ชั้นบนของหอซื่อผิ่นตกแต่งอย่างเป็นสัดส่วน เพื่อให้แขกไม่รู้สึกเบื่อขณะนั่งรอ จึงมีโต๊ดื่มชาไว้ มีทั้งหมดสามชุดตั้งไว้ริมหน้าต่าง โถงใหญ่เป็นที่โชว์เครื่องประดับต่างๆ มีฉากกั้นแยกห้องไม่กว้างเท่าใดนัก เพื่อไว้ให้ลูกค้าได้ลองเครื่องประดับ
ฉางหลิวหลีและฉางเยี่ยนหลีขึ้นมาถึงชั้นบน ผิงอันก็แยกไปนั่งรอที่โต๊ะดื่มชาอย่างเด็กรู้ความ ปล่อยให้ท่านแม่กับท่านน้าไปลองเครื่องประดับอย่างสบายใจ
“เถ้าแก่ท่านแม่สั่งทำครื่องปรดับกี่ชิ้นหรือ” ฉางเยี่ยนหลีถาม ตั้งแต่แต่งงานนางก็เริ่มตระหนี่ขึ้นเล็กน้อย
“ของคุณหนูรองกับฮูหยินเมิ่งคนละสองชิ้น ส่วนของฮูหยินฉางมีเพียงกำไลหยกฝังมุกชิ้นเดียวขอรับ” เถ้าแก่ตอบ
“ฮูหยินมักนึกถึงเราสองคนก่อนเสมอ”
ฉางเยี่ยนหลีบอกน้องสาว
“ท่านแม่นางก็เป็นเช่นนี้แหละ ตั้งแต่เล็กจนโตนางก็คิดว่าพี่หญิงเป็นลูกสาวของนางคนหนึ่ง ไม่ว่าจะทำอะไรนางมักจะให้พี่หญิงก่อนเสมอ เพราะนางกลัวว่าท่านจะน้อยใจ” ฉางเยี่ยนหลีบอกพี่สาว
นานๆจะได้ออกมาด้วยกัน สองพี่น้องก็เดินเลือกเครื่องประดับอย่างเพลิดเพลิน
ทั้งคุยกันทั้งหัวเราะตามประสา โดยไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งแอบมองอยู่
“ท่านอ๋องท่านไม่ไปเลือกปิ่นหรือขอรับ” ซ่งหลานถาม
“รอให้พวกนางเลือกเสร็จก่อน”
“กระหม่อมว่าเด็กคนนั้นใช้ได้ทีเดียวตั้งแต่พวกเราขึ้นมาจนถึงตอนนี้ ก็น่าจะราวๆหนึ่งก้านธูป เด็กคนนั้นยังนั่งอยู่ท่าเดิม อายุก็ไม่น่าจะเกินสี่ขวบ แต่ทำไมท่าทางเหมือนผู้ใหญ่เสียจริง” ซ่งหลานพูด
“ท่านกุนซือคิดว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกใคร" ฉงหลินถาม
“จะเป็นลูกใครได้นอกจากลูกแม่ทัพเมิ่งกับคุณหนูฉางหลิวหลี ท่าทางองอาจเหมือนแม่ทัพ นิสัยสุขุมเยือกเย็นเหมือนบัณฑิต แม่ทัพเมิ่งช่างมีวาสนาจริงๆ”
จบคำพูดของซ่งหลานถ้วยชาก็ถูกกระแทกลงโต๊ะเสียงดัง
“พูดพอรึยัง” หย่งซีเฉินพูด
เวินฉงหลินเลิ่กลักทำหน้าไม่ถูก ส่วนเซียวซ่งหลานก็เตรียมหนีเอาตัวรอด
“องครักษเวินข้าว่า ข้าลองไปพูดคุยกับเด็กคนนั้นก่อน เผื่อว่าเขาต้องการเพื่อนคุย” ซ่งหลานรีบลุกไปหาผิงอัน
“คุณชายน้อยเจ้ามากับใครหรือ”
“มากับท่านแม่ขอรับ แล้วท่านลุงมาทำอะไรที่นี่หรือขอรับ” ผิงอันถามกลับ
“ข้าพาคุณชายท่านนั้นมาซื้อปิ่นให้สตรีที่เขารักน่ะ” ซ่งหลานชี้มือไปยังหย่งซีเฉิน ผิงอันมองตาม หย่งซีเฉินจึงยื้มให้ผิงอัน เวินฉงหลินกลับประหลาดใจยากนักที่จะได้เห็นท่านอ๋องยิ้ม
“คุณชายท่านนั้นมาซื้อปิ่นให้ภรรยาหรือขอรับ นางช่างโชคดีจริงๆท่านแม่ของข้านางหน้าตางดงามยิ่งนัก แต่ไม่เคยมีบุรุษซื้อปิ่นให้นางสักคน แสดงว่าไม่มีใครรักนางหรือขอรับ” ผิงอันถามตามประสาเด็กสามขวบ แต่คำถามของผิงอันทำให้ซ่งหลานหัวเราะลั่น
“สองคนคุยอะไรกัน ทำไมซ่งหลานหัวเราะดังลั่นปานนั้น”
ฉงหลินได้แต่ส่ายหัวกับคำถามของหย่งซีเฉิน
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ เจ้าเข้าใจผิดแล้วเอาไว้เจ้าโตกว่านี้เจ้าจะเข้าใจเอง” ซ่งหลานบอก
“ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรหรือ”
“ชื่อฉางผิงอันขอรับ”
หย่งซีเฉินลอบมองสองคนคุยกันอยู่ตลอด
“เจ้าเป็นลูกใครหรือ"ซ่งหลานหลอกถามเด็ก แต่ยังไม่ทันได้คำตอบฉางหลิวหลีก็เดินมาถึง
“ผิงอันเราไปกันเถอะ”
“ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”
เมื่อผิงอันไปแล้วซ่งหลานก็กลับมานั่งที่เดิม คิดว่าป่านนี้ท่านอ๋องคงอารมณ์ดีแล้ว
“คุยอะไรกันเจ้าหัวเราะดังลั่น” หย่งซีเฉินถาม
“เด็กคนนั้นบอกว่าไม่เคยมีบุรุษซื้อปิ่นให้แม่ของเขาเลยขอรับ”
“ตกลงเด็กคนนั้นเป็นลูกของใครกันแน่ท่านกุนซือ” ฉงหลินยังไม่ยอมแพ้
“ยังไม่ได้เรื่องเด็กคนนั้นออกไปก่อน แต่รู้ว่าชื่อฉางผิงอัน”
“ฉางผิงอัน ไม่ได้แซ่เมิ่ง หรือจะเป็นลูกของแม่ทัพฉางเฟิง” ฉงหลินคาดเดา
“ใช่ๆๆ อาจเป็นไปได้ คนสนิททั้งสองคุยกันออกรส แต่หย่งซีเฉินกลับไม่ได้สนใจฟังเท่าใดนัก ท่านอ๋องสนใจเพียงมุกราตรีสีขาวกับชมพูสองเม็ดในมือ ที่ได้มาจากเป่ยเหลียงครั้งที่ไปประจำอยู่หลินโจว