เล่มที่2 บทที่56 คำขอของหลี่หลิงเอ๋อ
หลังจากรับเอาแผ่นป้ายผลึกใสมา หลี่หลิงเอ๋อก็ทำท่าอ้ำๆอึ้งๆ จนทำให้จั่วเฉินรู้สึกแปลกใจ
“เป็นอะไร ยังมีเรื่องอะไรหรือ”จั่วเฉินถาม
“แม้หวังฟงผู้นั้นจะไม่ได้เรื่อง แต่พี่ชายเขาคือหวังพั่วที่เป็นศิษย์สายตรงอันดับเจ็ดของตารางอันดับทอง”หลี่หลิงเอ๋อกัดริมฝีปาก ก่อนจะอธิบายต่อด้วยสีหน้าย่ำแย่
“หวังพั่วผู้นั้นรักและตามใจน้องชายของเขามากครั้งก่อนหวังฟงมีเรื่องใหญ่โตกับผู้คุมกฎของสำนัก แต่สุดท้ายก็ได้พี่ชายช่วยให้เรื่องเงียบลงให้เจ้าช่วยข้าเช่นนี้ เกรงว่าจะมีเรื่องกับหวังพั่วให้แล้ว”
ได้ยินหลี่หลิงเอ๋อดังนั้นแววตาของจั่วเฉินก็เป็นประกาย ส่วนลึกของดวงตาพลันฉายแววประหลาดขึ้น
“ศิษย์สายตรงอันดับที่เจ็ดอย่างนั้นหรือ?”
เดิมทีเขาคิดว่าหวังฟงคงมีลุงเป็นผู้อาวุโสของสำนักเสียอีกคิดไม่ถึงว่าพี่ชายจะเป็นถึงศิษย์สายตรงอันดับเจ็ดผู้แข็งแกร่งเสียได้ มิน่าถึงกำแหงเสียขนาดนั้นเท่าที่ฟังจากหลี่หลิงเอ๋อ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เห็นผู้คุมกฎอยู่ในสายตาเลยสักนิด คงเพราะมีภูมิหลังแข็งแกร่งนี่เอง
ในบางมุมหวังฟงถือว่ารับมือกว่ายากกว่าไป๋เฮ่อเสียอีก แม้ไป๋เฮ่อจะมีลุงเป็นผู้อาวุโสของสำนักทว่าหากไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โต ลุงเขาก็ไม่สะดวกที่จะออกหน้าเท่าไรนัก คงไม่สามารถรับหน้าแทนไป๋เฮ่อได้ทุกครั้งเพราะเขาเป็นถึงผู้อาวุโส หากลดตัวลงไปยุ่งเรื่องของศิษย์คงจะถูกมองไม่ดี
ทว่าหวังฟงผู้นี้ไม่เหมือนกัน พี่ชายเขาเป็นศิษย์ของตำหนักนภาปราณยุทธแถมยังมีความสามารถไม่ธรรมดา คนทั่วไปจึงไม่กล้ามีเรื่องด้วย เพราะถึงเขาจะก่อเรื่องใหญ่โตทว่าเห็นแก่ที่เขาสามารถพัฒนาได้ในอนาคต จนอาจกลายเป็นเสาค้ำยันของสำนักแห่งนี้ได้ทางสำนักก็คงจะหลับหูหลับตาปล่อยผ่านไปแน่
“ไม่เป็นไรหรอก อย่าว่าแต่ศิษย์สายตรงอันดับเจ็ดต่อให้เป็นสามอันดับแรกของตารางอันดับทองก็อย่าคิดว่าจะจัดการข้าจั่วเฉินได้ง่ายๆ”
จั่วเฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าหลี่หลิงเอ๋อที่ได้ยินก็ยังคงกังวล
“หากมีเรื่องยุ่งยากอะไร เจ้าบอกข้าได้หากไม่ไหวข้าจะไปขอให้อาจารย์ช่วยออกหน้าให้เอง”
“อย่าคิดมากเลย” จั่วเฉินโบกมือน้อยๆก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
...
ไม่นานคนทั้งสองก็มาถึงหน้าน้ำตกแห่งหนึ่งที่นี่มีหอสูงที่วิจิตรงดงามตั้งตระหง่าน ด้านบนมีแผ่นป้ายอักษรตัวใหญ่เขียนเอาไว้ว่าหอระบำฟ้าเดิมทีที่นี่เป็นที่พักของเสี่ยวอู๋ ทว่าตอนนี้เสี่ยวอู๋กลับสกุลน่าหลันไปแล้ว จึงเหลือเพียงท่านอาเล็กที่อาศัยอยู่
“ข้าถึงแล้ว เจ้าเล่า?”จั่วเฉินถามพลางมองหลี่หลิงเอ๋อ
หลี่หลิงเอ๋อเงยหน้ามองหอเบื้องหน้า สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเก้อกระดากขึ้นมา “เจ้ามาเยี่ยมท่านอาเล็กหรือ ข้าเข้าไปด้วยได้หรือไม่”
“เจ้าอยากเข้ามาด้วยหรือ เอาสิ” แม้จั่วเฉินจะรู้สึกประหลาดใจแต่ก็พยักหน้าตอบรับ
เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามา ก็ได้พบกับสตรีในชุดสีขาวที่กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นและพลิกอ่านตำราอย่างสงบนิ่ง
“ท่านอาเล็ก ข้ามาแล้ว” จั่วเฉินเอ่ยเขามีสีหน้าอ่อนโยนลงพร้อมประดับด้วยรอยยิ้ม
สตรีชุดขาวเงยหน้าขึ้นมามองพอเห็นจั่วเฉินและหลี่หลิงเอ๋อแล้วก็แย้มยิ้มออกมา ครู่หนึ่งก็เบนสายตามาทางหลี่หลิงเอ๋อ
“เสี่ยวเฉิน ผู้นี้คือใครหรือ”
“นี่คือศิษย์น้องหญิงหลี่หลิงเอ๋อพวกเรารู้จักกันตอนทำภารกิจครั้งก่อน พอดีนางผ่านมาจึงเข้ามาเยี่ยมท่านน่ะ” จั่วเฉินแนะนำก่อนจะหันไปเอ่ยกับหลี่หลิงเอ๋อ “ข้าขอแนะนำก่อนนะ นี่ท่านอาเล็กของข้าเอง”
แก้มทั้งสองข้างของหลี่หลิงเอ๋อขึ้นสีแดงจางๆดูออกได้ไม่ยากว่ากำลังขวยเขิน นางเอ่ยด้วยความมึนงงเล็กน้อย “พี่สาวงดงามจริง อายุน้อยเช่นนี้คงไม่ใช่ท่านอาเล็กจริงๆ ของจั่วเฉินกระมัง”
จั่วเฉินที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็พึมพำ “ที่จริงข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
เอ่ยจบ จั่วเฉินก็เจอเข้ากับสายตาพิฆาตของท่านอาเล็กเพราะถูกจับผิด เขาจึงรีบก้มหน้าลงทันที จากนั้นก็ล้วงเอายาลูกกลอนชิงฟ้าออกมายื่นให้นาง
“ท่านอาเล็กยาลูกกลอนนี้เป็นรางวัลที่ข้าชิงอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียวมาได้ มันเป็นถึงยาลูกกลอนระดับดินหากท่านกินเข้าไป จะต้องขับพิษกระดูกในตัวได้สักส่วนหนึ่งแน่”
“ยาลูกกลอนชิงฟ้าอย่างนั้นหรือ” ดวงตาของอาเล็กเจือไปด้วยความอ่อนโยน “เสี่ยวเฉิน ลำบากเจ้าแล้ว”
“ไม่เลย” จั่วเฉินแย้มยิ้ม ครู่เดียวก็ว่าต่อ “อาเล็ก ท่านดูนี่สิ”
สิ้นเสียง จั่วเฉินก็โคจรพลังปราณในตัวทันใดนั้น ที่เหนือหัวขึ้นไปสามฉื่อก็ปรากฏลำแสงสีขาวเหลือบเงินหกสาย สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าภายในมีกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งกำลังไหลเวียนอีกทั้งยังมีกระแสพลังล่องลอยแปรเปลี่ยนไม่หยุด ให้ความรู้สึกลี้ลับคล้ายกับจะอยู่เหนือปุถุชนไม่มีผิด
“หกตราปราณโบราณอย่างนั้นหรือ”
สีหน้าของอาเล็กยังคงสงบนิ่ง ทว่าก็มีความยินดีปรากฏให้เห็นตรงกันข้าม หลี่หลิงเอ๋อนั้นตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ได้แต่จ้องมองจั่วเฉินอย่างไม่อยากเชื่อ
“เจ้ามีห้าตราปราณโบราณไม่ใช่หรือ เป็นไปได้อย่างไร! หรือจะมีร่างพิเศษบางอย่างจนปลุกพลังได้เป็นครั้งที่สอง”
จั่วเฉินอมยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไรออกมา
ก่อนหน้านี้ในการประลอง จั่วเฉินได้ใช้พลังของหกตราปราณโบราณไปแล้วจึงเอาชนะเย่เชียนจ้านมาได้ คาดว่าบรรดาผู้อาวุโสจะต้องรู้ถึงพรสวรรค์นี้แล้วแน่ทว่าเพราะตราปราณโบราณไม่ได้ปรากฏออกมาด้วย ศิษย์คนอื่นๆ จึงยังไม่รู้เรื่องนี้ จั่วเฉินจึงไม่แปลกใจกับท่าทีเช่นนี้ของหลี่หลิงเอ๋อ
“อาเล็ก ท่านไม่ต้องห่วงนะตอนนี้ข้าปลุกพลังสำเร็จแล้ว ไม่ใช่จั่วเฉินคนเดิมอีกต่อไป ท่านตั้งใจพักรักษาตัวอย่างเดียวก็พอไม่ต้องเป็นห่วงเสี่ยวเฉินอีกแล้วล่ะ” จั่วเฉินเอ่ย
ที่จั่วเฉินเผยหกตราปราณโบราณออกมาก็เพราะต้องการให้ท่านอาเล็กของเขาวางใจ ไม่ต้องพะว้าพะวังเรื่องการฝึกฝนของเขาอีก
เมื่อเห็นท่าทางพึงพอใจของท่านอาเล็กจั่วเฉินก็รู้สึกว่าตัวเองบรรลุเป้าหมายที่ต้องการแล้ว
ครู่หนึ่งหลังจากนั้น จั่วเฉินก็ยกน้ำสะอาดมากะละมังหนึ่งเพื่อให้ท่านอาเล็กแช่เท้าเขามองดูนางกลืนยาลูกกลอนชิงฟ้าลงไป
ชั่วขณะที่ยาเข้าสู่ร่าง ก็ได้สลายกลายเป็นพลังเข้มข้นไหลปราดไปทั่วร่างจากนั้นขุมพลังอันแข็งแกร่งก็ระเบิดออกมาจากตัวของนางกระจายไปทุกทิศทุกทาง ขณะเดียวกันนางก็ยกสองมือวาดเป็นลวดลายลึกลับ ก่อนจะเริ่มการฝึกฝนและดูดซับพลัง
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ กระทั่งฤทธิ์ยาถูกอาเล็กดูดซับไปจนหมดจั่วเฉินพบว่าที่เท้าทั้งสองของนางกลายเป็นสีดำคล้ำ และเริ่มมีพิษกระดูกไหลซึมออกมาเพียงครู่เดียว น้ำสะอาดในกะละมังก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
เห็นดังนั้นจั่วเฉินก็เบาใจไม่น้อย สมกับที่เป็นยาลูกกลอนระดับดินนับว่ามีสรรพคุณไม่ธรรมดา ตอนนี้พิษในตัวส่วนหนึ่งของอาเล็กถูกขับออกมาแล้วและนั่นคงจะลดทอนความเจ็บปวดของนางลงได้บ้าง
หลี่หลิงเอ๋อที่อยู่ข้างๆ เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็เผยสีหน้าเจ็บปวดออกมา
“เจ็บมากเลยใช่ไหมพี่สาว”
อาเล็กมองหลี่หลิงเอ๋อครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เด็กน้อย เจ้ายังไม่เข้าใจ เส้นทางของผู้ฝึกยุทธพลังปราณเดิมก็เป็นการฝืนลิขิตสวรรค์อยู่แล้ว อนาคตย่อมต้องเจอเรื่องลำบากมากมายเป็นธรรมดาความเจ็บปวดแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้เล่า”
พอเห็นว่าสีหน้าของท่านอาเล็กดีขึ้นหลังขับพิษสำเร็จจั่วเฉินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“อาเล็กเช่นนั้นข้าไปเลือกเคล็ดวิชาที่หอคัมภีร์ก่อนนะ ไว้พรุ่งนี้จะมาเยี่ยมท่านใหม่”จั่วเฉินเอ่ย
“เจ้าตั้งใจฝึกฝนให้ดีเถอะอาไม่ต้องฝึกอะไร ปกติก็สามารถดูแลตัวเองได้ เจ้าไม่ต้องมาทุกวันหรอก” อาเล็กเอ่ย
หลี่หลิงเอ๋อที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็เอ่ยขึ้น
“ให้ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนดีหรือไม่ ข้าเองก็อยู่คนเดียวนอกจากฝึกฝนแล้วก็ไม่มีเรื่องอื่นให้ทำอีก หากพี่สาวไม่ขัดล่ะก็หลิงเอ๋อสามารถย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนท่านได้ เช่นนั้นจะได้ช่วยดูแลพี่สาวด้วยดีหรือไม่”
“เจ้าจะย้ายมาหรือ?”จั่วเฉินหันมามองหลี่หลิงเอ๋อ คิดว่าตัวเองอาจจะหูฝาดไป
พวกเขาเพิ่งเจอกันแค่สองครั้งเท่านั้น แม้ตอนนี้จะสนิทกันมากกว่าเดิมแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นจะให้อีกฝ่ายมาช่วยดูแลท่านอาเล็กได้ ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียงและเห็นสายตาของหลี่หลิงเอ๋อแล้วเขาก็รู้ได้ว่านางพูดออกมาใจ ไม่ได้พูดตามมารยาทเท่านั้น
ทว่านั่นยิ่งทำให้จั่วเฉินไม่เข้าใจ
“ก็ใช่น่ะสิ ทำไมข้าเห็นพี่สาวแล้วรู้สึกถูกชะตา อยากช่วยดูแลไม่ได้หรือ” หลี่หลิงทำใจกล้า เอ่ยพลางถลึงตามองจั่วเฉินด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีเล็กน้อย
จั่วเฉินส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มขมขื่น หลี่หลิงเอ๋อผู้นี้ดูจะดื้อรั้นกว่าที่คิดไว้มากทว่าการมีคนช่วยดูแลอาเล็กเช่นนี้เขาย่อมดีใจอยู่แล้ว แถมอีกฝ่ายยังเป็นสตรี สามารถดูแลท่านอาของเขาได้ละเอียดอ่อนกว่าอย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังต้องฟังความเห็นของท่านอาเล็กเองด้วย
ดวงตาของสตรีที่นั่งอยู่บนรถเข็นสว่างวาบนางมองจั่วเฉินสลับกับหลี่หลิงเอ๋อทีหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาด้วยท่าทีเหมือนจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม
“ได้สิ หากน้องหลิงเอ๋อไม่รังเกียจก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันเถอะ”
...
เมื่อออกจากหอระบำฟ้า จั่วเฉินก็ตรงไปทางหอคัมภีร์ทันที
ครั้งก่อนที่มาที่นี่เพราะมีค่าผลงานไม่มากพอ เขาจึงแลกได้เพียงเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตและเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับมานุษเท่านั้นทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เพราะมีแผ่นป้ายในมือนี้ เขาจึงสามารถขึ้นไปบนชั้นสองของหอคัมภีร์เพื่อเลือกเอาเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตและเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินได้
“เรียนผู้อาวุโสข้ามาขอแลกเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตและเคล็ดวิชาปราณโบราณ”
เมื่อก้าวเข้ามาในหอคัมภีร์ จั่วเฉินก็เดินตรงไปทางผู้อาวุโสคุมหอก่อนจะล้วงเอาแผ่นป้ายอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียวออกมา
ผู้เฒ่ารับแผ่นป้ายมาดูก่อนจะหรี่ตามองจั่วเฉินและเอ่ยด้วยสีหน้าประหลาด
“ข้านึกออกแล้ว! เป็นเจ้าเองหรือนี่ ครั้งก่อนเจ้ายังมีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นสามถึงสี่เท่านั้นไม่ใช่หรือคิดไม่ถึงว่าแค่ช่วงสั้นๆ ก็พัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นเก้าแล้ว แถมยังคว้าอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียวมาได้อีกเจ้านี่ถือว่าไม่ธรรมดาจริง... ไปเถอะ เคล็ดวิชาระดับดินอยู่ที่ชั้นสองเจ้าไปเลือกเอาสิ”
ผู้เฒ่าเก็บแผ่นป้ายเอาไว้ ทว่าครู่หนึ่งก็คล้ายกับจะนึกอะไรได้จึงเอ่ยกับแผ่นหลังที่จากไปของจั่วเฉิน
“เคล็ดวิชาระดับดินล้ำค่ามากเจ้าอย่าเลือกเคล็ดวิชาธาตุสายฟ้ามั่วๆ อะไรนั่นอีกล่ะ จะเสียโอกาสไปเปล่าๆ นะ”
จั่วเฉินหมุนตัวกลับมาจ้องผู้เฒ่าด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่เสียเปล่าหรอก เคล็ดวิชาปราณอัสนีนั่นข้าฝึกสำเร็จแล้ว”
“อะไรนะ สำเร็จแล้วอย่างนั้นหรือ!?” ผู้เฒ่าถามกลับ ตอนที่มองแผ่นหลังที่กำลังขึ้นไปชั้นสองของจั่วเฉินดวงตาขุ่นมัวก็ฉายแววตื่นตระหนกและประหลาดใจออกมา