ไอช์มิส คือชื่อของเทวภัณฑ์บนแดน์พาราห์เดียแห่งนี้ที่ทำหน้าที่เหมือนโทรศัพท์ไม่ก็คอมพิวเตอร์
ผมเดินผ่านไปเห็นสินค้าเหล่านี้ถูกตั้งขายอยู่หน้าร้านสินค้าไอทีร้านหนึ่งบนพาราห์เดีย เหล่าไอช์มิสหลายชนิดมีหน้าตาเหมือนคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์บางเฉียบ และแท็บเล็ตสีใส ส่วนบางชนิดก็หลุดโลกไปไกลเลยอย่างเช่น ลูกแก้ว กลุ่มหมอก หรือแม้แต่ไอช์มิสที่มีรูปแบบเป็นก
สำหรับพวกคุณที่ไม่ได้รับพรแห่งภาษาเทพ คำๆนี้อาจจะออกเสียงยากซักเล็กน้อย ผมได้เรียนรู้คำๆนี้มาจากเทพโอเทรอส เขาแนะนำให้ผมหาไอช์มิสดีๆมาใช้ซักเครื่อง เพราะมันจะสะดวกมาๆกสำหรับการติดตามข่าวสารต่างๆบน์หรือเสิร์ชหาข้อมูลที่้า
“ตอนเหงาๆนายก็สามารถหยิบมันขึ้นมาดูก๊อดทู๊ปแก้เซ็งได้ด้วยนะ” โอเทรอสตาลุกวาว
“แล้วถ้าไม่มีไอช์มิสไว้ใช้ ผมจะต้องไปหาข้อมูลจากที่ไหนเหรอครับ” ผมถามเทพรุ่นพี่ของผม เพราะไม่คิดว่าเงินที่ผมมีจะสามารถซื้อไอช์มิสได้ แม้จะเป็รุ่นที่ถูกที่สุดก็ตาม
“ห้องสมุดไง นั่นมันค่อนข้างจะเป็คอมเมนเซนท์เลยไม่ใช่เหรอ” โอเทรอสส่ายหน้าแสดงท่าทีประมาณว่า ไม่ไหวเลยนะเ้ารุ่นน้องที่น่ารักคนนี้เนี่ย
“ผมแค่ไม่คิดว่าบน์จะมีห้องสมุดด้วย”
“โอ้ ต้องมีอยู่แล้วสิ” โอเทรอสขมวดคิ้ว ผมเกาคอแกรกๆ “มันอาจจะซอมซ่อไปซักหน่อย แต่ก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายและค่อนข้างมีบรรยากาศที่เป็เอกลักษณ์เลยล่ะ ถึงฉันจะไม่เคยเข้าไปก็เถอะ แต่คิดว่านายจะต้องชอบแน่ๆ”
เทพองค์นี้พูดจาดูไร้ความรับผิดชอบไปไหมเนี่ย
จากนั้นผมก็ใช้เวลาสองอาทิตย์ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องสมุดแห่งแดน์ สถานที่ที่ดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยความรู้สึกน่าอึดอัดแบบแปลกๆ แม้มันจะมีขนาดใหญ่กว่าห้างไหนๆที่ผมเคยไปเดินมา แต่ทุกๆที่ก็อัดแน่นไปด้วยหนังสือจำนวนมหาศาลจนมันดูแคบอยู่ดี ทั้งที่อยู่บนชั้น วางอยู่ตามโต๊ะและเก้าอี้จนแทบไม่เหลือที่นั่งนอกจากจะต้องไปเก็บกวาดตรงบริเวณนั้นเอาเอง ผมได้รู้ว่าในหอสมุดแห่งนี้มีหนังสือมากกว่าล้านเล่ม ซึ่งนั่นเป็คำบอกที่ออกจากปากของเทพีแห่งบรรณารักษ์ เธอมีชื่อว่า ฟวิฟ์ลิโอ เธอเป็ผู้หญิงผมสั้นที่สวยระดับนางฟ้า แว่นตากลมๆของเธอทำให้เธอดูเป็คนที่มีความรู้ บวกกับแววตาอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ถึงแววตาแบบนั้นจะทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจก็ตาม ประกายสีฟ้าในดวงตาเหมือนกับบ่อน้ำพุแห่งปัญญาช่างงดงาม หากมีใครมาหลอกผมว่าเธอคือเทพีที่ฉลาดที่สุดผมก็มีแนวโน้มว่าจะเชื่อไปแล้วครึ่งนึง เธออยู่ในชุดสุภาพแบบบรรณารักษ์สีดำและกระโปรงรัดรูปยาวถึงเข่า เธอดูมีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอผม นั่นก็เพราะว่าแทบไม่มีเทพปกติๆองค์ใดเข้ามาใช้บริการที่นี่เลยซักครั้ง
“อ้า! นั่นไง คิดอยู่แล้วว่าวันนี้คุณก็ต้องมาที่นี่อีก คุณแอคกริโอ” ฟวิฟ์ลิโอกระดี๊กระด๊าเมื่อเห็นว่าผมเดินกลับเข้ามาในห้องสมุดพร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่งที่ยืมกลับไปอ่านที่ห้อง
ผมไม่กล้าตอบออกไปว่าผมไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว ผมอมยิ้ม “วันนี้ผมอยากศึกษาเื่กฏการใช้พลังอำนาจระดับพื้นฐานของเทพฝึกงานน่ะครับ พอจะมีหนังสือแนะนำไหมครับ”
“ว้าว! วันนี้ก็ยังดูกระตือลือล้นเหมือนเดิมเลยนะคุณ” ฟวิฟ์ลิโอทำท่าประดับใจกับคำถามพื้นๆของผมสุดๆ นางยืนเหยียดตรง แล้วตานางก็เบิกโพลงก่อนจะมีแสงสีทองสาดออกมาจากดวงตาของเธอ เธอเคยบอกผมว่ามันคือขั้นตอนในการค้นหาหนังสือทั้งหมดในรัศมีและทำการอ่านพวกมันในความรวดเร็วระดับเทพเ้าโดยไม่ต้องขยับไปไหน ไม่แปลกใจเลยถ้าเทพีองค์นี้จะบอกว่าเธอเคยอ่านหนังสือทุกเล่มในห้องสมุดนี้แล้ว “แนะนำให้ได้ประมาณสามสิบห้าเล่มค่ะ มีหัวข้อที่สนใจเป็พิเศษหรือเนื้อหาที่อยากให้ฉันคัดกรองแบบเจาะจงไหมคะ”
“ถ้ามีเล่มไหนที่เขียนขึ้นสำหรับเทพเ้าที่ดูแลเกี่ยวกับเกษตรกรรมจะดีมากเลยครับ” ผมเดาว่าหน้าที่ของผมคงอยู่ในหมวดหมู่อะไรเทือกๆนั้นนั่นแหละ
เทพีพึมพำอะไรซักอย่างเบาๆที่ผมฟังเป็ “ก็เขาเป็เทพแห่งวัชพืชนี่เนอะ” ก่อนจะดีดนิ้ว แล้วลูกแก้วติดปีกที่ผมเคยเห็นตอนอยู่ตรงสถานนีประตู์ของโพลิเซีย ตัวที่ชื่อว่าโฟห์โต แมลงสูบพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งสรวง์ แต่ว่าเ้าตัวที่อยู่ในนี้แตกต่างออกไปเล็กน้อย มันถูกฝึกให้เชื่องจนสามารถเอาไว้ใช้นำทางไปหาหนังสือที่ผม้าได้ ฟวีฟ์ลิโอบอกว่าเพื่อแลกกับพลังศักดิ์สิทธิ์นิดๆหน่อยๆของเธอ เ้าพวกนี้ก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดีแล้ว เพียงแค่เทพองค์อื่นหัวสูงเกินกว่าจะนำพวกมันมาใช้งาน
“เทพพวกนั้นน่ะนะ เอะอะๆอะไรๆก็เอาแต่ถูไถไอช์มิส อย่างกับว่ามันเป็อวัยวะศักดิ์สิทธิ์ที่งอกเพิ่มขึ้นมาอย่างงั้นแหละ” ฟวีฟ์ลิโอโวยวาย นางแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบเทคโนโลยีใดๆที่มีชื่อว่า ไอช์มิส และต่อต้านพวกมันอย่างรุนแรง นั่นเป็อีกเหตุผลที่นางดูถูกใจผมเป็พิเศษ เพราะผมไม่มีสิ่งที่เธอเกลียดติดตัว “มันน่าโมโหสุดๆไปเลยนะคุณ เมื่อหนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยปีที่แล้วห้องสมุดแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยเทพใฝ่รู้ หนังสือทุกเล่มเหมือนกับได้ออกมาเต้นรำอยู่ตลอดเวลา แต่พอมีไอ้เ้าพวกกระป๋องสะดวกสะบายอะไรนั่นขึ้นมาบน์ ห้องสมุดแห่งนี้ก็แทบไม่มีใครแวะมาอีกเลย”
นั่นคงเป็สาเหตุที่ทำให้นางไม่ชอบเหล่าไอช์มิสสุดๆ นางพูดต่อด้วยสีเศร้าๆ “ขืนเป็อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆอีกไม่กี่พันปี ห้องสมุดของฉันจะต้องโดนปิดตัวลงแน่ๆเลย”
“อาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้ครับ” ผมชอบพูดปลอบใจแบบนี้เสมอ แม้จะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ผมก็ไม่ใช่พวกที่จะรับฟังความหดหู่ของผู้คนเงียบๆโดยไม่เอ่ยปากให้กำลังใจได้เลย “ผมจะพยายามแวะมาให้บ่อยที่สุดเท่าที่เป็ไปได้เลยครับ”
ฟวีฟ์ลิโอชะงัก เธอเหมือนจะทำหน้าเขินๆก่อนจะสะบัดหน้าแล้วอมยิ้มมองผม “นี่คุณแอคกริโอกำลังจีบฉันอยู่หรือเปล่าคะ”
“...” ผมชะงัก และก่อนที่ความเข้าใจผิดจะบานปลาย ผมก็รีบขอตัวไปหาหนังสืออ่านโดยมีเทพีองค์นั้นโบกมือลาหยอยๆไล่หลัง ตัวโฟโตห์สีน้ำตาลอ่อนๆเข้ากับห้องสมุดที่ทำจากไม้เนื้อดีบินนำทางผมลึกเข้าไปเรื่อยๆ สถานที่แห่งนี้ดูราวกับเป็เขาวงกต เหมือนอยากให้คนที่เข้ามาต้องติดอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล
ระหว่างทางผมก็ทบทวนเื่ที่เรียนรู้ก่อนหน้านี้ในหัว ผมได้รู้อะไรหลายๆอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกเป็ส่วนหนึ่งกับ์มากขึ้น ผมได้รู้ว่าเทพเ้าไม่จำเป็ต้องดื่มกิน เพราะพวกเรามีอายุขัยเป็ะตราบเท่าที่ยังมีพลังศักดิ์สิทธิ์หล่อเลี้ยง แต่เมื่อเทพเ้ากินอาหารทิพย์ นั่นหมายความว่าพวกเขาแค่้าความสุขจากอาหารเลิศรสเท่านั้น
อย่างการนอนก็เช่นกัน เทพเ้าไม่ต้องนอนหลับ เพียงแต่ว่าการนอนหลับคือวิธีเสพสุขและลดความเครียดอย่างหนึ่ง เพราะงั้นธุรกิจเตียงนอนบน์จึงยังคงไม่ล้มละลายไปซะหมด
อีกเื่นึงที่ผมทั้งประหลาดใจและตื่นเต้นก็คือเื่ที่โอเทรอสเคยพูดไว้ แต่ผมไม่ได้สนใจมันมากนักจนกระทั่งเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา สรวง์ไม่ได้มีแค่พาราห์เดียแห่งเดียว แต่มันถูกแบ่งออกเป็ 4 ทวีปศักดิ์สิทธิ์ และในจำนวนนั้นประกอบไปด้วย โอลิมปัส กับ แอสการ์ด สถานที่ที่ผมเชื่อว่าพวกคุณก็ต้องเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้าง ส่วน์ทวีปสุดท้ายมีชื่อเรียกที่ค่อนข้างจำยากและข้อมูลจำนวนมากยังเป็ปริศนา ถือเป็์ปิดที่ไม่ค่อยมีเทพเ้าในแดนนั้นออกมาสุงสิงกับคนอื่นต่างจากแดน์แห่งอื่นๆ หนังสือโน๊ตเอาไว้เพิ่มเติมด้วยว่าเทพของที่นั่นไม่ค่อยเป็มิตร ใจแคบ และมีวัฒนธรรมที่ล้าหลังจนถูกเรียกว่าเป็ ทวีปมืด แห่งแดน์เลยทีเดียว
ผมเจอหนังสือที่ผมอยากได้ เ้าโฟห์โตรับผิดชอบหน้าที่ของมันได้ดี เมื่อเสร็จงานมันก็มาบินอ้อยอิ่งอยู่ข้างหน้าผมเพื่อเฝ้ารอรางวัล ผมยิ้มบางๆก่อนจะยื่นมือไปหามัน เ้าโฟห์โตเริ่มดูดกลืนพลังเทพของผมไปเล็กน้อย มันสุภาพมากเมื่อเทียบกับโฟห์โตที่ผมเคยเจอ จากนั้นมันก็บินหายไป ผมยกหนังสือที่หยิบออกมาจากชั้นขึ้นดู หน้าปกที่ทำจากหนังสัตว์สีน้ำตาลของมันค่อนข้างเก่า กระดาษก็เป็สีเหลือง
ฟวีฟ์ลิโอบอกว่าหนังสือทุกเล่มที่ห้องสมุดแห่งนี้ล้วนเป็ของแท้ เกินครึ่งเป็หนังสือที่หาไม่ได้อีกแล้วจากบนโลกมนุษย์ และทั้งหมดเป็ต้นฉบับไม่ก็หนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรกด้วย
“เทพเ้าคือตัวตนแรกๆที่ถือกำเนิดขึ้นมาอ่ะคุณ มันก็เลยค่อนข้างสมเหตุสมผลที่เหล่าทวยเทพจะได้อ่านหนังสือเวอร์ชันต้นฉบับ” ฟวีฟ์ลิโอเคยพูดเอาไว้แบบนั้น
ผมเดินหาที่เหมาะสำหรับใช้เวลาสิบกว่าชั่วโมงหลังจากนี้เพื่ออ่านมัน เมื่อกลายเป็เทพเ้าที่มีอายุไขนานนับอนันต์ ผมก็เริ่มมีความรู้สึกที่ว่าการโฟกัสกับอะไรซักอย่างเป็สิบชั่วโมงทำได้ง่ายพอๆกับการตั้งสมาธิเพื่อตัดเล็บประมาณสองสามนาทีเลย บางทีความตระหนักรู้ในเื่อายุขัยของคนเราคงจะแปรผันตามจำนวนอายุไขที่เหลืออยู่ ตอนเป็มนุษย์ผมก็เลยดูจะเป็คนที่ไม่ค่อยชอบใช้เวลาอ่านหนังสือเท่าไหร่นักเพราะรู้สึกเสียดายเวลาที่เสียไป
ในห้องสมุดที่รก เต็มไปด้วยหนังสือกองระเกะระกะ ผมได้เรียนรู้ว่าถ้าผมไม่เป็ฝ่ายเก็บกวาดหนังสือเ่าั้ ผมก็จะไม่มีวันหาที่นั่งว่างๆได้เลย นั่นจึงทำให้ผมเริ่มลงมือเก็บหนังสือเข้าชั้น ฝุ่นหนาๆบน์ไม่ทำให้ผมแสบจมูก แต่ผมก็ต้องเอามือปัดๆบริเวณที่จะนั่งเพราะทำใจนั่งทับฝุ่นไปเลยไม่ได้อยู่ดี แล้วในที่สุด ที่นั่งฝั่งหนึ่งก็ว่างพอจะหย่อนก้นนั่งลงไป ทว่าก่อนที่ผมจะได้เริ่มอ่าน เสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดก็ดังขึ้นมาว่า
“แกกล้ามาทำลาย์ของฉัน อยากตายมากนักหรือไงวะ!”
ผมถอนหายใจเฮือก ก่อนจะหันหลังกลับไป แล้วผมก็พบเข้ากับเ้าเทพตัวปัญหา เทพเ้าที่ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นอีโมจากในหนังต่างประเทศ เขาไว้ผมยาวปัดไว้ข้างนึงและบังตาเขาไว้มิด ผิวขาวซีด แววตาเบือโลก เขียนเครื่องสำอางบางอย่างเอาไว้จนกรอบของมันดำขลับอย่างกับหมีแพนด้า เขาเจาะปาก เจาะลิ้น เจาะจมูก และหู สำหรับผมนั่นมันดูน่าสยองทีเดียว
ที่เทพองค์นี้มาโวยวายั้แ่วันแรกๆที่ผมเข้ามาให้ห้องสมุดแห่งนี้และเริ่มเก็บกวาดทำความสะอาด เขาดูเหมือนจะไม่พอใจที่ผมเข้ามาใช้งานห้องสมุดซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีแค่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้ใช้งานมันจึงหาเื่โวยวายอย่างไม่เข้าท่า ดูเหมือนว่าการที่หนังสือวางกองระเกะระกะไปทั่วก็เป็ฝีมือของหมอนี่เช่นเดียวกัน
ผมถอนหายใจ “ผมรบกวนแค่ไม่นานหรอกครับ เดี๋ยวก็ไปแล้ว” ผมบอก
“ไม่นานของแกรอบที่แล้วคือสี่สิบกว่าชั่วโมงเลยนะ มีปัญหาเื่การนับเวลาไหมเนี่ย” เทพอีโมคนนั้นชี้ไปที่สมองตัวเองเป็เชิงให้ผมเช็คสมองบ้าง
“ก็ถ้าเทียบกับ่เวลาของเทพเ้า สี่สิบชั่วโมงนี่แค่ชั่วพริบตาเองนะครับ” ผมแย้งอย่างสุภาพ ซึ่งนั่นต้องใช้ความอดทนสูงมากทีเดียว
“เหอะ! จะบอกอะไรให้นะ ไม่ว่าไอ้เทพกล้ามสมองป่วยนั่นมันจะขายฝันอะไรแกมา แต่บน์แห่งนี้ไม่มีที่สำหรับเทพเ้าตำแหน่งขยะๆแบบแกหรอก” เทพนิสัยเสียทำสีหน้าดูถูกดูแคลนทุกสิ่ง ว่าแต่เขารู้ได้ไงว่าตำแหน่งของผมเป็อะไร หรือว่าหมอนี่ก็อ่านใจได้
“หมายความว่ายังไงครับ”
“ไม่สงสัยเหรอว่าทำไมตำแหน่งของเทพระดับต่ำๆมันถึงได้ว่างมากมายถึงขนาดเอามนุษย์ที่ตายไปแล้วมาเติมให้เต็มน่ะ” เทพอีโมตั้งคำถาม “ถามใครก็ได้ ตำแหน่งเทพกระจอกๆแบบของแกน่ะมันเปลี่ยนเทพอยู่ตลอดๆนั่นแหละ” แววตาของเขาลุกวาวไปด้วยประกายความแค้นอะไรบางอย่าง
ผมส่ายหน้า ถึงจะไม่ชอบท่าทีของเขาแต่ก็อยากจะรู้ข้อมูลตรงนี้จึงต้องทนยืนฟังต่อ เป็อีกครั้งที่เทพเ้ามีปัญหาแค่นหัวเราะเหยียดหยาม ก่อนที่เขาจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง์ว่า
“ที่ต้องเปลี่ยนหน้าบ่อยๆก็เพราะว่าไม่เคยมีเทพระดับต่ำคนไหนที่รอดสามปีแรกของการฝึกงานไปได้เลยยังไงล่ะ”
โปรดติดตามตอนต่อไป