ตอนที่ 2 – ความในใจ
วันรุ่งขึ้นเป็วันเสาร์ เป็วันที่โรงเรียนหยุดทำการ เด็กนักเรียนภายในอาณาเขตจึงได้อยู่กับบ้าน พันธกรอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา แล้วก็สวมรองเท้าผ้าใบก่อนจะหันไปมองนาฬิกาข้างผนัง พบว่ามันเป็เวลาสิบโมงแล้ว ป่านนี้ ห้างสรรพสินค้าคงเปิดแล้ว
เขาเดินออกจากบ้านโดยไม่ลืมที่จะล็อกประตูบ้าน รู้สึกหิวเหมือนกัน แต่คิดว่าจะหาของกินที่ห้างดีกว่า เพราะเขาทำอาหารไม่ค่อยเก่ง ขนาดไข่เจียวทอดพื้นฐาน เขายังทำไหม้เลย เขาเลยเดินไปบ้านของวรรณสาที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเธอ แล้วลองเคาะประตูบ้านดู
“มาแล้วค่ะ” เสียงวรรณสาดังมาจากภายในบ้าน พอเธอเปิดประตูออกมาก็พบพันธกร เธอถึงกับใมาก เมื่อเห็นหน้าพันธกร เธอถามออกมาทันที “พันมาที่นี่ทำไม?”
“ก็จะไปห้างกับสาน่ะสิ เออ เอาไอ้คมไปด้วย” เขาบอกออกมา ทำเอาวรรณสาถึงกับดีใจ ที่เห็นเขาเลิกเศร้าใจเสียที เธอเดินเข้ามาจับมือสองข้างของพันธกร
“อะแฮ่ม” พ่อของเธอส่งเสียงกระแอมไอมาจากภายในบ้าน เมื่อเห็นว่าลูกสาวจับมือกับเด็กหนุ่ม วรรณสาจึงเอามือออก แล้วก็บอกกับพันธกร
“งั้นเดี๋ยวสาไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ” เธอว่าน้ำเสียงรื่นเริง “แล้วเราไปห้างกัน”
วรรณสาไม่ตัดสินใจที่จะถามว่าพันธกรดีขึ้นได้อย่างไร? แต่แค่พันธกรหายเศร้า เธอก็พอใจแล้ว เธอใช้เวลาเปลี่ยนชุดเป็ชุดกระโปรง ใช้เวลาเพียงห้านาทีเท่านั้น ก็เปลี่ยนเสื้อเสร็จ เธอออกมาสวมรองเท้าผ้าใบหน้าบ้าน แล้วก็จูงมือพันธกรออกไปจากบ้านเลย
“ไปหาไอ้คมกัน” พันธกรบอกกับเธอ วรรณสางุนงงว่าทำไมต้องไปหาปฏิคมด้วย?
“แหม ไอ้คมมันคงอยากไปด้วยแหละ” พันธกรบอกออกมาแบบนั้น วรรณสาก็ตามใจเขา เพราะกลัวเขาจะไม่พอใจเอา ไม่ใช่ยินดีที่จะเอาปฏิคมมาด้วย ทั้งสองเดินไปทางบ้านของปฏิคมแล้วก็เคาะประตูหน้าบ้าน
“คร้าบ!” เสียงปฏิคมดังมาจากด้านในบ้าน พอเขาเปิดประตูออกมาดูก็ถึงกับอึ้งไปเลย “ไอ้พัน สา? ทำไม?”
“อาการของพันดีขึ้นแล้ว” วรรณสาบอกออกมา “เราไปเที่ยวห้างกันเถอะ”
“เฮ้ย แกดีขึ้นได้ยังไงวะ? ไอ้พัน?” ปฏิคมถาม ทำเอาวรรณสาไม่พอใจ เขาไม่ควรจะไปตอกย้ำเื่นี้กับพันธกรอีก แต่พันธกรไม่ได้ว่าอะไร เขาตอบปฏิคมกลับไป
“ฉันสัญญากับแม่ว่าแล้วว่าจะต้องอยู่คนเดียวให้ได้” เขาบอกออกมา “ถ้าไม่ทำตามที่สัญญากับแม่ไว้ แม่คงไปไม่สงบ เพราะงั้น ฉันถึงพยายามเลิกเศร้า”
“อ๋อ” ปฏิคมพยักหน้า ก่อนจะบอก “ขอเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บหนึ่ง” แล้วเขาก็เปลี่ยนเป็ชุดไปรเวท แล้วก็ออกมาด้วยชุดสีขาวกางเกงยีนส์ สวมรองเท้าผ้าใบ เหมือนกับพันธกรไม่มีผิด วรรณสาถึงกับขำออกมา
“หือ? มีอะไรตลกหรือสา?” ปฏิคมที่สังเกตเห็นเธอหัวเราะออกมา เขาก็ถาม วรรณสาจึงตอบไปว่า
“สมกับเป็เพื่อนสนิทกัน” เธอว่า “ขนาดเสื้อยังใส่เหมือนกันเลย”
“อ๋อ” ปฏิคมพยักหน้าอีกครั้ง “เอาเถอะ ไปเดินเล่นเที่ยวห้างดีกว่า จะไปกินอาหารด้วย เมื่อเช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”
“เออ ฉันก็เหมือนกัน” พันธกรบอกพลางกุมท้องด้วยความหิว แล้วทั้งสามก็ออกเดินไปในอาณาเขต ไม่ไกลมากเท่าไหร่นักก็มาถึง ‘ห้างสรรพสินค้า’ ห้างสรรพสินค้าเป็อาคารเล็กๆ มีแค่สามชั้นเท่านั้น แล้วก็มีของขายไม่มาก ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ต้องใช้พัดลมหมุนเอา ปฏิคมถึงกับบ่นร้อนเมื่อเข้ามาในอาคาร
“ไปกินข้าวกันก่อนดีไหม?” วรรณสาชักชวนสองหนุ่ม “พันกับคมยังไม่ได้ทานข้าวเช้าไม่ใช่เหรอ?”
“แล้วสาทานข้าวเช้าหรือยังล่ะ?” พันธกรถามขึ้น วรรณสาก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบ
“สากินไปแล้ว ด้วยฝีมือตัวเองนี่แหละ” เธอบอกอย่างอมภูมิ พันธกรก็พอรู้ว่าวรรณสาทำอาหารอร่อย เธอมีอายุเพียงแค่สิบห้าปีเท่านั้น แต่สามารถทำอาหารได้หลากหลาย ไม่ใช่แคอาหาร ขนมเธอก็ทำได้ สงสัยจะเรียนรู้ฝีมือมาจากแม่ของเธอ
“เออ สาทำอาหารเก่งนี่” ปฏิคมพูดขึ้นบ้าง “คราวก่อนที่เลี้ยงแกงจืดน่ะ อร่อยมากนะ ทั้งๆ ที่เป็แกงจืด แต่ทำได้อร่อยมากๆ เลยล่ะ”
พันธกรหันขวับไปมองเพื่อนสนิท “สาไปทำอาหารให้แกกินตอนไหน?”
“อ๋อ” วรรณสารีบตอบทันที เพื่อไม่ใช้พันธกรเข้าใจผิด คิดว่าเธอมีอะไรกับปฏิคม ฝ่ายปฏิคมเห็นวรรณสารีบแก้ตัวแบบนั้น เขาก็เ็ปในใจลึกๆ พันธกรพยักหน้าอย่างรับรู้ เขาไม่ได้ว่าอะไรวรรณสาเลย
แล้วทั้งสามคนก็ขึ้นมาบนชั้นสองของห้าง แน่นอน ไม่มีบันไดเลื่อน ต้องขึ้นบันไดเอาเอง ปฏิคมเดินเข้ามาในโรงอาหารที่ร้อนอบอ้าว เขาเอามือโบกพัดตัวเองที่เริ่มมีเหงื่อออก
“จะกินอะไรกันดีล่ะ?” ปฏิคมหันมาทางวรรณสาและเพื่อนสนิท “ไอ้พัน แกอยากกินอะไร?”
“อืม...” พันธกรนึกอยู่สามวินาทีก็บอกออกมา “ข้าวมันไก่ละกัน”
แล้วปฏิคมก็ถามวรรณสาด้วย เธอก็ตอบออกไป ก่อนจะบอกให้ทั้งสองคนไปจองโต๊ะก่อน ส่วนเขาจะไปซื้ออาหารมาให้ ทั้งพันธกรและวรรณสามานั่งที่โต๊ะเดียวกัน วรรณสาออกจะดีใจมากที่เห็นพันธกรกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“สานึกว่าพันจะไม่กลับมาเป็คนเดิมอีกแล้ว” วรรณสาเอ่ยออกมาอย่างดีใจจริงๆ “โชคดีนะที่พันคิดได้”
“พันจะรักษาสัญญากับแม่เอาไว้ให้ได้” เขาบอกเสียงเบา ก่อนจะถาม “เออ สา เมื่อวันศุกร์มีการบ้านหรือเปล่า?”
วรรณสาตอบออกไป และไม่นานนัก ปฏิคมก็ถือจานอาหารมาถึงสามถาด แล้วค่อยๆ วางลงบนโต๊ะ วรรณสาเห็นดังนั้นก็ถามว่าเขาไม่กลัวทำหกหรืออย่างไร?
“ไม่หกหรอก” ปฏิคมบอก “คมเคยไปเป็บริกรให้กับร้านอาหารร้านหนึ่งในอาณาเขต เื่ยกจานมาเสิร์ฟน่ะ ขอให้บอก”
“จริงเหรอ? ทำไมแกถึงไม่เล่าให้ฉันฟังบ้างวะ?” พันธกรถามอย่างอยากรู้ ปฏิคมก็เลยขอโทษออกมา
“ขอโทษที นึกว่าแกจะไม่สนใจ” เขาบอกออกมา ทำเอาพันธกรงอนไปนิดหน่อย
“สนใจสิวะ เพื่อน ทำอะไรก็บอกกันมั่ง ปิดเป็ความลับแบบนี้ เหมือนไม่ใช่เพื่อนกัน” พันธกรบอกออกมา ปฏิคมก็ยิ้มให้เขาแล้วก็เริ่มกินอาหาร ฝ่ายวรรณสา พอได้ยินคำว่า ‘เพื่อน’ จากปากของพันธกร เธอก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
แล้วทั้งสามก็จัดการอาหารจนหมดเกลี้ยง ปฏิคมเอามือลูบท้องอย่างอิ่มๆ ขณะที่พันธกรก็อิ่มเหมือนกัน วรรณสาชักชวนสองหนุ่มให้ไปร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิง ปฏิคมถึงกับเตือนออกมา
“อย่าซื้อของมากนักนะ เดี๋ยวเงินจะไม่พอ”
“แหม สาไม่ใช่คนชอบจ่ายหนักหรอก” เธอบอกกับปฏิคม “เงินมันก็ไหลวนเวียนอยู่ในอาณาเขตแบบนี้แหละ เราถึงต้องโตไปมีอาชีพทำไงล่ะ เพื่อจะได้เงินบ้าง”
“แล้วสาเรียนจบไปจะทำอะไร?” ปฏิคมถาม “คมไม่เห็นว่าวิชาที่เรียนมา ไม่เห็นจะช่วยอะไรกับอาชีพในอนาคตได้เลย”
“แต่มีความคิดติดตัวไว้ก็ดีกว่านะ คม” วรรณสาพูดเหมือนวาสุกรี “ส่วนเื่จบไปทำอะไรน่ะเหรอ? สายังคิดไม่ออก แต่คิดว่าจะเปิดร้านอาหารน่ะ”
“เออ สาทำอาหารเก่งนี่” ปฏิคมชื่นชมเธอ ทำเอาพันธกรแอบเหลือบมองเพื่อน เขารู้ดีว่าปฏิคมคิดอย่างไรกับวรรณสา แล้วทั้งสามก็ไปยังร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิง วรรณสาทดลองเสื้อหลายชุด ส่วนพวกผู้ชายก็พากันยืนรอนอกร้าน
“นี่” พันธกรว่าขึ้น “ถ้าชอบจริงๆ ก็บอกไปตรงๆ ก็ได้นี่”
“อะไร? แกจะว่าอะไร?” ปฏิคมถามออกมา พันธกรเลยถอนหายใจ ก่อนจะบอก
“แกชอบสา ฉันรู้” เขาบอก “ทำไมไม่รีบบอกออกไปล่ะ เดี๋ยวก็ไม่มีโอกาสหรอก”
“เฮ้ย ฉันไม่ได้ชอบสา” ปฏิคมพูดเสียงดัง พอรู้ตัวเขาถึงเบาเสียงลง “เป็ไปไม่ได้ ฉันไม่ได้ชอบ”
“โกหกไม่เก่งเลยนะ แกนี่” พันธกรยิ้มให้เพื่อน “อยากบอกว่าชอบ ก็บอกไปเลย แกเป็คนกล้าหาญนี่หว่า”
“มันไม่สำเร็จหรอก ถึงฉันจะบอกออกไป” ปฏิคมว่าออกมาแบบนั้น ทำเอาพันธกรสงสัย เขาเลยถามต่อ
“หมายความว่าไง? ที่พูดแบบนั้น?”
“ก็สาชอบคนคนหนึ่งอยู่น่ะสิ” ปฏิคมเหลือบตามามองพันธกร ทำเอาพันธกรใ เขาถามใหญ่ว่าวรรณสาชอบใครอยู่หรือ?
“ก็...” ปฏิคมอยากจะบอกออกไปเลยว่า ‘แกนั่นแหละ’ แต่อะไรบางอย่างในใจเขาบอกว่าอย่าพูด เขาเลยพูดกล้อมแกล้มออกมาว่า “ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากแถวนี้แหละ”
“หรือจะเป็ไอ้อ๋อง?” พันธกรถามขึ้นมา “เห็นสาชอบไปคุยด้วยบ่อยๆ”
ปฏิคมส่ายหน้าออกมา พันธกรช่างไม่รู้อะไรเลย เขาซื่อบื้อเื่ความรัก ขนาดวรรณสาออกตัวขนาดนี้ เขายังไม่สงสัยเลยสักนิด แล้วเขาก็แกล้งพยักหน้าตามน้ำไป ตามที่พันธกรเข้าใจ
“คงจะใช่ล่ะมั้ง?” ปฏิคมบอก ในตอนนั้นเอง วรรณสาก็เลือกชุดเสร็จแล้ว และจ่ายเงินออกไป ราคามันไม่กี่บาทเอง พอได้ชุดใหม่มา เธอก็ชวนสองหนุ่มเดินไปทั่วห้าง ปฏิคมถึงกับบ่นออกมา
“ห้างเล็กแค่นี้เอง” เขาบ่น “เห็นได้ยินคนเล่ามารุ่นต่อรุ่นว่า ห้างสรรพสินค้านอกอาณาเขตนั้นใหญ่มาก มีถึงห้าหกชั้นแล้วก็กว้างมาก”
“แกก็ออกไปดูสิ” พันธกรพูดออกมาขำๆ แต่ปฏิคมไม่ขำด้วย เขาพูดน้ำเสียงจริงจังออกมา
“พ่อฉันก็ออกไปนอกอาณาเขตถึงได้ตาย” เขาว่า แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพ่อของพันธกรเองก็เสียชีวิตจากาเช่นกัน “เออ ขอโทษ ฉันลืมไปว่าพ่อแก...”
“ไม่เป็ไรหรอก เพื่อน เื่แค่นี้” พันธกรบอกออกมา ทำเอาปฏิคมโล่งใจที่พันธกรไม่โกรธเขา แล้วพอเดินดูห้างจนเสร็จ ทั้งสามก็เดินออกจากห้างไป พร้อมกับชุดใหม่ที่วรรณสาเพิ่งจะซื้อมา
อีกด้านหนึ่ง ในตึกที่เป็ที่ทำงานของเหล่าผู้นำอาณาเขต พวกเขามาประชุมกันที่ห้องใหญ่ๆ ห้องหนึ่ง ผู้นำอาณาเขตที่เป็ชายร่างอ้วนเอ่ยขึ้นมา
“เอาล่ะ ไม่ต้องมีพิธีอะไรแล้ว” เขาว่าออกมา “เข้าเื่เลยละกัน เื่ของการถวาย ‘เครื่องสังเวย’ แก่ไอ้พวกเอไอนั่นน่ะ....”
ทุกคนในห้องประชุมต่างพากันส่งเสียงฮือฮา ผู้นำอาณาเขตเลยบอกให้ทุกคนเงียบ แล้วก็บอกออกมา “ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ที่เกิดเื่แบบนี้ขึ้น ตอนนี้ บอกตรงๆ ผมไม่อยากทำอีกต่อไปแล้ว ผมจะไม่ยอมส่งเครื่องสังเวยให้แก่พวกเอไออีกแล้ว”
“อ้าว?” เ้าหน้าที่คนหนึ่งในประจำอาณาเขตว่าขึ้น “งั้นพวกเราก็โดนทำลายน่ะสิครับ ถ้าไม่ทำตามที่พวกมันสั่ง”
หัวหน้าอาณาเขตถอนหายใจออกมาพลางยกมือกุมหน้าผาก แล้วก็บอก “ผมจะคิดก่อฏ” พอเขาพูดแบบนั้นออกมา ก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งในห้องประชุม แล้วเขาก็บอกให้เงียบเหมือนเดิม
“ผมทนไม่ไหวแล้ว ที่จะให้คนบริสุทธิ์ต้องมาตกเป็เหยื่อของไอ้พวกเอไออีก” ผู้นำอาณาเขตกล่าวขึ้นมา แต่มีอีกคนขัดขึ้นมา
“แต่ถ้าเราไม่ทำตามที่มันสั่ง มันก็จะฆ่าพวกเราจนตายหมดเลยนะครับ”
“เื่นั้น ผมทราบดี คุณสิน” หัวหน้าอาณาเขตยังไม่ยอมเอามือออกจากหน้าผาก “ผมอยากจะต่อต้านพวกมัน ไม่ให้เห็นเราเป็ทาสของพวกมันอีกแล้ว”
“แล้วเื่แบบนั้น เราจะไปทำได้ยังไงครับ?” เ้าหน้าที่อีกคนก็ถาม ฝ่ายหัวหน้าอาณาเขตก็ส่ายหน้าออกมา
“ผมก็ไม่รู้ ทางเราเองก็พอมีอาวุธอยู่ แต่เื่ที่ว่าจะต่อสู้ บอกตรงๆ ผมเองก็ยังหาทางออกไม่เจอเหมือนกัน” ผู้นำอาณาเขตกล่าวขึ้นมา “ต้องมีใครสักคนเสียสละออกไปต่อสู้กับพวกมันเพื่อต่อต้านพวกมัน”
ทั้งห้องเงียบกริบ แล้วจู่ๆ ก็มีคนถามขึ้นมา “แล้วคนที่ ‘เสียสละ’ จะเป็ใครล่ะครับ? พวกเราหรือเปล่า?”
ผู้นำอาณาเขตจ้องใบหน้าคนคนนั้นเขม็ง แล้วเขาก็ไม่พูดอะไรออกมาเลย แล้วเขาก็พูดอะไรอีกนิดหน่อย ก่อนจะบอกให้เลิกประชุม สมาชิกในอาคารต่างพากันเดินออกไปนอกห้อง
“มันควรจะเป็หน้าที่ของผู้ใหญ่ใช่ไหม? ที่จะออกไปต่อสู้กับพวกนั้น?” ชายอีกคนว่ากับชายอีกคน “แต่ผู้นำไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยนะ”
“แน่ล่ะ หน้าที่มันต้องตกเป็ของพวกเราอยู่แล้ว” อีกคนบอกกับอีกคน “เฮ้อ! จะให้ไปสู้กับไอ้พวกนั้นที่มีอยู่เต็มนอกอาณาเขตน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ แค่ออกไปนอกอาณาเขตแค่ไม่กี่ก้าวก็โดนฆ่าแล้ว”
ทางด้านพันธกร หลังจากแยกย้ายกับวรรณสาและปฏิคมแล้ว เขาก็กลับมาบ้าน บ้านที่มีแค่เขาคนเดียว ไม่มีแม่เหมือนเคย ทำเอาเขารู้สึกเหงาเหมือนกัน พันธกรปิดประตูบ้านลงกลอน แล้วก็เดินขึ้นบันไดไปบนห้องนอนของตัวเอง แล้วใช้กุญแจเปิดลิ้นชักออกมา ด้านในลิ้นชักมีมีดทหารเล่มหนึ่งวางอยู่ มันเคยเป็ของพ่อของเขานั่นเอง
เขาหยิบมีดทหารเล่มนั้นขึ้นมา ก่อนจะมองดูความแหลมคมของมัน แล้วก็จัดการใส่ลิ้นชักกลับไปเหมือนเดิม ก่อนจะปิดลิ้นชัก และเขาก็มานั่งที่เตียงนอน ทั้งที่ยังไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
ทางฝ่ายวรรณสา เมื่อเธอกลับมาถึงบ้านไม่นานก็มีเพื่อนสนิทมาหา เธอเลยเดินออกไปเปิดประตูดู พอเปิดออกไปเห็นว่ามีใครมา เธอก็บอก “ฉันนึกแล้วว่าต้องเป็แก ยัยวนิดา”
“แหม เรียกซะเต็มยศ” วนิดา เพื่อนสนิทของวรรณสาบอก เธอยิ้มออกมา “เรียกดาเฉยๆ ก็ได้”
“เออ ขอโทษที ลืมไป” วรรณสาหัวเราะออกมา “แล้วนี่มาที่นี่ มาทำอะไรเหรอ?”
“คิดถึง” วนิดาบอกออกมาคำเดียว “ขอเข้าไปในบ้านหน่อยนะ”
“เอ้า เชิญเลยจ้า” วรรณสาต้อนรับเพื่อนสนิท วนิดาเลยยิ้มให้เธอ แล้วก็เดินเข้าไปในบ้าน วรรณสาจัดการเอาคุกกี้ที่เธอเป็คนอบเองมาเสิร์ฟที่โต๊ะในห้องรับแขกพร้อมกับกาแฟถ้วยหนึ่ง
“เฮ้ย ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้” วนิดาว่าออกมาเสียงห่ามๆ แต่วรรณสาส่ายหน้า
“กินๆ เข้าไปเถอะ หลายวันแล้ว เดี๋ยวมันจะหมดอายุเสียก่อน” วรรณสาบอก ทำเอาเพื่อนเธอต้องว่าออกมา
“แกเห็นฉันเป็หนูทดลองหรือวะ?” วนิดาว่าแล้วหยิบคุกกี้ชิ้นหนึ่งขึ้นมาเข้าปาก แล้วก็เคี้ยวก่อนจะกลืนลงคอ เธอบอกออกมา “เออ อร่อยดีนี่ ไม่หวานมาก กำลังดีเลย แล้วก็ยังไม่เสีย”
“จริงเหรอ?” วรรณสาเลยหยิบมาชิมบ้าง พอชิมฝีมือตัวเอง เธอก็ชมตัวเอง “อืม ไม่มีที่ติเลย”
“แหม หลงตัวเองก็เป็นะยะ” วนิดาล้อเลียนเพื่อนสนิท “แต่ทำอาหารเก่งแบบนี้ พันคงชอบแน่ๆ เลย ก็พันเขาชอบผู้หญิงที่เก่งเื่ทำอาหารไม่ใช่เหรอ?”
“นี่ พอ หยุดเลย” วรรณสาห้ามเพื่อนสนิทของตนเองเอาไว้ “ฉันไม่ได้ชอบพัน”
“นี่แก” วนิดาบอกออกมา “ฉันเป็เพื่อนแกนะ ฉันรู้ดีที่สุดว่าแกคิดกับใครยังไง? ทำไมต้องปิดบังกันด้วยล่ะ มันไม่เหมือนเพื่อนสนิทกันเลยนะ”
วรรณสาได้ยินอย่างนั้น เธอก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะบอก “ขอโทษที” แล้วเธอก็พยักหน้าอย่างยอมรับ “ใช่ ฉันชอบพัน ชอบมาตั้งนานแล้ว”
“งั้นก็รีบๆ บอกไปเลยสิ” วนิดาช่วยเหลือเพื่อนตัวเอง “ถ้าวันใดวันหนึ่ง ไอ้พวกเอไอมันคิดโจมตีพวกเรา แล้วพวกเราตายกันหมด แกก็จะไม่มีโอกาสบอกอีกเลยนะเว้ย”
“บ้า แก ใครจะกล้าบอก?” วรรณสาพูดพลางถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “ขืนบอกออกไป และพันตอบว่า ‘ไม่’ ล่ะ ฉันจะเข้าหน้าเขาติดได้ยังไง?”
“แต่มันก็ยังดีนะที่ให้เขารับรู้ความรู้สึกของเรา” วนิดายังพูดต่อ “ดีกว่าเขาไม่รู้อะไรเลย แล้วตายไปทั้งอย่างนั้น”
“นี่ แก อย่าเพิ่งพูดเื่ตงเื่ตาย” วรรณสาว่าเพื่อน “มันเป็ลางไม่ดี”
“ไม่ ฉันพูดความจริง” วนิดายกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตามเดิม “ไม่รู้หรอกว่าไอ้พวกเดนนรกนั่นมันจะทำอะไรกับเราอีก? ฉันว่าแกรีบพูดออกไปดีกว่า”
“บ้า แก จะให้ฉันพูดอย่างนั้นได้ยังไง?” วรรณสายังคงอายอยู่ “ฉันไม่กล้าพูดหรอก”
“โอเค” วนิดาเลยตัดสินใจเลิกพูด “งั้นก็เชิญแห้วไปตามระเบียบละกันค่ะ”
วรรณสาแอบงอนเพื่อนนิดหน่อยที่ไม่ได้ให้กำลังใจกันเลย กลับมาตอกย้ำกันเสียอีก และหลังจากคุยอะไรกันสักพักใหญ่ วนิดาก็ขอตัวกลับบ้านของตัวเอง วรรณสาเดินมาส่งเพื่อนถึงประตู วนิดาก็โบกมือลาวรรณสา ก่อนจะเดินออกจากบริเวณบ้านของวรรณสาไป
ฝ่ายปฏิคมก็กำลังทำการบ้านอยู่ในบ้านของเขา เขายกมือเกาศีรษะเมื่อเจอวิชาภาษาอังกฤษเข้าไป เขาไม่เก่งทางด้านนี้ แต่ดันเก่งเื่การคำนวณแทน พอไม่รู้ว่าจะพึ่งใครดี เขาก็เลยพักการบ้านวิชานี้ไว้ก่อน
“เฮ้อ” เขาถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ ที่ไม่มีอะไรทำ ก็เลยเดินเปิดประตูออกจากห้องตัวเองไป แล้วเดินไปยังห้องเก็บของ เขาลองหมุนลูกบิดประตูดู แต่พบว่าประตูนั้นล็อกกลอนอยู่
“ไม่ใช่ปัญหา” เขาล้วงเอากุญแจผีออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง แล้วก็สะเดาะกลอนประตูดู ไม่ถึงสิบวินาที เขาก็เปิดประตูเข้าไปได้ ในห้องเก็บของนั้นร้อนอบอ้าวแล้วก็อับ เพราะไม่ได้เปิดหน้าต่าง ปฏิคมคิดว่าจะมาหาหนังสือพิมพ์เก่าๆ อ่านดูเพื่อแก้เวลา เขาลงมือค้นดูที่กองหนังสือพิมพ์พลางนั่งลง
มีแต่หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์แต่ข่าวเื่จานบินบุกโลก เขารู้จักข่าวพวกนี้แล้ว จึงเปิดผ่านออกไป แล้วก็หาข่าวที่เก่ากว่านี้ ข่าวก่อนที่จะเกิดการโจมตีโลกมนุษย์ แล้วเขาก็พบนิตยสารเก่าๆ เล่มหนึ่ง หน้าปกเป็รูปผู้หญิงสวย เขาลองเปิดอ่านดู ก็พบแต่อะไรก็ไม่รู้ที่เขาไม่รู้จักทั้งนั้น
“คนคนนี้คงตายไปแล้วมั้ง?” เขาว่ากับรูปผู้หญิงบนหน้าปกนิตยสาร เขาเคยได้ยินว่าสมัยก่อน ก่อนที่โลกจะโดนโจมตีจากมนุษย์ต่างดาว มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ละคร’ กับ ‘ภาพยนตร์’ ด้วย ปฏิคมไม่รู้จักอะไรพรรค์นั้น เขาไม่รู้ว่ามันเป็อย่างไร? เพราะพอเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ก็อยู่ในยุคที่มนุษย์ตกเป็ทาสแล้ว
แล้วเขาก็เอานิตยสารเก่าๆ ออกมาอ่านอีกเรื่อยๆ เพื่อแก้เซ็ง ในตอนนั้นเอง แม่ของเขาก็เดินเข้ามา และพอเห็นห้องเก็บของที่ปกติจะล็อกอยู่เปิด เธอเลยเดินเข้ามาดู
“อ้าว? คม?” แม่ของเขายืนที่ประตู “มาทำอะไรในห้องนี้น่ะเราน่ะ?”
“อ้าว? แม่” ปฏิคมหันไปหาแม่ของตนเอง “เอ่อ คือคมเบื่อๆ น่ะ ก็เลยอยากมาหาอะไรอ่าน”
“เบื่อก็ออกไปข้างนอกสิ มาในห้องทึบๆ นี่ทำไม?” แม่เขาบอก “แล้วปลดล็อกประตูได้ยังไงกันเนี่ย?”
“แหม แม่ก็น่าจะรู้ว่าคมใช้กุญแจสะเดาะกลอนเป็” เขากล่าวยิ้มๆ ให้กับแม่ แม่บอกให้เขาออกไปจากห้องนี้เสีย แล้วออกไปเดินรับลมข้างนอกดีกว่า ปฏิคมไม่เห็นว่าจะดีตรงไหนเลย อากาศก็ร้อน ลมที่พัดก็แทบไม่มี
เขาออกมานั่งที่ม้านั่งตัวหนึ่งในอาณาเขต พลางนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ที่เขาได้ไปเที่ยวกับวรรณสาและเพื่อนสนิทอย่างพันธกร เขารู้สึกเสียใจที่วรรณสาสนใจแต่พันธกรคนเดียว ไม่เห็นเคยมองมาที่เขาบ้างเลย
“อ้าว? คม!” วนิดาที่เดินเข้ามาพอดีเห็นเขาเข้าก็ทักทาย “มานั่งทำอะไรคนเดียว?”
“อ้าว? ดา” ปฏิคมทักทายเพื่อนสนิทของวรรณสา “ก็แค่มานั่งเล่นน่ะ แล้วนี่ดาจะไปหาสาเหรอ?”
“ไปมาแล้วจ้า” วนิดาเลยนั่งลงกับเขาด้วย “นี่ ได้ข่าวว่าวันนี้ ไปเที่ยวห้างกับพันกับสาเหรอ? แล้วพันหายจากอาการซึมเศร้าได้ยังไง?”
ปฏิคมเลยบอกออกไปว่าทำไม? พอวนิดาได้ยินอย่างนั้น เธอก็ชมพันธกร “อืม พันเองก็เป็คนรักษาสัญญานะ”
“มีแต่คนชมไอ้พัน” เขาว่าอย่างน้อยใจ “ไม่เห็นมีใครชื่นชมคมบ้างเลย”
“โอ๋ อย่าน้อยใจไปนะ” วนิดาจับแขนเขาเอาไว้ ปฏิคมมองแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ก็ปล่อยให้เธอจับแขนเขาแบบนั้น
“ถ้าว่าง” วนิดาพูดขึ้นมา “ไปบ้านดาไหมล่ะ? วันนี้แม่ซื้อเค้กมาด้วยจากร้านเบเกอรี่ หากินยากนะ มากินกันดีไหม? นะ ไปเถอะ”
“ก็ได้” ปฏิคมเลยลุกขึ้นยืน “แต่ดาบอกเองนะว่าจะให้คมกิน”
“เออ ดาพูดแล้วไม่คืนคำหรอก” เธอบอกออกมา “นะ ไปกินเค้กกันดีกว่า เป็เค้กช็อกโกแล็ตด้วย ท่าทางน่าจะอร่อย”