เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลี่เฉิงเฟิงเย่หยางก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นทันทีก่อนลงมือเขาตระเตรียมทุกสิ่งไว้อย่างรอบคอบไร้ที่ติคำถามคือเขาทิ้งร่องรอยอันใดไว้หรือไม่ แต่ก็ไม่น่าจะเป็เช่นนั้นหรือว่าเขากำลังโดนหยั่งเชิง
เขากล่าวขึ้นด้วยสีหน้าสับสนเหลือคณา "จ้าวจื่อหาวหายตัวไปไม่ใช่หรือขอรับอีกอย่างคนใจร้ายอย่างเขาหายตัวไปก็ถือเป็เื่ปกติบางที์อาจอารมณ์ดีบังเอิญพาเขาไป"
“เหลวไหล เ้าคิดว่าทำทุกอย่างได้หมดจดไร้ที่ติงั้นหรือหรือคิดว่าเ้าเมืองอย่างข้าเป็เพียงแค่ไม้ประดับ?” เมื่อเห็นเย่หยางแสร้งตกตะลึงหลี่เฉิงเฟิงก็หัวเราะเยาะเป็เชิงเสียดสี
“ลูกสังหารจ้าวจื่อหาวงั้นหรือ” เย่หลิงเทียนถามอย่างประหลาดใจเช่นกันเมื่อคิดว่าบุตรชายของตนเองออกไปสังหารคน แต่เขาซึ่งเป็บิดากลับไม่รู้อะไรเลยถึงขนาดเยาะเย้ยครอบครัวเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายต่อหน้าต่อตาทำให้เขาไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี
แม้ว่าเย่หยางจะไม่รู้ว่าหลี่เฉิงเฟิงสังเกตเห็นได้อย่างไรแต่พอเห็นเขาไม่โกรธ ทั้งยังยากจะปฏิเสธต่อไปได้ ในที่สุดเย่หยางก็ยอมรับ
เย่หยางเริ่มเล่าเื่อย่างจริงจัง "อะแฮ่มความจริงข้าไม่ได้ตั้งใจจะสังหารเขาทว่าข้าได้ใช้วิชาทำนายชะตาที่พึ่งเรียนรู้มาได้ไม่นานตรวจสอบดวงของเขาจนทราบว่าเขาถูกลิขิตให้ประสบกับเภทภัยนองเืจนต้องตายเมื่อเห็นว่ากินเวลาไปเกือบทั้งวันเขาก็ยังไม่ตาย ข้าจึงรู้สึกอับอายมากแสดงว่าการคำนวณของข้าคงคลาดเคลื่อนไปหน่อย เลยตัดสินใจย่องไปหาเขาที่บ้านพักในตอนกลางคืนแลัว...เื่ราวทุกอย่างก็จบลง"
พวกเขาทั้งสองตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หัวเราะร่วนพร้อมกัน เย่หลิงเทียนเอื้อมมือออกไปตบท้ายทอยเย่หยางพลางเอ่ย "เ้านี้ช่างเก่งในการเล่าเื่เหลวไหลเสียจริงพวกเราไม่ได้มีเวลาว่างทั้งวัน อธิบายมาให้ละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น”
เย่หยางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเล่าเื่ความขัดแย้งในตลาดวันนั้นก่อนจากไปจ้าวจื่อหาวเผลอหลุดพูดบางอย่างออกมา ซึ่งดึงดูดความสนใจของเย่หยางมากจึงไปรีดเค้นข้อมูลจนเขายอมเล่าเื่แผนสมรู้ร่วมคิด
“มิน่าล่ะวันนั้นเ้าถึงให้ข้าเชิญเมิ่งไป๋มาที่นี่ตอนนั้นข้ายังแอบคิดว่าเหตุใดต้องทำเื่ยุ่งยากเช่นนั้น” เย่หลิงเทียนถอนหายใจ
เมิ่งไป๋คือผู้ฝึกยุทธ์ระดับยอดยุทธ์ที่ปลอมตัวเป็ผู้าุโคุมกฎในการประลองวันนั้นเขาเป็สหายสนิทของเย่หลิงเทียน
“อย่างที่เขาพูดกันวีรบุรุษถือกำเนิดั้แ่อายุยังน้อยอายุเท่านี้กลับช่างคิดช่างไตร่ตรอง วางแผนรอบคอบ กลยุทธ์ที่ใช้ก็สมบูรณ์แบบความสำเร็จในอนาคตของเขาต้องไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน” หลี่เฉิงเฟิงยิ้มกล่าว
เย่หยางยิ้มอย่างขมขื่น “ลุงหลี่ นี่ท่านชมหรือดุข้ากันแน่บอกว่าข้าวางแผนรอบคอบได้อย่างไร ถ้า่สุดท้ายท่านไม่ลงมาช่วยป่านนี้ข้าคงลงนรกไปรายงานตัวกับยมบาลแล้ว"
“อย่าดูแคลนตัวเองขนาดนั้นแม้แต่คนแก่ผู้มีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชนอย่างพวกเราผู้ใดบ้างไม่เคยพลาดพลั้งในสนามรบ อายุเ้ายังน้อย ยังมีโอกาสอีกมาก อย่าไปกังวลกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวเพียงชั่วคราวเลย"
หลี่เฉิงเฟิงตบไหล่เย่หยางแล้วกล่าว “วันนี้เ้าทำให้ข้าประหลาดใจมากนอกเหนือจากคุณสมบัติ กลยุทธ์แผนการ และสติปัญญาอันชาญฉลาดเ้ายังแสดงให้ข้าเห็นถึงสิ่งล้ำค่ามากอีกด้วยนั่นคือ…เ้าเกิดมาพร้อมกับ ‘จิตใจอันสงบ’”
“จิตใจอันสงบ? ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่สำคัญสุดสำหรับนักรบคือทัศนคติที่ดีกับความทะเยอทะยานที่จะปีนป่ายขึ้นไปสู่จุดสุดมิใช่หรือ”เย่หยางสับสนมาก จึงเลิกเสแสร้งทำเป็ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกต่อไป
“หากปรารถนาจะเดินในเส้นทางยุทธ์ เ้าต้องไม่ย่อท้อมีความทะเยอทะยานที่จะปีนป่ายขึ้นไปสู่จุดสุด แต่ถ้าปราศจากจิตใจอันสงบเ้าก็ไร้ซึ่งพลังเช่นกัน”
“จิตใจอันสงบคืออะไรหรือขอรับ” เย่หยางถาม
“ใน่ไม่กี่วันมานี้เ้าสังหารคนไปมากมายแม้แต่จอมโจรหลูชิงเฟิงยังตกตายด้วยน้ำมือของเ้าว่ากันตามเหตุผลยามนี้กลิ่นอายของเ้าควรจะเต็มไปด้วยจิตสังหาร”
“เมื่อใดที่เ้าสังหารคนรัศมีแห่งความตายและความแค้นจะติดอยู่กับตัวเ้าไม่มากก็น้อยก่อเกิดเป็ปราณชนิดหนึ่งในตัวผู้ฝึกยุทธ์เรียกว่าปราณสังหาร…ปราณสังหารขึ้นอยู่กับระดับพลังยุทธ์กับรูปแบบสังหารเ้าที่เป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมรวมปราณแต่กลับสามารถสังหารผู้มีฝีมือระดับจอมยุทธ์ได้เป็เื่ยากที่จะปกปิดปราณสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวเ้า” หลี่เฉิงเฟิงอธิบายอย่างช้าๆ
เย่หยางเคยได้ยินมาว่านายทหารบางคนที่เคยต่อสู้ในาเวียดนามระหว่างฝึกซ้อม แค่จ้องมองพวกเขาก็ทำให้รู้สึกตึงเครียด เหงื่อแตกพลั่กแล้ว
หรือนี่จะเป็ปราณสังหาร? ถ้ามีปราณสังหารเช่นนั้นจะทำให้คนชั่วหรือศัตรูหวาดกลัวเพียงแค่มองก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาต่อสู้เหมือนกับเตียวหุย[1]ที่ะโเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้คู่ต่อสู้หวาดกลัวจนเสียสติ
“ลุงหลี่ ท่านจะบอกว่าข้าไม่มีปราณสังหารใช่หรือไม่”ความผิดหวังอย่างสุดซึ้งไม่อาจปกปิดผ่านน้ำเสียงเช่นนั้นการที่เขาสังหารคนไปมากมายจะไม่เปล่าประโยชน์หรอกหรือ
เย่หลิงเทียนทนฟังไม่ไหวอีกต่อไปเมื่อลูกชายคิดว่าการมีปราณสังหารเป็สิ่งที่ดี เขาจึงะโขึ้นว่า "จงฟังให้ดีอย่าขัดจังหวะ"
“เช่นนั้น ข้าจะเล่าเื่หนึ่งให้เ้าฟัง” หลี่เฉิงเฟิงต่อสู้อย่างแข็งขันเด็ดเดี่ยวมาตลอดชีวิต ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะมาสอนเด็กอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยราวกับปราชญ์ชราเขาไม่คุ้นเคยกับมันเลยจริงๆ “ปราณสังหารมันไม่ดีอย่างที่เ้าคิดกลิ่นอายของมันจะทำให้ผู้คนรอบตัวรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ ยิ่งมีปราณสังหารมากเท่าไรมันจะสร้างจิตมารที่ยิ่งแข็งแกร่งเมื่อเ้าประสบกับคอขวดนำไปสู่ความล้มเหลวในการยกระดับพลัง”
“ด้วยเหตุนี้ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนนอกจากการฝึกฝนประจำวันแล้วยังต้องแบ่งเวลามาสงบสติอารมณ์ ขจัดปราณสังหารออกจากร่างเื่นี้จะทำให้เสียเวลาในการฝึกฝนอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์แต่เ้าไม่ได้รวมอยู่ในจำพวกนั้น”
“นี่เกี่ยวข้องกับจิตใจอันสงบหรือไม่” เย่หยางถาม
“ใช่…ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่หลังจากสังหารผู้คนพวกเขาจะรู้สึกหวาดกลัว โกรธ ตื่นเต้น เสียใจ และอารมณ์เชิงลบอื่นๆ ไม่มากก็น้อยปราณสังหารจะอาศัยอารมณ์ด้านลบเหล่านี้สะสมตามจำนวนผู้สังหารที่เพิ่มขึ้นในอนาคตจนส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของคนผู้นั้น กลายเป็จิตมารภายในใจแต่เ้าไม่จำเป็ต้องกังวลเื่นี้เลย ซึ่งเป็เื่ที่ดีมาก” หลี่เฉิงเฟิงชื่นชม
“ท่านลุงจะบอกว่าสำหรับข้าชีวิตมนุษย์เป็เพียงแค่ผักปลาไม่มีค่าอะไรเลยจึงไม่รู้สึกว่าเป็ภาระใดๆ” เย่หยางเอ่ยอย่างหดหู่เขามีศักยภาพที่จะเป็นักฆ่าสินะ?
“จะเข้าใจเช่นนั้นก็ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เ้าต้องรู้คือตอนเ้าสังหารศัตรู จิตใจของเ้าจะมีความมั่นคงกระจ่างแจ้ง ไม่มีความขัดแย้งใดๆนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเ้าถึงปราศจากปราณสังหาร”
จากนั้นหลี่เฉิงเฟิงก็มองเย่หยางอย่างจริงจังพลางเตือนว่า "แต่จิตใจอันสงบไม่ถาวรหากวันหนึ่งเ้าเกิดสังหารผู้บริสุทธิ์ขึ้นมา หรือมีคนที่เ้าคิดว่าไม่สมควรถูกฆ่ามันทำให้เ้าขัดแย้งในใจจนเกิดอารมณ์ด้านลบเมื่อนั้นจิตใจอันสงบของเ้าก็จะพังทลายลงในอนาคตจงจำไว้ว่าอย่าสังหารผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ อย่าให้ความจองหองครอบงำเป็อันขาด"
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของหลี่เฉิงเฟิงเย่หยางก็รีบตอบกลับทันที"คำชี้แนะของลุงหลี่ เย่หยางจะจดจำให้ขึ้นใจเพียงแต่ท่านลองดูโหงวเฮ้งบนใบหน้าข้าสิ ทั้งดวงตากลมโต หน้าผากกว้างโครงหน้าได้รูป มองเพียงแวบแรกก็รู้ว่าเป็ผู้มีวาสนาลึกล้ำ ไยข้าต้องทำเื่น่าเบื่ออย่างการต่อสู้หรือเข่นฆ่าผู้คนตลอดทั้งวี่วันด้วยเล่า"
“เ้าเด็กน้อยเมื่อสักครู่เ้ายังกล่าวถึงเื่ดวงชะตา ไฉนอยู่ๆถึงได้เปลี่ยนมาเป็เื่โหงวเฮ้งอีกแล้วเล่า” เดิมทีหลี่เฉิงเฟิง้าเตือนเย่หยางให้เขารักษาจิตใจอันสงบไว้แต่ใครจะทราบว่าการตอบสนองของเย่หยางจะแตกต่างจากคนปกติเยี่ยงนี้
“ไม่ใช่ว่าเื่ทำนายทายทักเกี่ยวข้องกับวงศ์ตระกูลหรอกหรือในฐานะนายน้อยแห่งตระกูลเย่ ภายภาคหน้าข้าต้องมีชื่อเสียงเลื่องลืออย่างแน่แท้แล้วจะทำเช่นไรหากข้าไม่มีความสามารถในการรับรู้เื่ดังกล่าว” เย่หยางกล่าวยิ้มๆ
ความคิดของหลี่เฉิงเฟิงถูกเย่หยางแทรกแซงอย่างสิ้นเชิงทำให้เขาลืมทุกสิ่งที่จะพูดหรือวิพากษ์วิจารณ์เย่หยางไปจนหมดแม้เขาจะเป็าายุทธ์ แต่ถ้าเอ่ยถึงเื่การสื่อสารแล้วดูเหมือนเขายังขาดทักษะอยู่มาก หลังจากพูดคุยถกเถียงกับอีกฝ่ายไม่กี่คำ เขาก็รู้สึกว่าตนหมดคำจะพูด
หลี่เฉิงเฟิงกับเย่หลิงเทียนมองหน้ากันเห็นความสิ้นหวังในสายตากันและกันเย่หลิงเทียนรู้สึกว่าตนเข้าใจบุตรชายน้อยลงเรื่อยๆ
จากคนเงียบขรึมหดหู่จมปลักอยู่กับตนเอง อยู่ๆก็กลายเป็คนสุขุมวางแผนรัดกุมกำจัดผู้ทรยศจากภายนอกด้วยสติปัญญาอันลึกล้ำ
เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาสังหารผู้คนในสนามประลองอย่างโเี้เด็ดขาดทว่ายามนี้กลับแสดงท่าทางอ่อนเยาว์ ขี้เล่น มีชีวิตชีวา
ภาพลักษณ์ของเย่หยางในปัจจุบันเป็เด็กเหมือนหนุ่มวัยใสซึ่งแตกต่างจากภาพของเทพสังหารในอดีตอย่างสิ้นเชิงทำให้เขาสงสัยว่าตัวตนไหนคือเย่หยางจริงๆ กันแน่
เมื่อเห็นทั้งสองคนมองเขาอย่างว่างเปล่าเย่หยางก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย จึงไอแห้งๆ พร้อมกล่าวว่า "อะแฮ่มๆท่านทั้งสองอย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้แม้ในอนาคตข้าจะถูกลิขิตให้กลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่ แต่พวกเราทุกคนต่างรู้จักกันดียังมีเวลาอีกนานให้พวกท่านจ้องข้า จะเร่งรีบไปไย"
เย่หลิงเทียนทนไม่ไหวยื่นมือออกไปตบท้ายทอยของเย่หยางอย่างแรงทั้งยังดุว่า"เ้าเด็กเวร เหตุใดตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าถึงไม่รู้ว่าเ้าหลงตัวเองขนาดนี้นะ"
เมื่อเห็นเย่หลิงเทียนเอื้อมมือมาตบศีรษะเย่หยางก็ไม่คิดจะหลบเลี่ยงหรือปัดป้อง เพราะเขาชอบความรู้สึกรักใคร่ของครอบครัวเป็อย่างยิ่งแม้ว่าเย่หลิงเทียนจะยกมือขึ้นสูง แต่พอตบจริงๆ น้ำหนักกลับเบามาก
เย่หยางตอบด้วยหน้าตาบูดบึ้ง "เพราะข้าเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเก่งน่ะ"
"เ้า…"
“เอาล่ะ…เย่หยางอย่าเอาแต่ติดตลก ข้าเรียกเ้ามาวันนี้ประการแรกเพราะ้าแจ้งข่าวเื่แนะนำเ้าให้กับสำนักเทียนอู่ เ้าคิดเห็นเช่นไร”หลี่เฉิงเฟิงหยุดพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัวของเย่หลิงเทียน
“แน่นอนข้าจะต้องไปอยู่แล้ว สถานที่ดีๆ เช่นนั้นจะหาได้จากที่ไหนอีก”เย่หยางตอบรับโดยไม่ต้องคิด ล้อเล่นกันเล่นหรือไร หากเขาไม่ยอมไปก็โง่เขลาเต็มที
“ดี…ประการที่สอง แม้ลุงหลี่จะไม่มีของดีติดมือแต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าก็รวบรวมอาวุธเก่าๆ มามากมายจากการต่อสู้เ้าไปเลือกดูแล้วเอากลับไป ถือเป็ของขวัญจากข้า” แม้ว่าหลี่เฉิงเฟิงจะบอกว่าเป็อาวุธเก่าๆแต่ในสายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างไม่ปกปิด
เย่หยางดีใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินสิ่งที่ลุงหลี่กล่าวเ้าเมืองผู้นี้ใจดียิ่งนัก หลี่เฉิงเฟิงต่อสู้มาหลายปีได้รับรางวัลมากมายนับไม่ถ้วน ของที่เขาเก็บรวบรวมไว้จะอยู่ในสภาพ ‘ทรุดโทรม’ ได้อย่างไร หากให้เปรียบเทียบของสะสมของหลี่เฉิงเฟิงกับศาลาวรยุทธ์ของตระกูลเย่แล้วถือว่าที่นั่นเก่าแก่ทรุดโทรมอย่างแท้จริง
ก่อนที่เย่หยางจะทันได้กล่าวอันใดเย่หลิงเทียนก็รีบลุกขึ้นยืน "น้องหลี่โปรดอย่าทำเช่นนี้เลยเราไม่กล้ารับของขวัญล้ำค่าจากท่าน"
เข้าคลังสมบัติของาายุทธ์นับเป็ความสัมพันธ์ที่มิอาจเอื้อมเกินไป การได้รับความโปรดปรานมากมายโดยไม่เสียอะไรเลยทำให้เย่หลิงเทียนรู้สึกไม่สบายใจ
“ข้าบอกให้เย่หยางเลือก ไม่ใช่ให้เ้าเลือกสักหน่อยทำเป็ทนไม่ได้ อีกอย่างเย่หยางเรียกข้าว่าท่านลุงหลี่ ในฐานะผู้าุโ การที่ข้าจะมอบของขวัญให้แก่ผู้เยาว์ย่อมไม่ใช่เื่แปลกประหลาดอันใดหรือพี่เย่ดูถูกข้า?” หลี่เฉิงเฟิงแสร้งทำเป็ไม่มีความสุข
"แต่…"
“ไม่ต้องมาต่งมาแต่ ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เื่ราวทุกอย่างก็ได้รับการแก้ไขเสร็จสิ้นแล้วเย่หยางไปที่คลังสมบัติกับลุงดีกว่า เ้าสามารถเลือกเคล็ดบ่มเพาะ วิชายุทธ์หรืออาวุธใดๆ ก็ได้” ขณะพูดก็ดึงเย่หยางออกจากห้องรับแขกไปยังคลังแห่งหนึ่ง
เมื่อเข้าไปในคลังหลี่เฉิงเฟิงเอื้อมมือออกไปกดกำแพง ประตูหินเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินใต้ดิน
พวกเขาใช้เวลาเดินทางเข้าไปเกือบหนึ่งก้านธูปในที่สุดก็เห็นจุดสิ้นสุด ประตูหินสูงใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ประตูหินถูกปกคลุมไปด้วยลวดลายแปลกตาแม้ว่าเย่หยางจะไม่เข้าใจ แต่เขาก็รู้ว่านี่ควรเป็อักขระต้องห้ามที่ถูกจารึกโดยนักจารึกคงเป็เื่ยากถ้าจะเปิดมันโดยไม่รู้วิธีการแท้จริง
หลี่เฉิงเฟิงเอื้อมมือออกไปััตำแหน่งต่างๆบนประตูหินเจ็ดครั้ง จากนั้นประตูหินที่เรียบง่ายก็ค่อยๆ เปิดออก
เมื่อมองเข้าไปในประตูแววตาของเย่หยางก็เปล่งประกาย
[1] 张飞 จางเฟย หรือ เตียวหุย ตัวละครดังในสามก๊ก เป็พี่น้องร่วมสาบานกับเล่าปี่