สามสิบนาทีก่อนหน้านี้ ในโลกอิซซูมีล
ทวีปไอช่ามีอยู่สองเหตุการณ์ ที่พอจะเรียกได้ว่ามีความสำคัญสำหรับประชาชนในแดนดินแห่งมนตราผืนนี้ หนึ่งคือพิธีาาพิเษกขององค์จักรพรรดิซึ่งเป็พิธีการสำคัญของราชวงศ์รวมทั้งทวีปแห่งนี้ด้วย เพราะถือว่าเป็หน้าเป็ตาให้กับไอช่าอย่างยิ่ง แต่จะมีจักรพรรดิไม่กี่พระองค์เท่านั้นที่พอจะเรียกความสนใจไปให้อีกสี่ทวีปที่เหลือตื่นตัวได้
หนึ่งในนั้นคือจักรพรรดิอัลเครอซ จอมราชันคนล่าสุดของไอช่า ว่ากันว่าเมื่อครั้งที่อัลเครอซเข้าพิธีเถลิงราชขึ้นสู่บัลลังค์ สัตว์วิเศษนับพันนับหมื่นแห่แหนเข้ามานอกกำแพงเมือง ในครั้งนั้นสร้างความตื่นตระหนกให้คนชาวอัลเทร่าเป็อย่างมาก แต่เมื่อสังเกตดูๆดีจะพบว่าสัตว์วิเศษเ่าั้ต่างไม่ได้มาเพื่อโจมตีเมืองเหมือนที่พวกเขาคิดในตอนแรก
แต่ล้วนมาเพื่ออัลเครอซในเวลานั้นโดยเฉพาะ...
ลางมหามงคลเช่นนี้ไม่ว่าจะมองในทางไหนก็เป็นิมิตหมายอันดี ตัวแทนจากทวีปทั้งสามขาดแค่ทริสแทนจึงพากันสงบเสงี่ยมไม่กล้าทำอะไรวุ่นวาย ต่อมาอัลเครอซก็ไม่ทำให้ผู้คนต้องผิดหวัง อัลเทร่าในการปกครองของเขามีแต่คำว่าเจริญยิ่งขึ้นไม่มีถดถอย หัวเมืองรอบนอกมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีไม่แพ้เมืองใหญ่ การทหารและเศรษฐกิจรุ่งเรืองถึงขีดสุด อีกทั้งยังยุติปัญหาที่มานานหลายร้อยปีกับซูิลงได้ แม้จะไม่ถึงขั้นเรียกว่าพันธมิตร แต่ความสัมพันธ์ก็ดีกว่าที่เคยเป็มามากนัก
จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง...อัลเครอซได้ทำเื่ที่แผ่นดินต้องสั่นะเือีกครั้ง!!
เป็ครั้งแรกหลังจากมหาาต่อต้านทริสแทน อัลเครอซทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้ตลอดเกือบพันปีที่ผ่านมาได้สำเร็จ นั่นก็คือการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับทวีปอีเดน นำไปสู่การแลกเปลี่ยนทางการค้าและความร่วมมือในอีกหลายๆด้านของสองทวีป ผลที่ตามมาทำให้ศาสตร์เวทมนตร์ที่มีอยู่แต่เดิมของไอช่าได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้ไอช่าสามารถคงสถานะทางการเมืองเช่นนี้ไปได้อีกหลายร้อยปี
เหตุการณ์แรกเป็จุดเริ่มต้นแห่งยุคทองของไอช่าในสมัยนี้...
หากแต่เหตุการณ์ที่สองกลับเป็อะไรที่พบเห็นได้ทุกปี ถึงกระนั้นก็ไม่อาจทำให้ความสำคัญและความคึกครื้นของเหตุการณ์ที่ว่าจะลดลง เพราะมันก็คือวันที่โรงเรียนเวทมนตร์อันดับหนึ่งของไอช่าเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่
โรงเรียนที่ผู้คนทั่วหล้าทราบดีว่าได้รวบรวมความรู้ทั้งมวลในไอช่าเอาไว้
สรวง์ของเหล่าจอมเวท...อวาลอน
แต่เมื่อโรงเรียนมีชื่อเสียงมากเท่าใด การแข่งขันก็ยิ่งสูงขึ้นตาม จำนวนคนที่มาสอบนั้นมีมากซะยิ่งกว่าฝูงมด และมีที่ท่าว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆในทุกๆปี อย่างไรก็ตามหากจบการศึกษาจากโรงเรียนอวาลอนไปได้ หนทางการงานในภายภาคหน้าย่อมวางใจได้ ต่อให้อยู่เฉยๆก็ยังคงไว้ซึ่งชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสถาบัน และด้วยเหตุผลนี้จึงเป็ต้นตอที่ช่วยดึงผู้คนมากหน้าหลายตาให้หลั่งไหลมายังนครอัลเทร่าได้อย่างไม่ยากเย็น
ถึงแม้หนทางจะยากลำบากขนาดไหนก็ตาม
แน่นอนเป็ที่สุดว่าการสอบเข้าโรงเรียนเวทมนตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดนั้นยากซะยิ่งกว่ายาก แต่เส้นทางที่จะเดินทางมายังเมืองหลวงของทวีปนั้นยากลำบากไม่แพ้กัน นั้นเป็เพราะการก่อตั้งเมืองยึดชัยภูมิพื้นที่เพื่อความได้เปรียบทางการรบ พื้นที่โดยรอบแต่ละด้านของกำแพงมีความอันตรายแตกต่างกันคนละแบบ คำนวณรวมๆแล้วก็ถือว่ายากอยู่ดีถ้าจะฝ่ามาไม่ว่าจะทิศทางใดๆก็ตาม
ทิศตะวันออกเป็แม่น้ำแห่งความหลงลืม สติกซ์ หากอำนาจมนตราไม่กล้าแข็งพอ ต่อให้ข้ามลำธารสายนี้มาได้ก็ย่อมต้องลืมเลือนทุกสิ่งอย่างอยู่ดี ทิศใต้เป็ทะเลทรายสองขั้ว ซาฮาร่า ยามพระอาทิตย์ขึ้นความร้อนจะเทียงเคียงมหาขุมนรกชั้นที่ลึกที่สุด ในขณะที่ตอนตกดึกนั้นหนาวเย็นยิ่งกว่าความหนาวใดๆบนดินแดนแห่งนี้ ทิศตะวันตกเป็ดินแดนแห่งความว่างเปล่า ไอรูน ทุ่งร้างอันเงียบเหงาที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ เต็มไปด้วยภาพหลอนคอยลวงหลอกนักเดินทางให้หลงทิศจวบจนวาระสุดท้าย
และทิศเหนือ พงไพรมนตรา มอนเธล สถานที่ซึ่งมีความปลอดภัยมากที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสามทิศ แต่กลับแฝงความลึกล้ำชวนให้น่าค้นหามากกว่าอันตรายที่จะคร่าชีวิต อันตรายเพียงไม่กี่อย่างของป่าแห่งนี้เห็นจะมีแต่กลุ่มโจรทั่วไป หรือสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ ถึงอย่างนั้นป่ามนตรามอนเธลยังนับว่าเป็สถานที่ที่เพียงไม่กี่แห่งในไอช่าที่มีมานาชุกชุมในปริมาณมาก และบางสิ่งบางอย่างที่ว่ากันว่าซ่อนอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของป่ามอนเธล
เส้นทางที่ใครต่อใครมักใช้เดินทางหากจะเข้ามาในเมืองอัลเทร่า
เช่นเดียวชายประหลาดผู้นี้
ชายหนุ่มผมสีเขียวยาวประบ่า แววตาสีฟ้าใส หน้าตากลับใสนวลซะยิ่งกว่าสีตา รูปร่างสูงโปร่งจนมองผิวเผินมีแต่กระดูก เสื้อผ้าถูกถักทอมาจากเนื้อผ้าชั้นดีในไอช่า สะพายกระเป๋าหนังใบใหญ่ซะจนไม่สมตัวเอาไว้ข้างหลัง พลางฮัมเพลงไปมาอย่างสบายอารมณ์ ไม่ได้สนใจซักนิดว่าโดยรอบตนนั้นเวลากลางวันหรือกลางคืน
ป่ามนตรามีจุดเด่นตรงที่เวลากลางวันนั้นเดินทางง่ายแสนง่าย
แต่เวลากลางคืนกลับทวีความลำบากจนน่าใจหาย
และนี่คือห้วงเวลาอย่างหลัง
นอกจากข้อดีเพียงข้อเดียวที่ไม่ต้องอ้อมไปเดินตรงถนนใหญ่ ข้อเสียอื่นๆกลับมีมากนับพันทวี แต่ปัญหาใหญ่สุดเห็นจะเป็โจรป่าที่นิยมออกหากินในเวลากลางคืน ไม่มีใครรู้ว่าทำไมพวกโจรถึงเลือกใช้เวลานี้ในการทำงาน ในขณะเดียวก็ไม่มีใครอยากรู้
และตอนนี้บุรุษปริศนาผู้นี้กำลังโดนลองดีเข้าให้แล้ว
“ว่าไงน้องชาย” เสียงๆหนึ่งดังแว่วขึ้นมาในความมืด ก่อนจะปรากฏตัวคนพูดซึ่งเป็ชายฉกรรจ์อายุอานามย่างเลขสามสิบ ถืออาวุธมีคมกวัดแกว่งไปมา หน้าตาปะยี่ห้อเพียงอย่างว่าต้องเป็ขุนโจรอย่างแน่แท้ พร้อมกับคนอื่นๆที่มีลักษณะการแต่งกายคล้ายคลึงกันก้าวย่างออกมาล้อมชายประหลาดผู้นั้นเอาไว้อย่างแน่หนา
แต่สิ่งที่คนถูกล้อมจะกระทำก็มีเพียงแต่มองไปรอบๆ
แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ
“ขำอะไรวะ ไม่เห็นเหรอว่าพวกข้าเอาจริง” คนที่ดูเหมือนเป็หัวหน้ากลุ่มเริ่มมีปากเสียง ถึงเขาจะเป็โจรแต่ก็ใช่ว่าจะโปรดปรานเหยื่อทุกรูปแบบเสียเมื่อไหร่ โดยเฉพาะพวกคนหน้าตาดีทำเป็วางมาดอยู่สูงกว่าคนอื่นซะเต็มประดาแบบนั้นยิ่งไม่ชอบใจ
“ถ้าฉันเป็พวกนาย คงฆ่าฉันให้ตายแล้วค่อยเอาสมบัติมีค่าไป ทำตัวแบบนี้เสียสถาบันโจรหมดรู้ไหม” ชายปริศนาหัวเราะเสียงใส ยิ่งสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับกลุ่มโจรมากยิ่งขึ้นไปอีก
โทสะมักมาพร้อมกับความขาดสติ
และการขาดสติ ไม่เป็มิตรสำหรับใครซักเท่าไหร่
“เฮอะ! เมื่อกี้นี้พวกข้าจะถือว่าเป็เสียงนกเสียงกา อย่าพูดมากแล้วรีบส่งเงินมา!!” โจรหน้าเหี้ยมใจหาญพูดพลางกวัดแกว่งมีดในมือไปมาสื่อให้ว่าตนเอาจริง สาเหตุที่เขาไม่ลงมือนั้นก็เพราะเล็งเห็นว่าผลที่ตามมานั้นวุ่นวายเกินไป ถ้ามีคนตายเหล่าญาติพี่น้องย่อมส่งทหารมาช่วยดำเนินการให้ แล้วเมื่อมองคร่าวๆแล้วเหยื่อรายนี้ก็ดูเป็คนมีฐานะในระดับหนึ่ง แต่คงจะไม่เก่งกาจในด้านการรบเสียเท่าไหร่ เนื่องจากหน้าตามันให้ซะขนาดนั้น
น่าเสียดายที่สำนวนเลื่องชื่อยังใช้ได้ดีเสมอไม่ว่าในสถานการณ์ไหนๆ
อย่ามองคนแค่ภายนอก
“เงิน...เอาสิ” ชายหนุ่มกลายเป็คนนอนสอนง่ายจนพวกโจรต้องเลิกคิ้วสงสัย แต่ก็ไม่ได้ซักไซร้อะไรมากเพราะนั้นถือว่าทำให้งานของพวกตนง่ายขึ้น เสียงกระแทกจากการมีอะไรบางอย่างตกลงสู่พื้นดังไปทั่วบริเวณ เพียงแต่สิ่งๆนั้นไม่ใช่ถุงเงินอย่างที่พวกโจรตั้งใจให้มันเป็
แต่กลับเป็ม้วนกระดาษสลักลวดลายอะไรบางอย่าง
ลวดลายที่ชี้ชัดว่าเป็คัมภีร์เวท
เวทไร้ธาตุระดับ 3 หมอกควันพรางตา
พริบตานั้นเองหมอกปริศนาได้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ม้วนคัมภีร์เวทฉบับนั้น ภายใต้สภาวการณ์ที่ไร้ทิศทางแบบนี้ พวกโจรที่ขาดซึ่งประสบการณ์ย่อมตื่นตระหนกจนทำตัวไม่ถูก แต่ยังนับว่ามีสติอยู่ไม่น้อยที่ไม่ทำอะไรบ้าๆอย่างการฟาดฟันไปรอบๆตน เพราะนั้นอาจทำให้พรรคพวกาเ็โดยไม่จำเป็
จังหวะนั้นเองชายปริศนาก็ได้ออกมาจากหมอกควันเสียตั้งนานแล้ว
โดยเขานั้นได้ทิ้งม้วนคัมภีร์เวทไว้อีกสองฉบับ
เวทธาตุน้ำระดับ 1 ละอองวารี
นอกจากกลุ่มควันยังเพิ่มไอน้ำเข้าไปจนภายในเริ่มเปลี่ยนไป และภายใต้อากาศที่แปรเปลี่ยนอย่างไม่ทันตั้งตัว สัญชาติญาณการป้องกันตัวก็ยิ่งส่งผลมากขึ้น กลุ่มโจรตาลีตาเหลือกวิ่งพล่านเผื่อที่จะหาทางออกจากหมอกควันมรณะนี้ได้ พลางะโด่าทอคนที่น่าจะเป็เหยื่อของพวกเขาไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็จเหนื่อย
เวทธาตุสายฟ้าระดับ 1 ประจุเทพอัศนี
ก้อนพลังงานสายฟ้าขนาดเท่ากำปั้นปรากฏขึ้นกลางหมอกควัน ก่อนที่มันจะส่งประกายสีเหลืองเจิดจ้าจนคล้ายกับแสงแดดในยามเช้า บดบังทัศนวิสัยของพวกโจรไปอีกระดับ จนในที่สุดก็ได้แต่ปิดตาส่ายหน้าไปมา บ้างก็ยังหลับตาปี๋วิ่งหาทางออกต่อไป
แน่นอนว่ามันช้าเกินไปเสียแล้ว
ประสานมนตราระดับ 3 อาณาเขตเทพสายฟ้า
จากอาณาเขตหมอกควันธรรมดากลายเป็เขตแดนที่เต็มไปด้วยประจุสายฟ้า รวดเร็วและรุนแรงเกินกว่ากลุ่มโจรจะได้ป้องกันตัวหรือหลบหนีพ้น ปริมาณและแรงของสายฟ้าเวทมีมากพอจะทำให้คนสลบได้จนถึงวันใหม่ และเมื่อผลของเวทมนตร์สงบลง ชายปริศนามองสิ่งที่ตนทำช้าๆพลางยิ้มอย่างพึงพอใจ
ไม่นึกเลยว่าจะมีคนมาประเคนทุนรอนให้เขาถึงที่
“ถือซะว่าพวกท่านโชคร้าย” ชายหนุ่มยักไหล่พลางเดินไปริบอาวุธตลอดจนข้าวของที่พอจะมีค่าจากพวกโจรที่นอนสลบเหมือดอยู่ ถึงแม้ราคาค่างวดมันจะไม่ได้สูง แต่ก็ถือว่าเป็ค่าแรงตอบแทนสำหรับม้วนคัมภีร์เวทสามฉบับได้เป็อย่างดี
ม้วนคัมภีร์ที่เขานั้นประกอบพิธีขึ้นด้วยตัวเอง
การใช้เวทมนตร์ในโลกอิซซูมีลนั้นมีอยู่หลักๆสองวิธี วิธีแรกคือร่ายผ่านสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็ไม้เท้า ยันต์ อุปกรณ์เวทมนตร์ หินอัญมณี หรืออื่นๆเท่าที่จะหาได้ วิธีที่สองคือการใช้ผ่านม้วนคัมภีร์เวทย์ ซึ่งมีความสะดวกกว่ามาก แต่มีความนิยมน้อยกว่าวิธีแรก นั้นก็เพราะวัตถุดิบที่ใช้กับคนประกอบพิธีจะต้องเป็จอมเวทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะ หาไม่แล้วคัมภีร์เวทที่ออกมาไม่แสดงผลผิดพลาดก็ใช้การไม่ได้เลย
ชายปริศนาตรวจตราความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม ของที่เขาได้จากพวกโจรมีเยอะกว่าที่เขาคิดไว้ แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะกระเป๋าที่เขาแบกมันเป็กระเป๋าเวทมนตร์ ภายในสลักอาคมเวทมนตร์สายมิติแบบง่ายๆเอาไว้ นั้นทำให้เขาสามารถยัดข้าวของลงในกระเป๋าใบนั้นได้อย่างไม่รู้จบ
แน่นอนว่าถ้าให้เขาสู้กับโจรพวกนั้นตรงๆบั้นปลายสุดท้ายไม่ตายก็พิการ ดังนั้นการใช้เครื่องทุ่นแรงทุกสิ่งเท่าที่ย่อมเป็เื่ที่ใครๆต่างก็พึงกระทำ สาเหตุที่เขาเลือกใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางไม่ใช่เพราะว่าทิศอื่นๆมีความอันตรายจนตัวเขาเองยังเข็ดขยาด แต่เพราะป่ามนตรามอนเธลเป็สถานที่แห่งเดียวในทั้งสี่ทิศ ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเขาได้ก่อนจะไปถึงตัวเมืองอัลเทร่า
น่าเศร้าที่มีคนติดกับแค่กลุ่มเดียว
เขาเดินไปซักพักจนเกือบถึงชายป่า ก่อนจะแหงนหน้ามองหมู่ดาวบนท้องฟ้า แล้วจึงค่อยๆเลิกคิ้วประหลาดใจเพียงชั่วครู่ ก่อนจะยักไหล่ทำทีเป็ไม่สนใจ และลงมือตั้งแคมป์ไฟด้วยคัมภีร์เวทธาตุไฟขึ้นมา ชายหนุ่มนั่งเอกเขนกซักพักก่อนจะเริ่มหยิบเนื้อหมูป่าที่เก็บเอาไว้ในกระเป๋าออกมารับประทาน แน่นอนว่าต้องผ่านการย่างไฟระยะเวลาหนึ่ง
และนั้นเองเื่สุดประหลาดก็ได้บังเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง
แสงสว่างวาบสีเหลืองทองปรากฏขึ้นใกล้ๆกับบริเวณที่เขานั่งอยู่ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะได้ขยับตัว สิ้นแสงสว่างนั้นไปไม่มีความว่างเปล่าอย่างที่เขานึกไว้แต่แรก แต่กลับปรากฏชายหนุ่มสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่คุ้นตา เรือนผมสีดำ ดวงตาสีดำเช่นกัน รูปร่างสันทัด มือข้างหนึ่งถือม้วนไม้ไผ่ซึ่งหาได้ยากในทวีปไอช่า ชายคนนั้นแสดงท่าทีแปลกๆก่อนจะชะเง้อชะแง้มองรอบๆ และท้ายที่สุดชายปริศนาจึงชี้นิ้วมายังที่อารันพร้อมกับพูดบางอย่างกับเขา
“เ้า...เป็ใคร?” ชายผมดำพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับคนในไอช่าไม่ผิดเพี้ยน ข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็คนจากต่างถิ่นจึงตกไปโดยปริยาย
ชายปริศนาไม่รู้จะแสดงท่าทียังไงเพราะคนดังกล่าวก็ดูไม่แสดงท่าทีเป็ศัตรู แต่ก็เร็วเกินไปที่จะถือว่าเป็มิตร อีกทั้งปริมาณคำถามภายในหัวยังมีมากเกินไป ดังนั้นหนทางที่เขาเลือกเดินจึงมีแต่ถามกลับไปตามน้ำก็เท่านั้น
“นายนั้นแหละเป็ใครกัน...?” ชายผมเขียวถามทั้งที่ในมือยังถือไม้เสียบเนื้อหมูป่าที่พร้อมจะยัดเข้าปากได้ทุกเมื่อ
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าจะเป็ความเงียบที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ชายทั้งสองะโลั่นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อน เสียงนั้นดังพอที่จะเหล่าบรรดาวิหคทั้งหลายที่อยู่รอบๆบินแตกฮือกันออกไปโดยพร้อมเพรียง
“นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี้ย!!!”