ลมหายใจของราตรีหนาวเย็นกว่าทุกคืนราวกับป่าทั้งผืนกำลังกลั้นหายใจ
กองอัศวินกุหลาบเพลิงตั้งค่ายพักอยู่ท่ามกลางป่าทึบเปลวไฟจากกองฟืนถูกจุดเป็ระยะเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายและสอดส่องหมู่สิ่งที่อาจเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดเวรยามถูกวางแ่าเกินกว่าการเดินทางทั่วไป
ไม่ใช่เพียงเพราะออร์คแต่เพราะสิ่งผิดปกติบางอย่างที่แม้แต่คนของแบล็กธอร์นเองก็ไม่อาจอธิบายได้
เสียงโลหะกระทบกันแ่เป็จังหวะจากการเดินตรวจของอัศวินรอบนอก
ตรงใจกลางค่ายเต็นท์ขนาดใหญ่ถูกกางไว้แยกจากผู้อื่นเล็กน้อยเงาของใครบางคนสะท้อนผ่านผ้าใบตามการเคลื่อนไหว
เมกัสนั่งอยู่ภายใน
แสงตะเกียงน้ำมันส่องให้เห็นใบหน้าที่ครึ่งหนึ่งตกอยู่ในเงามืดอีกครึ่งถูกย้อมด้วยแสงสีส้มอุ่น ดวงตาคู่นั้นยังคงนิ่งเย็นเหมือนเดิมแต่ลึกลงไปมีบางสิ่งกำลังกระเพื่อม
ในมือของเขาถือคริสตัลทมิฬปริศนาก้อนหนึ่ง
ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือผิวของมันไม่เรียบเสมอกันนัก เหมือนถูกกัดเซาะเป็ชั้นสีดำหม่นแทรกด้วยลายเส้นสีม่วงเข้มที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้เมื่อจ้องนานพอ
เมกัสหมุนมันทวนเข็มนาฬิกาด้วยมือข้างเดียว
“ชักช้าเสียจริง”
เขาเอ่ยขึ้นแ่เบาคล้ายพูดกับตัวเอง
“เ้าต่างหากที่ใจร้อนเกินไป”สำเนียงหนึ่งดังแทรกขึ้น
ประโยคข้างต้น ไม่ได้มาจากด้านนอกหรือแม้แต่อากาศ หากแต่ดังขึ้นจากภายในหิน
เมกัสหยุดมือลงทันที ดวงตาหรี่เล็กใบหน้าดูหงุดหงิดเกือบทุกเวลา
“ข้าทำตามที่เ้า้าแล้ว”เขาพูดเรียบ
บุคคลในหินหัวเราะต่ำแ่เบาแต่ซึมลึกถึงกระดูก
“จงระวังตัวไว้เ้าเด็กนั่นไม่ได้จัดการง่ายๆ เหมือนที่เ้าเคยทำในอดีตอีกต่อไป”
ลายสีม่วงบนผิวหินกระเพื่อมดั่งคลื่นทะเลหลายครั้ง
“มันก็ยังเป็เด็กเมื่อวานซืนคนเดิมมีอะไรให้น่าห่วงนัก”
เมกัสมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวโจเวลมากนักเขายังมองเห็นเด็กที่วิ่งไล่เงาของตนเพียงเท่านั้น
แต่แล้วก็หยุดชะงัก
ภาพของโจเวลผุดขึ้นในหัวสายตานิ่งลึกเมื่อตอนเช้า…ความกดดันที่ไม่สมกับคนเพิ่งออกภาคสนามและแรงกดดันบางอย่างที่สัญชาตญาณของเขาปฏิเสธไม่ได้
“ยังจะพูดเช่นนั้นอีกเ้าเองก็ััด้วยตัวเองไปแล้ว” ฝั่งตรงข้ามตอบในที่สุด
“พวกเ้าคิดมากกันไปเองหรือเปล่าเด็กนั่นคงมีดีแค่นั้นแหละ”
พอถึงวัยหนึ่ง คนเราย่อมเปลี่ยนแปลงเขาเองก็เคยเป็ นี่อาจเป็เพียง่เปลี่ยนผ่านเล็กน้อยของวัยเท่านั้น
“เ้ากำลังประเมินต่ำเกินไป”
เงาในหินเหมือนจะหนาขึ้น
“…”
“สิ่งที่เ้ากำลังเล่นด้วย ไม่ใช่มนุษย์ไม่ใช่อัศวิน และมันไม่เคยอยู่ในกฎของสิ่งมีชีวิตใด”
เมกัสยกยิ้มมุมปาก
“ดี ข้าเองก็เบื่อกับของเดิมๆ แล้ว”
เงียบไปชั่วขณะก่อนที่เสียงนั้นจะเปลี่ยนเป็เย็นลง
“อย่าลืมว่า…เ้าไม่ได้เป็ฝ่ายกำหนดเกมนี้”
เมกัสหัวเราะในลำคอ
“ข้าไม่เคยเล่นเกมของใครอยู่แล้ว”
นิ้วของเขาบีบหินแน่นขึ้นเส้นเืตรงข้อมือปูดบวมตามอารมณ์
“พ่อของเ้ากระชับแล้วกระชับอีกอย่าให้แผนการต้องพังลงเด็ดขาด”
“รู้แล้ว หน้าที่ของข้าคือพามันไปถึงจุดที่เ้า้าใช่ไหม”
“เป็เช่นนั้น”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
คำถามนั้นทำให้เงียบลงไปนานกว่าทุกครั้ง ก่อนที่อีกด้านของหินจะตอบ
“หลังจากนั้น…พวกเ้าจะได้ในสิ่งที่้ามาตลอด”
เมกัสไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่ยิ้มรอยยิ้มที่ไม่มีใครมองเห็นและไม่มีใครอยากเห็นมัน หากยังอยากมีชีวิตอยู่
“หึ…สิ่งที่ข้า้างั้นหรือ”
นอกเต็นท์ เสียงลมพัดแรงขึ้นเปลวไฟสั่นไหว เงาของเหล่าอัศวินยามทอดยาวไปตามพื้นดิน
บางคนรู้สึกเหมือนมีสายตากำลังจับจ้องพวกเขาอยู่จากความมืดแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
…
รุ่งเช้า หมอกหนาปกคลุมป่าราวผ้าขาวที่ทิ้งตัวลงมาปิดบังทุกสิ่ง
ฝีเท้าม้ากระทบพื้นเป็จังหวะสม่ำเสมอกองอัศวินกุหลาบเพลิงเคลื่อนทัพผ่านเส้นทางแคบที่คดเคี้ยวลมหายใจของม้ากลายเป็ไอขาวในอากาศเย็น
เกราะสีดำแดงสะท้อนแสงโอนอ่อนจากดวงอาทิตย์ที่ยังไม่พ้นขอบฟ้า
ด้านหน้า เมกัสนำขบวน
ด้านหลังถัดออกมาไม่ไกลมากโจเวลนั่งบนหลังม้าเคียงข้างแซมและเอเมอร์
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ไม่มีใครพูดอะไรต่างตั้งสมาธิจดจ่อกับทุกสิ่งที่พบเจอตรงหน้าบรรยากาศหนักอึ้งเหมือนทุกคนกำลังรอบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ข้าไม่ชอบเลย” เอเมอร์พึมพำพลางกอดแขนตัวเอง “ทำไมเราต้องกลับมาที่เดิมด้วยขอรับ”
แซมเหลือบมองรอบด้านแล้วพบว่าสภาพแวดล้อมของป่า ไม่เหมือนกับตอนที่พวกเขาเคยมาลาดตระเวนไม่กี่วันก่อน
“พวกเราเคยมาตรงนี้จริงเหรอขอรับทำไมดูไม่คุ้นตา”
โจเวลไม่ตอบกลับทั้งสองสายตาของเขากวาดไปตามแนวป่า
หมอก ทิศทางลม รอยเท้าเก่าบนพื้นดินรวมถึงตำแหน่งของอัศวินแต่ละหน่วย
ประสาทััจากภายในกำลังร้องเตือนให้ตื่นตัวอย่างถึงที่สุด
[ หัวใจแห่งผู้ท้าทายตอบสนองต่ออันตราย]
[ประสาทััทั้งหมดเข้าสู่สภาวะตื่นตัว ]
ราชโองการขององค์จักรพรรดิช่างผิดปกติและการเคลื่อนไหวของหน่วยอัศวินกุหลาบเพลิงก็ดูไม่ต่างกันแม้จำนวนอัศวินที่นี่จะดูมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะรับมือกองทัพออร์คที่พวกเขาเคยพบ
การเดินทัพออกมาเช่นนี้เพื่ออะไรกันหรือเป็เพียงการเสียแรงเปล่า
‘ต่อให้เป็คนนอกยังมองออกพวกมันกำลังวางแผนบางอย่าง’ โจเวลพยายามคิดถึงหนทางที่พอเป็ไปได้
[ความคิดเชิงวิเคราะห์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ]
[ ค่าเล่ห์เหลี่ยมเพิ่มขึ้น ]
“พวกเขาเดินเกาะกลุ่มกันแน่นเกินไปหรือเปล่าขอรับ”เอเมอร์ตอบพลางหันหลังไปมอง
“จริงด้วยขอรับ บอส” แซมหันมา
“อืม…เหมือนกำลังตั้งรับอะไรสักอย่างมากกว่าเดินทัพ”โจเวลพยักหน้ารับ
เอเมอร์ขมวดคิ้ว“หมายความว่ายังไงขอรับ”
โจเวลเคลื่อนสายตาไปข้างหน้าอีกครั้งมองเห็นแผ่นหลังของเมกัสที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อย
“หมายความว่า…เขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองคนฉุกคิดตามทันที
ไม่กี่อึดใจต่อมา
“หยุด!”
คำสั่งถูกเปล่งออกมาจากด้านหน้า
ขบวนทั้งหมดหยุดพร้อมกันแทบจะในจังหวะเดียวม้ากระทืบพื้นจนดินยุบ อัศวินหลายคนจับอาวุธแน่นขึ้น หมอกด้านหน้าดูทึบกว่าปกติ
หนาแน่นจนเส้นทางเลือนหายไป
[ พื้นที่โดยรอบกำลังถูกรบกวน ]
“ตั้งขบวน!”เมกัสตวาดกร้าวออกคำสั่งทันที
แถวอัศวินกุหลาบเพลิงเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเปลี่ยนรูปแบบเป็แนวตั้งรับทันที รวดเร็วปานสายฟ้าเหมือนซ้อมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
โจเวลขมวดคิ้วหรี่ตา
“มาแล้ว” เขาพูดเบาๆ
บางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในม่านขาว
[ ตรวจพบศัตรูจำนวนมาก ]
กิ่งไม้หัก ลมหายใจหนัก และคำรามทุ้มต่ำ
เขาจดจำมันได้ขึ้นใจเืในกายสูบฉีดหนัก อารมณ์พลุ่นพล่านเดือดดาลตามแรงแค้น
วินาทีถัดมาเงาดำจำนวนมากฉีกม่านหมอกออกเป็ชิ้นๆ ก่อนพุ่งทะลวงเข้าแนวปะทะ
ฝูงออร์คจำนวนมากมากกว่าครั้งลาดตระเวนก่อนนี้หลายเท่าตัว
ดวงตาแดงฉาน อาวุธหยาบหนักในมือทะยานเข้าหากองอัศวินอย่างพร้อมเพรียง
“รับมือ!”
การต่อสู้ปะทุขึ้นทันที เหล็กกระทบเหล็กคำรามปะปนเสียงกรีดร้อง สนามรบแปรสภาพเป็นรกในชั่วพริบตาและไม่มีใครแน่ใจว่าตนยังยืนอยู่ฝั่งของคนเป็
จังหวะของสนามรบผิดเพี้ยนไป
“พวกมันมีรูปแบบโจมตี!” เอเมอร์ะโ
ออร์คไม่ได้พุ่งมั่วพวกมันแบ่งเป็กลุ่ม
จังหวะเป็ระบบ ล้อมเป้าและสลับกำลังเข้าปะทะ
“ถอยซ้า-” แซมกำลังจะะโ
แต่ก่อนที่เขาจะขยับคำสั่งหนึ่งตัดผ่านความโกลาหล
“ถอย”
เป็คำสั่งของเมกัสอัศวินกุหลาบเพลิงทั้งหมดถอยร่นซ้ายและขวาพร้อมกันโดยไม่มีลังเลเหมือนคำสั่งนั้นสำคัญกว่าสิ่งใด ทิ้งยาวไปไกลจนหายลับไปกับกลุ่มหมอกในที่สุด
เอเมอร์อ้าปากค้างแนวป้องกันเปิดออกและเหลือเพียงพวกเขาสามคนยืนตั้งรับอยู่ตรงกลาง
“เดี๋ยว!”
ออร์คทั้งหมดกรูกันเข้ามาในจังหวะเดียวเหมือนรับรู้ถึงโอกาสที่จะสังหารมนุษย์พวกมันไม่เปิดเวลาให้กลุ่มของโจเวลได้ถอยตามกองอัศวินไป
“แย่แล้ว! นี่แผนของพวกมัน!”เอเมอร์กระชับธนูในมือก่อนยิงเข้าเข่าของออร์คสองตัวให้ล้มลงไป
“ไอ้พวกขยะใต้เกือกม้า!” แซมสบถลั่นะโลงจากม้าดึงออร่าประทับโล่ขวางกั้นการโจมตี
ออร์คพุ่งเข้ามาอีกระลอก
แต่ครั้งนี้ โจเวลก้าวออกไปข้างหน้าก่อนตวัดดาบใหญ่เพียงครั้งเดียว สังหารออร์คไปสามตัว
[ สังหารเป้าหมายสำเร็จ ]
[ ความชำนาญอาวุธหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย]
[ ได้รับ 31 จิตอสูร ]
“คิดไว้แล้วว่าต้องเป็แบบนี้”น้ำเสียงนิ่งเย็นผิดปกติ ดวงตาสีเงินลุ่มลึกและเ็ากว่าครั้งใดที่ผ่านมา
“เอาเลย!”คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองคนข้างกายรีบตั้งสติ
“ได้ขอรับ” เอเมอร์ยิงพลุส่งสัญญาณทันที
วิ้ววว…ปัง!
แสงสีแดงทะลุม่านหมอกขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็สัญญาณเปิดฉากอันสำคัญ
ฟิ้ววว!
เสียงแหลมพุ่งแทรกมาจากป่าอีกด้านหนึ่งลูกธนูพุ่งออกมาเป็สายฝน ปักเข้าใส่แนวออร์คจากด้านข้างเงาหลายเงาเคลื่อนตัวพ้นควันหมอก อัศวินในชุดพรางตราสัญลักษณ์แปลกตาสลักอยู่บนอกเสื้อพวกเขา
[ ตรวจพบกำลังสนับสนุนฝ่ายเดียวกัน ]
[ ความสามารถของอาณาเขต ถูกเปิดใช้งาน ]
[ ขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้น ]
[ลูกน้องภายใต้สังกัดได้รับค่าสถานะพื้นฐานเพิ่มขึ้น 10% ]
“เป็อะไรไหมขอรับ บอส!”หนึ่งในนั้นะโ
“มาได้ทันเวลาพอดี ฆ่าพวกมันให้หมด!”
โจเวลหมุนตัวฟันออร์คที่พุ่งเข้ามาใกล้ที่สุดล้มลงในดาบเดียว
“อย่าให้มันรวมกลุ่ม”ชายคนนั้นตอบทั้งที่ยังฟาดฟันออร์คอยู่
“พ่อจะฆ่าให้เหี้ยนเลย!”แซมตวาดลั่นแล้ววิ่งเข้าใส่ศัตรูทันที
เอเมอร์ยิงศรไปหลายนัดคอยสนับสนุนทุกคนในจังหวะที่เกือบพลาดท่าแสงสีเขียวพุ่งออกไปกระแทกออร์คตัวหนึ่งลอยกระเด็น
สนามรบเปลี่ยนไป จากการถูกซุ่มโจมตีกลายเป็กับดักที่ถูกวางซ้อนทับกัน
“ไม่น่าจะมีแค่นี้พวกมัน้าอะไรกันแน่”
แต่ลางสังหรณ์ของโจเวลยังคงทำงานอยู่เหมือนเหตุการณ์นี้ยังเป็เพียงจุดเริ่มต้น
…
อีกด้านหนึ่งเมกัสยืนมองจากระยะไกลบนเนินสูง ดวงตาเย็นเฉียบของเขากวาดมองทุกอย่าง ทั้งการถอยการเปิดช่อง และจังหวะที่เหยื่อเริ่มดิ้นรน
“หึ! พวกมันมีแผนรับมือด้วยถือว่าเตรียมตัวมาดี” พึมพำพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์
เื้ัเขาอัศวินกุหลาบเพลิงยังคงยืนรอคำสั่ง
ไม่มีใครขยับ ไม่มีใครแทรกแซงเหมือนนี่ไม่ใช่สนามรบของพวกเขา
แต่เป็เวทีทดลองของนายน้อยแบล็กธอร์นตรงหน้า
“จนกว่าข้าจะให้สัญญาณทุกคนอย่าเพิ่งเข้าไป ข้าอยากจะรู้เหมือนกัน ว่าเ้าพวกนั้นจะไปได้ไกลแค่ไหน”
สายตาของเขาจับจ้องไปที่โจเวลด้วยความขุ่นเคืองเพราะผู้คนเริ่มประเมินค่าเด็กนั่นสูงขึ้นเรื่อยๆ
“ไอ้หนูสกปรกที่คิดจะออกจากท่องั้นหรือ”
การกระทำประดุจดั่งนักล่าที่กำลังเฝ้าดูเหยื่อพยายามตะเกียกตะกายในวินาทีสุดท้าย
จังหวะเดียวกัน
อัญมณีสีดำในกระเป๋าด้านหลังอานม้าของเมกัสส่องแสงสว่างขึ้นกลายเป็ควันทมิฬลอยไปยังจุดหนึ่ง ที่มีธงสีแดงปักรออยู่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกโจเวลปะทะกับฝูงออร์ค
รอบธงมีวงแหวนเวทหลายชั้นเขียนซ้อนหลายวง
อักขระสีดำที่เป็ลวดลายน่ากลัวบนธงเปล่งประกายเรืองรัศมีอำมหิตขึ้นพร้อมกับบทสวดของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแหลมยาวทั้งสองข้างโผล่พ้นผ้าคลุมของคนผู้นั้น ดูน่าสะพรึงอย่างยิ่ง
“ใกล้ถึงเวลาของเ้าแล้ว อีกไม่นาน…”