ตอนที่2 เส้นทางที่ถูกปิดตาย
ริวเพ่งมองรอยนูนของดินขอบหลุมที่ยังไม่มีแม้แต่รอยลมพัดให้เศษผงร่วงลงไป ไวพริบในสมองของเด็กสิบขวบที่ไม่ธรรมดาบอกเขาว่าสิ่งนี้เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เด็กชายยืดตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ก้าวถอยหลังกลับไปหาน้าสาวพลางเอื้อมมือไปกระตุกชายเสื้อคอกระเช้าของน้าหลินเบาๆ ก่อนจะชี้มือไปยังแนวโคลนริมตลิ่ง
“น้าหลินครับ... ดูตรงนั้นสิ” ริวกระซิบเสียงแ่แต่อออร่าความจริงจังฉายชัดในแววตา “รอยเท้าใหญ่ขนาดนี้ แถมต้นกล้วยป่าเพิ่งโดนหัก น้ำยางยังไหลอยู่เลยครับ มีทั้งรอยใหญ่รอยเล็ก น่าจะมากันสามสี่ตัวเลยครับน้า”
น้าหลินชะงักกึก สายตาของเธอไล่ตามนิ้วมือของหลานชาย ทันทีที่เห็นรอยกลมลึกขนาดมหึมาเ่าั้ ใบหน้าของหญิงวัยสามสิบห้าก็ถอดสีขึ้นมาทันที เธอก้าวเข้ามาดึงไหล่ของริวให้ขยับมาอยู่ด้านหลังของเธอตามสัญชาตญาณของคนเป็แม่ ความเป็ผู้ใหญ่ที่โตมากับป่าทำให้เธอรู้ดีว่า การเผชิญหน้ากับช้างป่าแม่ลูกอ่อนในร่องเขาแคบๆ แบบนี้คือฝันร้ายชัดๆ
“ช้างป่าจริงๆ ด้วย... ตัวใหญ่มากด้วยริว” น้าหลินกระซิบตอบ เสียงของเธอสั่นอย่างเห็นได้ชัด สายตากวาดมองไปรอบขุนเขาที่เงียบสงัดลงอย่างน่ากลัว
“พวกมันเพิ่งผ่านไปไม่เกินครึ่งชั่วโมงแน่ๆ และทิศทางที่มันเดินไป... มันคือทิศเดียวกับทางกลับบ้านสายหลักของเราเลยลูก ร่องเขานั้นมันแคบ ถ้าเราเดินตามไปแล้วจู่ๆ ลมเปลี่ยนทิศ พวกมันได้กลิ่นเราเข้า จะแย่เอา”
สองน้าหลานขยับเข้าไปหลบหลังโขดหินใหญ่เพื่อบดบังทัศนียภาพและร่วมกันปรึกษาหารืออย่างเคร่งเครียด ริวใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าหากรอให้ฝูงช้างผ่านไปจนปลอดภัย แดดก็คงหมด และการติดอยู่กลางป่าสะเมิงในยามค่ำคืนที่มีสัตว์ใหญ่ชุกชุมไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ส่วนน้าหลินเองก็พยายามประเมินทางเลือกในหัว
“น้าหลินครับ” ริวเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงนิ่งสุขุมเกินวัย “ถ้าทางหลักมีช้าง ขืนเราเดินย้อนกลับไปตั้งหลักที่ห้วยก็นานเกินไป... เราข้าม ‘ร่องผาเสือ’ ดีไหมครับ? ทางลัดตรงนั้นตัดตรงลงไปโผล่หลังหลังวัดท้ายหมู่บ้านได้เลย”
คำพูดของหลานชายทำให้น้าหลินนิ่งอึ้งไป ร่องผาเสือเป็ทางลาดชันที่ตัดผ่านหน้าผาหินปูนสลับกับดงหนามรกชัน มันช่วยย่นระยะเวลาเดินทางได้กว่าครึ่งชั่วโมง แต่ชาวบ้านแทบไม่มีใครใช้กันแล้วเพราะทางมันแคบ ชัน และลื่นมาก หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวอาจตกลงไปาเ็สาหัสได้
“แต่มันอันตรายมากนะริว ทางมันชันจนต้องโหนเถาวัลย์ลงไป แถม่นี้ฝนเพิ่งชะหน้าดินไปเมื่อวันก่อน หินมันจะลื่นมากนะใน่นี้ ” น้าหลินแย้งด้วยความเป็ห่วง
“แต่ถ้าเราไปทางหลัก แล้วเจอฝูงช้างในที่แคบ เราจะไม่มีทางหนีเลยนะครับน้าหลิน” ริวให้เหตุผลพลางมองสบตาน้าสาวอย่างแน่วแน่
“ผมดูแลตัวเองได้ครับ น้าหลินเดินนำ แล้วผมจะคอยดูท้ายให้เอง” เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวของหลานชาย ประกอบกับเสียงหักครืนของกิ่งไม้ใหญ่ที่ดังแว่วมาจากทิศทางหลัก น้าหลินจึงไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป เธอกลืนน้ำน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะพยักหน้า
“ตกลง... ไปทางร่องผาเสือกัน จับไม้ไผ่ในมือไว้ให้มั่นนะริว ก้าวตามรอยเท้าน้าทีละก้าว ห้ามใจลอยเด็ดขาด” น้าหลินกำชับเสียงเข้ม
ทั้งสองคนเปลี่ยนทิศทางทันที น้าหลินเดินนำตัดเข้าสู่เส้นทางรกชันที่เต็มไปด้วยต้นสาบเสือและเครือหนามที่เกี่ยวรั้งเสื้อผ้า ทางเริ่มลาดชันลงอย่างรวดเร็ว เสียงกระแสน้ำเบื้องล่างซัดสาดเข้ากับโขดหินดังสะท้อนก้องอยู่ในร่องผาแคบๆ ความท้าทายที่แท้จริงของการเดินทางกลับบ้านกำลังเริ่มต้นขึ้น
สิ่งที่ริวเรียกว่า ‘ร่องผาเสือ’ ในตอนแรกนั้น แท้จริงแล้วเป็เพียงแค่ซุ้มประตูหินธรรมชาติที่ถูกเถาวัลย์และป่าขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นทางเข้า
เมื่อสองน้าหลานแทรกตัวผ่านพุ่มไม้หนาทึบเข้ามาเื้ัซุ้มหินนั้น ความจริงอันโหดร้ายของเส้นทางลัดสายนี้ก็ปรากฏแก่สายตาทันที ทางเดินเบื้องหน้าบีบแคบลงจนเหลือความกว้างไม่ถึงหนึ่งเมตร สองข้างทางขนาบด้วยผนังหินปูนสูงชันที่ชื้นแฉะและมีมอสสีเขียวเข้มเกาะอยู่เต็มไปหมด
ด้านล่างเป็ทางลาดชัน ดิ่งลงสู่เหวร่องผาที่ลึกและมืดครึ้ม ลมป่ากระโชกแรงพัดสวนขึ้นมาเบื้องบน หอบเอาไอเย็นและกลิ่นดินชื้นข้นคลักมาปะทะใบหน้า
น้าหลินสูดหายใจเข้าลึกกระชับสายตะกร้าบนหลังให้แ่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะเริ่มก้าวลงไปโดยใช้มือข้างหนึ่งเกาะเกี่ยวแง่งหินเอาไว้ ริวเดินตามหลังมาติดๆ มือเล็กๆ กำไม้ไผ่เหลาแหลมแน่นจนเส้นเืปูดขึ้นมา เขาใช้มันค้ำยันพื้นดินที่อ่อนนุ่มและลื่นไถลเพื่อช่วยพยุงน้ำหนักตัว
การเดินทางผ่านร่องผาเสือเต็มไปด้วยความยากลำบากทางกายภาพอย่างที่สุด ทางลาดชันบาง่ไม่มีดินให้เหยียบ มีเพียงรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาเป็ปุ่มปมชวนให้สะดุดล้ม
น้าหลินต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการรักษาสมดุลของตะกร้าเห็ดป่าไม่ให้เอียงไปกระแทกกับผนังหิน ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังก้าวข้ามโขดหินลาดเหนือน้ำตกเล็กๆ หน้าดินที่เปียกแฉะเกิดทรุดตัวลงอย่างกะทันหัน
“วาย!” น้าหลินอุทานเสียงหลง ร่างของเธอไถลครูดลงไปตามทางลาดชันเกือบสองเมตร ตะกร้าหวายกระแทกเข้ากับเหลี่ยมหินจนเห็ดบางส่วนร่วงกระจาย โชคดีที่เธอคว้าเครือเถาวัลย์ไว้อย่างเหนียวแน่นไว้ได้ทัน ทว่าหนามจากต้นระกำป่าที่ขึ้นแซมอยู่กลับบาดเข้าที่ฝ่ามือและท่อนแขนขวาจนเป็แผลลึก เืสีแดงสดเริ่มไหลซึมออกมาตามรอยผิวที่ฉีกขาด
“น้าหลิน!” ริวร้องเรียกด้วยความใ ไหวพริบของเด็กชายสั่งให้เขาไม่บุ่มบ่ามวิ่งลงไปตามทางลัดที่ลาดชันนั้น เขาใช้ไม้ไผ่ปักลงในช่องหินอย่างมั่นคง ทิ้งตัวคุกเข่าลงเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วง แล้วค่อยๆ หย่อนตัวสไลด์ลงมาตามรอยเดิมที่น้าสาวไถลลงไปอย่างระมัดระวังจนถึงตัวเธอ
เด็กชายรีบสำรวจาแของน้าสาวทันที ใบหน้าที่เคยสดใสบัดนี้เต็มไปด้วยคราบดินโคลนและเหงื่อไคล
“น้าเจ็บมากไหมครับ?”
“น้าไม่เป็ไร... แค่ถลอกน่ะริว” น้าหลินกัดฟันตอบพลางใช้เสื้อคอกระเช้าซับเืที่มือ
ทว่าเมื่อริวยืดตัวขึ้นเพื่อจะช่วยเก็บเห็ดที่ร่วงหล่น เขากลับรู้สึกแสบจี๊ดที่บริเวณหน้าแข้งซ้าย เมื่อก้มลงมองจึงพบว่ากิ่งไม้แห้งแหลมคมได้ครูดผ่านกางเกงสีกากีจนขาดเป็ทางยาว ทิ้งรอยแผลทางยาวที่มีเืซิบบนหน้าแข้งของเขาเช่นกัน
สองน้าหลานต่างได้แผลเซ่นสังเวยให้แก่ความโหดร้ายของร่องผาเสือไปตามๆ กัน
ทั้งสองประคองกันเดินหน้าต่ออย่างทุลักทุเล ความเหนื่อยล้าทางกายเริ่มทวีคูณทับถมจนขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นระริก เสียงหัวใจเต้นโครมครามแข่งกับเสียงลมหายใจหอบถี่อันเหน็ดเหนื่อย
ทุกก้าวผ่านไปอย่างเชื่องช้าและกดดัน จนกระทั่งเวลาผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมงที่ยาวนานราวกับเป็ปีๆ ทางลาดชันเริ่มปรับระดับลดความลาดเอียงลงจนกลายเป็ลานหินกว้างขวางขนาดประมาณห้องแถวเล็กๆ ที่ยื่นออกไปจากหน้าผา บรรยากาศรอบข้างเปิดโล่งขึ้นเล็กน้อย มีแสงแดดรำไรส่องลงมากระทบพื้น
ที่ตรงนี้คือ ‘จุดพักครึ่งทางของร่องผาเสือ’ ซึ่งเป็จุดเดียวในร่องผานี้ที่มีสภาพพื้นผิวราบเรียบพอให้มนุษย์สามารถหยุดยืนและนั่งพักผ่อนได้โดยไม่ต้องกังวลเื่การลื่นไถลลงเหวเบื้องล่าง
น้าหลินทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหินแบนราบอย่างหมดสภาพ ปลดตะกร้าหวายออกจากหลังวางลงข้างกายอย่างทะนุถนอม ขณะที่ริวเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ น้าสาว มือลูบแผลที่หน้าแข้งซ้ายเบาๆ สองน้าหลานสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ เพื่อกู้พละกำลังที่สูญเสียไปกลับคืนมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับหนทางที่เหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง