ตอนที่ 60 สมควรได้รับคำชมเชย
แน่นอนว่าแม้ผู้นำชุมชนจะล่วงรู้ถึงความคิดในใจของเหรัญญิกหลี่แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ตลอดหลายปีมานี้ เหรัญญิกหลี่แอบทำเรื่องร้ายๆไว้น้อยเสียที่ไหน? มีเรื่องไหนบ้างที่ทำสำเร็จ?
เหมือนที่เอกบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้มิใช่หรือ ไม่มีความสนุกใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการต่อสู้ร่วมกับผู้อื่น?การที่มีเหรัญญิกหลี่อยู่ ก็ถือว่าดีเหมือนกันอย่างน้อยก็ยังมีคนให้สู้ด้วย
"เรื่องนี้แกไม่ต้องยุ่งแล้วยังไงซะงานที่ชีเยวี่ยทำก็คุ้มค่าเกินราคาอยู่แล้ว! "
ผู้นำชุมชนไม่อยากอธิบายอะไรมากจึงไล่เหรัญญิกหลี่ออกไปหลังจากไล่เหรัญญิกหลี่ไปแล้ว ผู้นำชุมชนก็หันมองหานชีเยวี่ยด้วยแววตาที่อ่อนโยน
คนที่ไม่รู้คงคิดว่าหานชีเยวี่ยเป็นรุ่นน้องที่สนิทสนมที่สุดของผู้นำชุมชนเป็นแน่
"ชีเยวี่ย พอกินข้าวเสร็จแล้วฉันจะพาเธอไปที่สหคามสักเที่ยวก่อน"
ขณะนี้ทุกคนในครอบครัวหานยังคงงุนงงสับสนมากว่าทำไมผู้นำชุมชนถึงได้ดีกับหานชีเยวี่ยเช่นนี้มีเพียงลุงหานเท่านั้นที่เข้าใจดูเหมือนว่าตอนนี้ในใจของผู้นำชุมชนชีเยวี่ยมีสถานะที่สูงมาก
แน่นอนว่าหานชีเยวี่ยรู้ดีว่าผู้นำชุมชนปกป้องเธอเพราะเธอสามารถติดต่อกับโรงงานทอฝ้ายได้
แต่เธอไม่รู้ว่าทำไมผู้นำชุมชนถึงต้องพาเธอไปที่สหคามหรือว่าเรื่องนี้ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้นำสหคามก่อนถึงจะสามารถลงมือทำได้?
แต่เธอก็ยังพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ค่ะผู้นำชุมชน"
เมื่อเห็นว่าเรื่องราวต่างๆพูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว ย่าเฒ่าหานจึงรีบเชื้อเชิญผู้นำชุมชนด้วยรอยยิ้ม
"ผู้นำชุมชน เชิญนั่งทานข้าวเช้าค่ะอาหารที่บ้านเรียบง่าย อย่าได้รังเกียจเลยนะคะ"
ย่าเฒ่าหานเหลือบมองอาหารบนโต๊ะผักดองก็พอว่า แต่ซุปไข่ที่ตั้งไว้นานขนาดนี้ ป่านนี้คงจะเละหมดแล้ว
ไอ้หมาบ้าเหรัญญิกหลี่นั่นมาเห่าหอนก่อกวนแต่เช้า ทำให้กินข้าวกันไม่สงบเลย!
ไม่กลัวว่าหลานเกิดมาแล้วจะไม่สมประกอบหรือไง!
ผู้นำชุมชนกล่าวว่า"ฉันกำลังกินข้าวอยู่ที่บ้านพอดี หานลู่หยางมาเรียกฉันตอนนี้ถังฮวาคงยังรอกินข้าวอยู่ที่บ้าน เพราะงั้นฉันคงต้องกลับแล้ว"
เขาเหลือบมองอาหารบนโต๊ะของครอบครัวหานแล้วพูดว่า "พวกเธอก็รีบกินข้าวกันเถอะ ใกล้จะถึงเวลาทำงานแล้ว"
ย่าเฒ่าหานและคนอื่นๆส่งผู้นำชุมชนออกไปอย่างสุภาพ แล้วจึงกลับมากินข้าวต่อ
ซุปไข่เริ่มเละไปบ้างรสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม แต่ในยุคนี้ไม่มีใครทิ้งขว้างอาหารทุกคนจึงยังคงกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
เพียงแต่หลังจากเหตุการณ์นี้อารมณ์ของทุกคนก็ไม่ค่อยดีนัก
หานชีเยวี่ยปลอบใจทุกคน "จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรหรอกค่ะ เรามีผู้นำชุมชนที่คอยสนับสนุนฉะนั้นเหรัญญิกหลี่ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก"
"ชีเยวี่ยทำไมผู้นำชุมชนถึงได้ปกป้องหลานขนาดนี้?" ย่าเฒ่าหานถาม"แถมยังจะพาหลานไปที่สหคามอีก? "
"คุณย่าเรื่องที่ผู้นำชุมชนมอบหมายให้หนูมีความคืบหน้าแล้วค่ะผู้นำชุมชนยังบอกอีกว่าจะให้คุณย่ากับป้าถังฮวารับซื้อของด้วยกัน"หานชีเยวี่ยพูดตามที่ผู้นำชุมชนบอก
ย่าเฒ่าหานรีบโบกมือ"ย่าเป็นแค่คนแก่จะไปรู้อะไร"
"คุณย่าผู้นำชุมชนไว้ใจคุณย่าต่างหาก ย่าทำไปเถอะค่ะ!"
ย่าเฒ่าหานไม่ใช่ผู้หญิงที่ไร้ความรู้สมัยสาวๆ เธอเป็นคนเก่งทั้งงานในบ้านและนอกบ้านไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถเลี้ยงลูกสองคนให้เติบโตมาได้ด้วยตัวเอง
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเสียงระฆังบอกเวลาทำงานก็ดังขึ้น
คนอื่นๆ ในครอบครัวหานรีบไปเข้างานย่าเฒ่าหานเก็บกวาดจานชาม หานชีเยวี่ยจะช่วย แต่ย่าเฒ่าหานไม่ยอม
"อาเยวี่ยเดี๋ยวผู้นำชุมชนจะพาหลานไปที่สหคาม หลานไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะในช่วงนี้หลานเดินทางไปนู้นมานี่บ่อย เดี๋ยวย่าต้องตัดเสื้อผ้าสวยๆ ให้หลานสักชุดมีคำกล่าวที่ว่า เคารพเสื้อผ้างามก่อนเคารพคน…"
ย่าเฒ่าหานบ่นพึมพำ หานชีเยวี่ยพลันหัวเราะ"คุณย่าคะ หนูยังมีเสื้อผ้าใส่ ไม่ต้องตัดใหม่หรอกค่ะแต่เสื้อผ้าของคุณย่าต่างหาก มีรอยปะเยอะแยะเต็มตัวไปหมดแล้ว"
ก่อนหน้านี้เธอไปเรียนในเมืองเสื้อผ้าที่เธอใส่จึงเป็นเสื้อผ้าที่ดีที่สุดในบ้าน ส่วนคนอื่นๆในบ้านใส่เสื้อผ้าที่ปะแล้วปะอีก จนมองไม่เห็นสีแบบลายเดิมแล้ว
ช่วงนี้เธอพยายามปรับเปลี่ยนอาหารการกินของทุกคนในครอบครัวแต่กลับลืมเรื่องเสื้อผ้าไป
พอดีกับที่ตอนนี้ได้ติดต่อกับโรงงานทอฝ้ายแล้วลองดูว่าจะขอซื้อสินค้าที่มีตำหนิมาตัดเสื้อผ้าให้ทุกคนในบ้านสักสองชุดได้ไหม
ตัดภาพกลับมากลุ่มคนที่ไปทำงานพวกเขาถูกเรียกรวมตัวกันก่อน ผู้นำชุมชนพูดถึงความต้องการตะกร้าหวาย ผลไม้และไข่ไก่ ทั้งยังบอกว่าจะได้ราคาสูงกว่าการขายให้กับสหกรณ์ทำให้ทุกคนในชุมชนต่างก็ดีใจ
ต่างก็พูดคุยกันว่าที่บ้านมีไข่ไก่เก็บไว้เท่าไหร่ทั้งยังพูดคุยกันถึงเรื่องต้นสาลี่ในบ้านปีนี้มีลูกดกเหลือเกินเป็นต้น
ส่วนกลุ่มคนที่สานตะกร้าหวายได้ก็เริ่มพูดคุยกันว่าหลังเลิกงานจะไปตัดกิ่งหลิวที่ริมแม่น้ำผู้นำชุมชนรอให้ทุกคนพูดคุยกันสักสองสามนาที จึงส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ
"ทุกคนเงียบก่อน เรื่องพวกนี้ฉันเป็นคนมอบหมายให้สหายหานชีเยวี่ยไปประสานงานในตัวเมือง ช่วงหลายวันนี้สหายหานชีเยวี่ยเดินทางเข้าเมืองหลายครั้งก็เพื่อจัดการเรื่องนี้ให้พวกเราทุกคนคิดว่า เราควรจะชมเชยสหายหานชีเยวี่ยหรือไม่?"
คำพูดที่หนักแน่นของผู้นำชุมชนทำให้ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอีกครั้ง
"ชีเยวี่ยนี่เก่งจริงๆสามารถจัดการเรื่องดีๆ แบบนี้ได้"
"ใช่ เด็กที่ได้เรียนหนังสือช่างแตกต่างจากพวกเราที่ไม่มีความรู้"
"ผู้นำชุมชนสมควรได้รับคำชมเชย"
"ผู้นำชุมชน นี่หมายความว่าชุมชนของเราได้สร้างความสัมพันธ์กับโรงงานทอฝ้ายแล้วใช่ไหม? "
…
ทุกคนต่างก็พูดคุยกันเสียงเซ็งแซ่
ใบหน้าของเหรัญญิกหลี่บิดเบี้ยวไปหมดไอ้แก่จอมเจ้าเล่ห์ กล้าดียังไงมาทำแบบนี้กับเขาเดิมทีเขายังคิดจะใช้เรื่องนี้ป่าวประกาศ แต่ตอนนี้คงทำไม่ได้แล้ว
การสร้างความสัมพันธ์กับโรงงานทอฝ้ายหานชีเยวี่ยนี่ความสามารถเหลือล้นจริงๆ
โรงงานทอฝ้ายเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไม่ต้องพูดถึงระดับหัวหน้าโรงงาน แม้แต่คนงานในโรงงานต่างก็เป็นคนหยิ่งยโส
หานชีเยวี่ยมีความสามารถอะไรถึงได้สร้างความสัมพันธ์กับคนในโรงงานทอฝ้ายได้?
อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะเรียนมัธยมปลายหลีเสี่ยวหรงลูกสาวของเขาก็เรียนมัธยมปลาย ทำไมถึงไม่มีความสามารถแบบนี้?
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เหรัญญิกหลี่ก็รู้สึกว่า บางทีเขาควรให้หลีเสี่ยวหรงลองเข้าไปตัวเมืองดูบ้างเผื่อว่าจะทำอะไรขึ้นมาได้บ้าง?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวมันก็หยุดไม่อยู่ เขาแทบจะรอเลิกงานไม่ไหว จะได้รีบกลับไปจัดการเรื่องนี้ให้ลูกสาว
ผู้นำชุมชนพอใจอย่างมากที่ตัวเขาได้กล่าวถึงความชื่นชมหานชีเยวี่ยจากเดิมที่ทำงานได้วันละเจ็ดแต้ม เขาจึงเพิ่มเป็นวันละสิบแต้ม
เมื่อทุกคนได้ยิน ต่างก็บอกว่าสมควรแล้ว
ชุมชนถวนเจี๋ยส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลกู้พวกเขามีความสามัคคีกันมาก แม้ว่าเรื่องดีๆ นี้จะไม่ได้ตกถึงคนตระกูลกู้แต่พวกเขาก็สนับสนุนการตัดสินใจของผู้นำชุมชน
ส่วนคนตระกูลหลี่บางคนก็แสดงการสนับสนุนเช่นกันราคาที่สูงขึ้น หมายความว่าพวกเขาจะได้เงินมากขึ้น มีอะไรที่ไม่พอใจ?
และแน่นอนว่ามีบางคนที่คัดค้านแต่ก็ถูกคนอื่นๆ ตอบโต้กลับไป
"ทำไม? ถ้าแกมีความสามารถก็ไปทำสิถ้าทำได้ ผู้นำชุมชนก็จะให้แกสิบแต้มเหมือนกัน"
"นั่นสิตัวเองไม่มีความสามารถแล้วยังจะอิจฉาคนอื่นอีก"
"พูดมากจริงๆทำไมปากพูดไม่คิดขนาดนี้? "
ผู้นำชุมชนทำภารกิจเสร็จสิ้นจึงโบกมือให้ทุกคนไปทำงาน แล้วเดินไปที่บ้านของหานชีเยวี่ยอย่างสบายใจ