"แกถึงแล้ววัดนี้แหละปะไปกราบหลวงปู่กัน"
สิตาลงจากรถที่ใช้เป็ยานพาหนะพาตนมาแล้วหันมองบรรยากาศรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ บรรยากาศที่นานๆ ที่จะได้เห็นสักครั้งเพราะั้แ่ย้ายตนเองมาอยู่กรุงเทพก็ไม่เคยได้ัับรรยากาศแบบนี้อีกเลย
"ลุงสมสวัสดีคะ"
"สวัสดีค่ะ"
สิตาเห็นเพื่อนไหว้ก็ไหว้ตามด้วยความมีมารยาทที่ถูกหม่อมยาสอบอบรมมาั้แ่เด็ก
"ไหว้พระเถอะหลาน"
"ลุงสมปีนี้คนเยอะจังเลยนะค่ะ"
"เป็พระบารมีของหลวงปู่ที่ผู้คนเลื่อมใสและศัทธากล่าวขานกันไปไกล นี่มาจากเชียงใหม่เชียงรายยังมีเลยนะหลาน"
"โห้..."
สิตาได้ยินลุงสมพูดแบบนั้นก็อดใจรออยากพบและกราบไหว้ไม่ไหวแล้วสิ อยากรู้เหมือนกันท่านจะเป็อย่างที่เขาลือกันรึเปล่า
"นี่หลวงปู่ท่านรู้มั้ยเนี้ยว่าหลานสาวท่านมา"
"ไม่รู้หรอกค่ะอิงไม่ได้บอก"
"ไปๆงั้นไปกราบท่านกัน"
"อิงหลวงปู่ที่ว่าเป็ปู่แท้ๆแกเหรอ"
สิตากระสิบถามเพื่อนที่เดินอยู่ข้างๆกัน เป็เพื่อนสนิทกันก็จริงนะแต่ไม่เคยรู้เลยว่าปูของเพื่อนบวชอยู่ที่นี่
"ใช่ปู่ฉันเองท่านบวชั้แ่แม่ฉันยังเด็ก"
"อ่อ.."
"ลุงสมค่ะแล้วที่เขากางเต้นท์กันแล้วแบ่งเป็ห้องๆ เขาทำอะไรกันเหรอคะ"
สิตาอดถามไม่ได้เพราะแปลกใจเหลือเกินกับสิ่งที่เห็นเต้นท์ผ้าใบยาวเป็แถวเรียงรายกันอยู่ ส่วนเพื่อนตัวดีหลังจากที่ได้ยินสิตาพูดก็กลั้นขำสุดชีวิต
"เออ..โรงทานนะหลาน"
"เป็แบบไหนเหรอค่ะ"
"โอ้ย...ตาแกไม่รู้จริงๆเหรอ"
สิตาสายหัวอย่างแรงเพื่อยืนยันว่าไมรู้จริงๆผู้ใหญ่อย่างลุงสมจึงแบ่งปันความรู้ให้สิตาเพื่อกระจ่างในความสงสัย
"หนูเห็นที่เค้าแบ่งกันเป็ส่วนๆคล้ายๆ ห้องๆหนึ่งสมัยนั้นอ่ะเค้าเอาไว้แบงเขตแดนเพื่อบริจาคสิ่งของต่างๆที่เอามา อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยว,น้ำ,ส้มตำ,ขนมเป็ต้น"
"แล้วทำไมเขาถึงบริจาคกันค่ะ"
ลุงสมได้ยินแบบนี้ก็อึ้งไป 10 วิ แล้วเอามือเกาหัวจนทำให้สิตาที่พลั้งปากถามอายและเพื่อนอย่างอิงอิงยิ้มเหมือนจะขำ
"มันเหมือนเป็การสร้างบุญอีกอย่างหนึ่งนะหลานโรงทานแบบนี้ทำไปก็ได้บุญ บุญใหญ่ด้วยนะหลานทำทานให้กับคนหลายทางนะกับผู้ยากไร้ กลับพระสงฆ์ด้วย ส่วนคนมาแจกโรงทานก็จะได้สร้างบุญบารมีกับหลวงปู่ด้วย นั้น”
ลุงสมหันมองสิตาที่ทำหน้างงไม่หาย จึงอธิบายต่อ ว่า
“อย่างเช่นคนที่มาขอรับของ หรือมากินของอร่อยที่เขาบริจาค เขาก็จะโมทนากับเ้าของโรงทาน และโมทนากับหลวงปู่ ว่าดูสิเพราะบารมีท่านจึงมีโรงทานเยอะแยะมากมายอย่างนี้ จึงทำให้ผู้คนมากมายกราบไหว้ท่านในวันสำคัญไม่อดอยาก คนไม่มีกินก็จะได้มีกิน คนไม่เคยกินก็จะได้กิน”
“ตาอยากบริจาคบ้างค่ะ”
“ได้สิเดี๋ยวลุงหาที่ให้”
“แกจะบริจาคอะไรอ่ะยัยตา”
“ฉันจะบริจาคพระพุทธรูป”
“บ้าหรือเปล่ายายตาไม่มีใครเขาบริจาคแบบนี้กันหรอก”
“ไม่บ้าหรอกฉันนี่แหละจะทำคนแรก”
ทั้งสามคนพูดคุยกันจนถึงบันไดทางขึ้นกุฏิของหลวงปู่ ที่ตอนนี้มีเณรและชาวบ้านผู้ชายนั่งหารือกันอยู่ 2-3 คนที่โต๊ะหน้ากุฏิใต้ต้นไม้
“อ้าวตาสมพาใครมาละนั้น”
“หลานหลวงปู่นะพ่อผู้ใหญ่”
อิงอิงและสิตาพากันยกมือไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ลุงสมแนะนำ พวกท่านก็เอ็นดูถามนู้ถามนี่ไปเรื่อย
“ฉันพาหลานไปกราบหลวงปู่ก่อนนะ”
“เออๆไปเถอะหลวงปู่อยู่ข้างบน”
ลุงสมพยักหน้าแล้วพาอิงอิงและสิตาขึ้นมาข้างบนกุฏิ พอขึ้นมาข้างบน มันมีความรู้สึกแตกต่างกันเลย มันร่มเย็น มันมีความสงบเหมือนมีพลังงานบวกมากมาย
“มากันแล้วรึ”
ยังไม่ทันนั่งเลยหลวงปู่ก็เปิดประตูออกจากห้องมาแล้วทักขึ้นซะก่อน สิตามองหลวงปู่อย่างอึ้งๆว่าหลวงปู่รู้ได้ยังไง ว่ามีคนมาหรือที่นี่จะมีกล้องวงจรปิด ร่างบางหันมองรอบๆก็ไม่เห็นมีกล้องสักตัวเลย จึงเลิกสนใจกล้องแล้วหันมาสนใจหลวงปู่โดยการกราบไหว้แล้วพูดจาแทน
“แล้วโยมพ่อโยมแม่ละโยมอิง”
“พ่อกับแม่ตามมาทีหลังค่ะอิงพาเพื่อนมาก่อน”
หลวงปู่พยักหน้ากับหลานแต่หันมาจ้องสิตาจนสิตาเริ่มลนว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือเปล่า รึท่านจะดุเื่ที่หันดูนั้นดูนี่ไม่หยุด
“บุพเพวาสนานำพา แม้ห่างกันพันลี้ก็มีเหตุชักพาให้มาเจอกัน”
หลวงปู่พูดขณะมองหน้าสิตาแล้วยิ้มทำให้ทั้ง 3 ชีวิตที่ได้ยินต่างงงงวยแต่ไม่มีใครพูดอะไร ได้แต่ก้มลงกราบไหว้พระคิดว่าคำพูดนั้นบ่งบอกถึงการพบเจอกันระหว่างหลวงปู่กับทุกคน
“แล้วโยมทั้งสองพักที่ไหนรึ”
“อิงจองรีสอร์ทแถวนี้ไว้ค่ะหลวงปู่”
พูดคุยกันอีกสักพักทั้ง 3 ก็ลาหลวงปู่ออกมาอิงกับสิตานั้นนกลับไปที่พักกัน ส่วนลุงสมนั้นไปจัดการเื่ที่ที่จะใช้ในการบริจาคของให้สิตา