ลิ้นชักชั้นสองในตู้”
เว่ยเชียนเฉินกระโดดกอดหมิงจวงด้วยความดีใจราวกับสุนัขตัวใหญ่ที่ได้ของเล่น เขาทำปากจู๋แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกคนที่กำลังพยายามเอียงตัวหลบอย่างเต็มที่ สุดท้ายก็จูบลงบนหน้าผากหมิงจวงไปทีหนึ่งแล้วพูดขึ้น
“งั้นฉันไปเอาละนะ?”
“รีบไสหัวออกไปเลย”
เว่ยเชียนเฉินหันกลับมาจุ๊บหมิงจวงอีกสองที แล้ววิ่งเข้าไปเอาอมยิ้มในห้องของอีกฝ่ายด้วยความดีใจ เห็นเว่ยเชียนเฉินวิ่งเริงร่าออกไปแบบนั้นทำเอาหมิงจวงรู้สึกหมั่นไส้จนอยากเอามีดกะซวกไส้เขาขึ้นมาตหงิด ๆ
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
สุดท้ายเฉินอันหลานหาคลังเก็บสินค้าของเรือลำนี้ไม่พบ
เวลานี้เขาจึงได้แต่ยืนฟังบทสนทนาไร้สาระของพวกลูกเรือที่ดังออกมาจากห้องบังคับการ บทสนทนาของพวกเขามีตั้งแต่เรื่องลับ ๆ ใต้เตียงคนดัง ไปจนถึงเรื่องจิปาถะอย่างเช่นว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี ประโยคแล้วประโยคเล่าผ่านเข้าหูซ้ายและทะลุออกหูขวาของเฉินอันหลานไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีคนเปิดประเด็นเรื่องห้องสังเกตการณ์ขึ้น
“บนเรือนี้ก็มีหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำเรือแค่สองสามคน คนหนึ่งก็ดันมาป่วย ส่วนอีกคนก็หนีหายไปเสียนี่ ตอนนี้คนของเราไม่พอ พวกเบื้องบนก็เลยจะส่งเราไปทำหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยด้วย”
“ฉันไม่ไปคนหนึ่งล่ะ งานเพิ่มแต่เงินไม่เพิ่ม ใครจะอยากไป”
“มีคำสั่งลงมาแบบนี้ ถึงไม่อยากก็ต้องทำแหละ”
“เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้นายพึ่งพูดว่าใครหนีหายไปนะ?”
“ก็ฟาวิโนที่ชอบทำหน้านิ่ง ๆ คนนั้นไง”
“อิตาเลียนแมนคนนั้นอ่ะนะ?”
“ไม่ใช่หมอนั่นแล้วจะเป็นใครเล่า” หนึ่งในพวกลูกเรือคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความขุ่นเคืองแล้วเริ่มเอ่ยนินทา
“เบื้องบนเขาจ้างมาทำงานแถมยังได้เงินเยอะกว่าพวกเราตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แต่ฉันไม่ยักเห็นหมอนั่นจะทำงานเลย วัน ๆ เขาก็เอาแต่จิบไวน์แล้วก็นอนอุตุอยู่แต่ในห้องสังเกตการณ์นั่นแหละ”
เฉินอันหลานที่แอบฟังอยู่ด้านนอกหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด
หลังจากลูกเรือคนนั้นพูดจบ อีกคนก็เสริมขึ้นบ้าง
“ใครจะกล้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ ก็วันก่อนตอนเขาพึ่งขึ้นเรือมาเราก็ไปช่วยเขาขนของตั้งหลายอย่าง ของนั่นก็มาจากห้องสังเกตการณ์ของเขาทั้งหมด ฉันยังไม่เห็นเขาจะพูดขอบคุณสักคำ”
“ก็จริง ไม่ใช่เรื่องเลย”
“อย่างน้อยก็ต้องชวนดื่มบ้างสิ”
“ช่างเถอะ ไหน ๆ คนก็หนีไปแล้ว ยังจะไปคาดหวังอะไรได้อีก”
“แต่จะว่าไป ของในห้องสังเกตการณ์นั่นก็เยอะจริง ๆ นะ มันไม่ได้อยู่บนเรือมาก่อนหน้านี้ใช่มั้ย?”
“ใครจะไปรู้ อาจจะเป็นของส่วนตัวก็ได้”
……
จบคำพูดนั้น เหล่าลูกเรือก็หัวเราะออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
ประโยคที่พวกลูกเรือพูดคุยกันอาจจะเป็นเรื่องสรวลเสเฮฮาสำหรับพวกเขา แต่นั่นไม่ใช่กับเฉินอันหลาน ประโยคบอกเล่าพวกนี้ถือเป็นเบาะแสชิ้นสำคัญเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามตอนนี้ข้อเท็จจริงที่ว่าไบรอันขนของขึ้นเรือมาก็ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว และของก็อยู่บนเรือวิกตอเรียลำนี้นี่แหละ แถมยังถูกซุกซ่อนไว้ในที่ลับตาคนเสียด้วย คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาเจอ
ไบรอัน ซิพช่อนของทั้งหมดไว้ที่ไหนกัน?