แต่… ถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่อยากไปนั่งหลังขดหลังแข็งให้ท่านดุทั้งวันอยู่ดี
"พรุ่งนี้ฉันจะป่วยนะคะ" ฉันบอกเขาหลังเราออกมาจากบ้านของคุณยาย รถกำลังเคลื่อนไปตามท้องถนนด้วยความเร็วไม่มากนัก
"วันเดียวจะเลิกแล้วเหรอ" ไนล์เหลือบตามองนิดๆ แล้วหันกลับไปมองถนน
"ฉันไม่ได้อยากจะเรียนั้แ่แรกซะหน่อย ต้องทนโดนดุตลอดทั้งวัน แถมทำอะไรก็ไม่ถูกใจคุณยายสักอย่าง" เสียงของฉันยานคาง เพราะทั้งเหนื่อยแถมเมื่อขบไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว “ดูหลังมือฉันสิบวมไปหมดแล้ว เอะอะก็ถูกตี” ฉันฟ้องพลางยื่นหลังมืออันปกติธรรมดาให้เขาดู
"เธอเป็นักเรียนหัวทึบน่ะสิ ถึงไม่เข้าใจสิ่งที่ยายสอน"
"เอาตามความจริงฉันก็ฉลาดพอตัวนะคุณ แค่ไม่ถนัดงานผู้หญิ้งผู้หญิงแบบนี้ต่างหาก!" คนฟังทำหน้าราวกับไม่อยากเชื่อ ฉันจึงต้องย้ำอีกรอบ "ฉันฉลาดจริงๆ นะ ทำไมต้องทำหน้าสงสัยขนาดนั้นด้วยล่ะคะ!"
"โอเคๆ ฉันจะพยายามเชื่อนะว่าเธอฉลาดจริงๆ " เขาบอกกลั้วหัวเราะ คนอะไรกวนประสาทชะมัดยาด "พรุ่งนี้คุณยายให้พัก 1 วันนะ"
ฉันแทบอยากร้องกรี๊ดด้วยความดีใจ ถ้าไม่ได้ยินประโยคถัดมา
"แต่วันมะรืนท่านจะส่งคนขับรถมารับให้ไปทำบุญวันพระที่วัดกับท่านแต่เช้า"
ฉันกระฟัดกระเฟียด ขยี้ถุงห่อลูกชุบในมือด้วยความหงุดหงิดเพราะไม่รู้จะระบายที่ไหนดี
"แต่ฉันเป็คาทอลิกค่ะ ช่วยบอกคุณยายที"
"เหรอ แต่ก่อนออกมาเธอยังยกมือไหว้พระพุทธรูปบนหิ้งพระของคุณยายอยู่เลย"
ฉันกัดฟันกร็อด ยังไงก็ไม่มีทางหลุดพ้นง่ายๆ เลยใช่ไหมเนี่ย แถมยังรู้ทันเสียทุกเื่!
“ก็ฉันไม่อยาก...”
“ไปเถอะน่า ถือว่าไปไหว้พระขอพรให้ลูกของเราแข็งแรงไง” ฉันเกือบจะมองเขาหน้าคว่ำอย่างคนหงุดหงิดเต็มที่ ทว่ารอยยิ้มจริงใจเมื่อเอ่ยคำว่า ‘ลูกของเรา’ ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด ความโกรธทั้งหมดทั้งมวลพลันมลายหายไปในเสี้ยววินาที
“ก็ได้ค่ะ” ฉันตอบตกลงในที่สุด ไนล์จึงส่งยิ้มบางๆ ให้
เขาเป็คนยิ้มเก่งอย่างคุณยายบอกจริงนั่นล่ะ รอยยิ้มที่ทำให้โลกพลอยสดใส ลบเลือนความหม่นหมองของคนที่มองได้ราวกับได้รับคำปลอบใจ ส่งผ่านความอ่อนโยนใส่ใจ
ฉันเผลอยกมือลูบท้อง คาดหวังให้ลูกของเรามีรอยยิ้มแบบเดียวกับเขา รอยยิ้มที่ราวกับเป็์มอบให้
…
คนขับรถของคุณยายมาจอดเทียบรับฉันหน้าคอนโดมิเนียมั้แ่ตี 5 ครึ่ง ฉันนั่งหาวตลอดทางกระทั่งถึงวัด คุณยายสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าทอลายละเอียดบรรจง หน้าตาสดชื่นแจ่มใสพร้อมรับบุญ ขณะที่ฉันนอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ แถมเผลอนั่งสัปหงกตอนคุณยายกำลังแบ่งอาหาร ผลไม้ และดอกไม้ลงถาดสำหรับถวายพระ
"ดูแม่คนนี้ซิ ความเป็กุลสตรีไม่มีเอาซะเลย" คุณยายนึกอยากจะหยิกให้เนื้อเขียว แต่ก็นึกเห็นใจเพราะท่านเองก็เคยผ่าน่ยากลำบากฐานะคนเป็แม่เช่นเดียวกันมาก่อนจึงมีความเห็นอกเห็นใจมากกว่าจะนึกตำหนิอย่างจริงจังเหมือนน้ำเสียง "นิชชา ทางนี้ลูก"
ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินคุณยายเรียกชื่อคนมาใหม่ จึงรีบขยับตัวนั่งหลังตรง จัดผมเผ้าให้เข้าที่เข้าทางรีดผ้าถุงที่สวมให้เรียบด้วยมือ ครู่เดียวร่างสวยสง่าของคุณนิชชาแม่แท้ๆ ของไนล์ก็เดินมาถึง ท่านดูประหลาดใจเมื่อเห็นว่าฉันนั่งข้างคุณยาย แต่ก็เลือกจะยกมือไหว้ทักทายผู้เป็แม่ของตัวเองแล้วย่อตัวลงนั่งอีกฝั่งโดยให้คุณยายคั่นกลางระหว่างเรา
"คุณน้านิชชาสวัสดีค่ะ" ฉันเรียกท่านด้วยสรรพนาม ‘คุณน้า’ ซึ่งคงเหมาะสมที่สุดในเมื่อท่านยังไม่มีท่าทียอมรับในฐานะสะใภ้
ท่านรับไหว้ตามมารยาท แต่ไม่ได้เอ่ยพูดคุยใดออกมาสักคำเดียว ทำให้คุณยายนึกระคายใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็เลือกจะนิ่งเงียบไว้เพราะพระกำลังจะเริ่มเทศน์
หลังพระสวดมนต์จบคุณนิชชาเข้าไปช่วยคุณยายประเคนอาหารถวายพระ ฉันรีบกุลีกุจอไปช่วยท่านยกถาด แต่กลับถูกปฏิเสธเสียงแข็ง ต้องรีบชักมือกลับรวดเร็วแล้วกระถดตัวถอยห่างออกมาอย่างประดักประเดิด
“เธอนั่งเฉยๆ เถอะ ฉันจัดการเอง” น้ำเสียงนั้นเรียบสนิท ดวงตาคู่สวยประดับด้วยริ้วรอยตามวัยเหลือบมองฉันเพียงเสี้ยววินาทีแล้วจัดการกับถาดในมือโดยไม่หันมาสนใจอีกแม้แต่น้อยราวกับรังเกียจ
“ค่ะ” ฉันตอบรับด้วยใบหน้าเจื่อนลง ดึงมือกลับมาวางบนหน้าตักแล้วพยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติราวกับไม่รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นแม้กำลังหนักใจอย่างมาก
หลังเสร็จจากการฟังเทศน์ กรวดน้ำ ให้อาหารปลาที่ท่าน้ำของวัด เราเดินทางกลับไปบ้านของคุณยายโดยคุณนิชชาเป็คนขับรถของท่านเอง เพราะคุณยายให้คนขับรถของท่านกลับไปก่อน
ฉันอยากกลับคอนโดเต็มแก่ รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวแสบร้อนในคอหลังอาเจียนทันทีหลังที่ก้าวลงจากรถ แต่คุณยายยืนกรานให้นอนพักที่บ้านของท่านก่อน อีกทั้งสั่งให้น้านิชชาช่วยดูแลนำยาหอมมาให้ฉันดมบรรเทาอาการวิงเวียน แต่ท่านเพียงแค่วางใส่ให้ในฝ่ามือแล้วลุกจากไป ซึ่งแน่นอนว่าท่าทางนั้นก็ไม่รอดพ้นสายตาของคุณยายซึ่งเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ไปได้
"ทำตัวให้น่าเคารพหน่อยสินิต ลูกจะอคติเด็กผู้หญิงคนนั้นฝ่ายเดียวไม่ได้นะ ตาไนล์ก็มีส่วนผิดด้วยกว่าครึ่งหนึ่ง อย่าให้แม่เห็นว่าแสดงท่าทางรังเกียจแม่หนูคนนั้นอีกเชียว" หญิงชราเตือนผู้เป็ลูกหลังดึงออกมาในมุมลับตา
ผู้เป็ลูกสาวไม่แสดงอาการใดใด แต่ก็ไม่ได้ยอมรับหรือเห็นปฏิเสธกับคำพูดของคนเป็แม่
"ตอนนิตตั้งท้องตาไนล์ก็มีอาการอย่างแพ้หนักเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เห็นใจแม่หนูคนนั้นหน่อยมันจะยากเย็นเกินไปหรือไง" หญิงชรายกมือบีบไหล่ลูกสาว ทั้งถามทั้งเตือนสติในประโยคเดียวกัน
"ถ้าเด็กในท้องเป็หลานของหนูจริงก็น่าห่วงอยู่หรอกค่ะ" คุณนิชชายังมีความคิดเคลือบแคลงสงสัย แม้เกินกว่าครึ่งเธอเองก็มั่นใจว่าเด็กเป็ลูกของไนล์ แต่อคติที่มีอยู่ทำให้พลั้งปากพูดสิ่งไม่ควรออกมาทำเอาผู้เป็แม่เอ็ดต้องด้วยความผิดหวังอยู่ในที
"หยุดความคิดร้ายกาจแบบนั้นเลยนะนิต แม่เคยสอนให้ลูกมีความคิดอคติแบบนั้นั้แ่เมื่อไหร่กัน"
...
.
คุณพี่เริ่มมีมุกแถมขยันหยอดไม่เบาเหมือนกันเนอะ ลูกของเราเลยอะไรเลย
แถมหลินของเราเริ่มมีพวกแล้วนะคะ ^^