ฝ่ายจ้าวเสวี่ยหรงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่อีกด้าน เขาได้เห็นท่าทีคุกคามของเสียนอ๋องที่มีต่อน้องสาวของตนแล้ว แต่เมื่อได้เห็นว่านางไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวอีกทั้งไม่ได้หันมาส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเขาจึงไม่ได้คิดจะเข้าไปข้องเกี่ยว แต่เมื่อได้เห็นว่ายามนี้องค์ไท่จื่อฉู่เฟยหลงกำลังยืนอยู่กับน้องสาวของเขาจ้าวเสวี่ยหรงก็รีบเดินตรงไปหาน้องสาวในทันที
“คารวะองค์ไท่จื่อคิดไม่ถึงว่าจะได้พบพระองค์ที่นี่นะพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวเสวี่ยหรงเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มโดยพยายามเก็บงำความไม่พอใจของตนเองเอาไว้อย่างเต็มที่ แล้วจึงได้หันไปหาน้องสาวของตนเองเพื่อเอ่ยชักชวนนางกลับจวน
“หรูเอ๋อ เ้าออกมานานเช่นนี้ท่านพ่อกับท่านแม่จะต้องเป็ห่วงเ้ามากเป็แน่ มิสู้พวกเรารีบกลับจวนไม่ดีกว่าหรือ” เมื่อได้ยินพี่ชายเอ่ยเช่นนี้จ้าวเสวี่ยหรูก็รีบพยักหน้าตอบกลับพี่ชายในทันที
“นั่นสิเ้าคะ พวกเราควรจะรีบกลับจวนกันได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับก่อนนะเพคะ เื่ที่พวกเราคุยกันเมื่อครู่นี้เอาไว้วันหน้าค่อยมาคุยกันใหม่” จ้าเสวี่ยหรูหันไปเอ่ยอำลาเสียนอ๋องด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความนอบน้อมแล้วจึงได้หันไปเอ่ยกับองค์ไท่จื่อเสียงเบา
“หม่อมฉันขอทูลลานะเพคะ” เอ่ยจบก็ย่อกายคารวะแล้วจึงได้หันไปพยักหน้าให้กับพี่ชายแล้วสองพี่น้องสกุลจ้าวก็รีบทาน้ำมันใต้ฝ่าเท้าก็รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจเสียงเรียกของฉู่เฟยหลงที่เอ่ยเรียกพวกเขาเลยสักนิด ฉู่เฟยหลงจึงทำได้แค่เพียงมองตามหลังพวกเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ส่วนฉู่เฮ่าเทียนผู้เป็อากลับมองตามแผ่นหลังของจ้าวเสวี่ยหรูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด
“เ้าพูดคุยอันใดกับเสียนอ๋องหรือ” เมื่อนั่งในรถม้าแล้วจ้าวเสวี่ยหรงก็ถามน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงในทันที
“เป็เพียงเื่ทั่วไปเท่านั้นเ้าค่ะ พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เกิดเื่ไม่งามอย่างแน่นอนเ้าค่ะ” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มพลางครุ่นคิดถึงเื่ที่ตนได้คุยไปกับเสียนอ๋องก่อนหน้านี้ คิดไม่ถึงว่าเขาจะชักจูงได้ยากเย็นเป็อย่างยิ่ง แต่ก็นั่นแหละก็นางเป็คนเขียนให้เสียนอ๋องเป็คนละเอียดรอบคอบและเป็คนขี้หวาดระแวงนี่นา เพราะฉะนั้นก็ต้องทนรับกรรมจากผลของการกระทำของตนเองให้ได้
เมื่อลงจากรถม้าแล้วกุ้ยมามาซึ่งเป็มามาข้างกายของเผยซื่อมายืนรอนางที่หน้าประตูจวนด้วยตนเอง ทั้งจ้าวเสวี่ยหรงและจ้าวเสวี่ยหรูก็ต่างหันไปมองหน้ากัน จวบจนเมื่อกุ้ยมามาเดินเข้ามาแจ้งข่าวคนทั้งสองจึงได้พากันยิ้มออกมา
“คุณชายรองกลับมาถึงเรือนแล้วเ้าค่ะ ต่งอี๋เหนียงเห็นว่าการที่ทั้งคุณชายรองกลับมาและการที่คุณหนูใหญ่หายป่วยล้วนเป็เื่ดี จึงได้เสนอให้เย็นนี้กินมื้อเย็นร่วมกันเพื่อเป็การต้อนรับคุณชายรองและเลี้ยงฉลองที่คุณหนูใหญ่หายป่วย ฮูหยินเองก็เห็นดีด้วยจึงให้บ่าวมารอแจ้งให้คุณชายใหญ่และคุณหนูใหญ่ทราบด้วยตนเองเ้าค่ะ ว่าเมื่อกลับมาถึงจวนแล้วให้รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปรอกินมื้อเย็นร่วมกันที่จวนหลักเ้าค่ะ”
“ข้าทราบแล้ว เ้ากลับไปแจ้งท่านแม่เถิดว่าอีกสักครู่ข้ากับน้องหญิงจะไปที่เรือนหลัก” เมื่อจ้าวเสวี่ยหรงเอ่ยเช่นนี้กุ้ยมามาก็รับคำแล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
“เ้าไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ อีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็น” จ้าวเสวี่ยหรงหันมาเอ่ยกับน้องสาวด้วยสีหน้าอ่อนโยน วันนี้น้องสาวของเขาต้องเจอะเจอกับผู้คนที่ไม่น่าพบมา อาจจะทำให้น้องสาวของเขาพลอยรู้สึกไม่ได้ไปด้วยก้ได้
“ไม่เป็อันใดหรอกเ้าค่ะ พี่รองกลับมาจากสถานศึกษาทั้งอีก อีกทั้งวันนี้อี๋เหนียงน่าจะเป็คนเข้าครัวด้วยตนเองเป็แน่ ข้าทนรอที่จะชิมรสมือของนางไม่ได้แล้ว” เมื่อจ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยเช่นนี้จ้าวเสวี่ยหรงก็หัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างโล่งใจ
“เช่นนั้นก็รีบไปเช็ดเนื้อเช็ดตัวผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด ยามนี้ทั้งพี่รองและน้องเล็กของเ้าคงจะกำลังทำคะแนนออดอ้อนท่านแม่นำเ้าไปแล้วเป็แน่” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้จ้าวเสวี่ยหรูก็พลันยิ้มออกมา
“นั่นสิเ้าข้า ถ้าเป็เช่นนั้นข้าคงต้องรีบเสียหน่อยแล้ว”
เรือนหลักของจวนสกุลจ้าวในวันนี้มีความครึกครื้นมากเป็พิเศษ บรรยากาศแตกต่างจากเมื่อหลายวันก่อนยิ่งนัก อาหารที่ต่งอี๋เหนียงทำขึ้นโต๊ะล้วนแล้วแต่เป็อาหารเลิศรส ถึงแม้ว่านางจะเป็บุตรสาวคนโตของคหบดีต่ง แต่สิ่งที่นางเชี่ยวชาญมากที่สุดก็คือฝีมือการทำอาหาร ต่งอี๋เหนียงผู้นี้แม้ว่าจะมีความงดงามสู้เผยซื่อผู้เป็ฮูหยินไม่ได้ แต่สิ่งที่นางใช้มัดใจจ้าวหยางและลูกๆ ของเขาได้ก็คืออาหารของนางนี่แหละ
“รสมือของอี๋เหนียงยังคงล้ำเลิศอยู่เช่นเดิมไม่เสียที่ข้าเก็บท้องรอกินมาทั้งวัน” จ้าวเสวี่ยฉีเอ่ยชื่นชมพลางใช้มือลูบไปที่น้องท้องของเขาด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมอย่างเต็มที่
“ถ้าเช่นนั้นคุณชายรองก็รีบกลับมาอยู่ที่จวนสิเ้าคะ ถึงยามนั้นข้าจะเข้าครัวปรุงอาหารให้คุณชายรองทุกวันเลย” ต่งอี๋เหนียงเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
“ข้าก็อยากจะกลับมาอยู่หรอก แต่ท่านพ่อไม่อนุญาตนี่น่า” จ้าวเสวี่ยฉีเอ่ยพลางหันไปมองจ้าวหยางที่ยามนี้กำลังมองเขาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มอยู่
“ที่อี๋เหนียงของข้าเอ่ยว่าให้รีบกลับ นางหมายถึงให้พี่รองรีบเรียนให้จบแล้วกลับมาต่างหากเล่าเ้าคะ หากท่านเรียนจบมีหรือที่ท่านพ่อจะไม่อนุญาตให้ท่านกลับมา” จ้าวเสวี่ยอิงเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้ากระเง้ากระงอด ส่วนเ้าเสวี่ยฉีก็ทำเสียงโอดครวญใส่นางในทันที
“โถน้องเล็ก ข้าก็อยากรีบเรียนให้จบอยู่หรอก แต่มันไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้นน่ะสิ” เขาเอ่ยเช่นนี้ก็ถูกน้องสาวคนเล็กส่งค้อนไปให้
“ตัวตะกละเช่นเ้าหากรักเรียนเหมือนรักกินก็คงจบไปนานแล้ว ท่านพ่อของเ้าก็คงไม่ต้องลำบากลำบนเคี่ยวเข็ญเ้าเช่นนี้หรอก เป็ถึงบุตรชายคนรองของเสนาบดีแต่กลับไม่สามารถสอบผ่านเกณฑ์สำหรับบัณฑิตที่จบการศึกษาได้เสียที อย่าว่าแต่เข้ารับราชการในราชสำนักเลย แค่คิดจะเข้าสำนักราชบัณฑิตก็คงยากแล้ว” เผยซื้อเอ่ยพลางคีบกับข้าววางไว้บนชามข้าวของจ้าวเสวี่ยหรู แล้วจึงได้หันไปกำชับลูกเลี้ยงที่นั่งอยู่ถัดไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตา
“เ้าเองก็รีบกินเข้าเถิดอิงเอ๋อ ดูสิว่าพี่รองของเ้ากินของโปรดของเ้าจนเกือบหมดแล้ว”
“ท่านแม่ไม่ต้อกังวลเ้าค่ะ ตอนที่ข้าช่วยอี๋เหนียงทำอาหารข้าก็แอบกินไปกว่าครึ่งแล้ว ต่อให้พี่รองกินจนหมดข้าก้ไม่กลัวเ้าค่ะ” จ้าวเสวี่ยอิงเอ่ยกับเผยซื่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เ้าไม่กลัวแต่ข้ากลัว หมูน้ำแดงของอี๋เหนียงอร่อยเสียยิ่งกว่าที่ขายบนภัตตาคารหย่งเล่อเสียอีก อี๋เหนียงลำเอียงทำแต่เฉพาะตอนที่เ้ารองมา ทั้งที่ข้ากับอิงเอ๋อก็อาหารจานนี้เช่นเดียวกัน” จ้าวเสวี่ยหรงเอ่ยพลางคีบหมูน้ำแดงไปวางบนชามของตน
“คุณชายใหญ่กับอิงเอ๋ออยู่ที่จวนอยากจะกินวันไหนก็แค่บอกข้า แต่คุณชายรองนานๆ จะได้กลับมานี่เ้าคะ” ต่งอี๋เหนียงเอ่ยด้วยสีหน้าปลาบปลื้มใจ ส่วนจ้าวเสวี่ยหรูที่ยื่นตะเกียบไปคีบหมูน้ำแดงขึ้นมากินบ้างถึงกับตาลุกวาวในทันที เนื่องจากรสชาตินี้คือรสชาติอาหารที่นางชอบกินจึงได้ยื่นตะเกียบไปคีบอีกครั้ง
“อ๊ะ ปกติพี่หญิงไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ไม่ใช่หรือเ้าคะ” จ้าวเสวี่ยอิงหันมาเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าวันนี้พี่สาวของตนกินอาหารจานเนื้อมากขึ้นจนผิดตา
“เป็เพราะ่ที่ล้มป่วยต้องกินแต่โจ๊กจืดๆ พอได้เห็นอาหารจานเนื้อเหล่านี้เข้าข้าก็อดอยากกินไม่ได้” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยแก้ตัวให้แก่ตนเองด้วยสีหน้าจืดเจื่อนพลางคิดในใจว่า
‘สมแล้วที่เป็นางเอก แค่นี้ก็สังเกตเห็นแล้ว อืม ที่จริงแล้วการได้อยู่ในร่างของจ้าวเสวี่ยหรูก็ไม่แย่เท่าใดนัก มีน้องสาวที่เฉลียวฉลาดเช่นนี้ชีวิตขอข้าอาจจะไม่ย่ำแย่อย่างที่ข้ากำลังกังวลอยู่ก็เป็ได้’ จ้าวเสวี่ยหรูได้แต่คิดอยู่ในใจ พลางมองจ้าวหยางที่นั่งจิบน้ำชาด้วยสีหน้าอ่อนโยน เผยซื่อที่ในยามนี้กำลังคุยกับต่งซื่อเื่ผ้าปักที่พวกนางกำลังช่วยกันทำค้างเอาไว้ พี่ชายทั้งสองและน้องสาวอีกหนึ่ง ครอบครัวนี้อบอุ่นเอาไว้อย่างที่นางเคยเขียนเอาไว้ในนิยาย เพียงแต่ความอบอุ่นเหล่านี้จะจางหายไปเมื่อนางตาย แต่ยามนี้นางไม่ตายความอบอุ่นเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ อีกทั้งนางอยากให้ความอบอุ่นของครอบครัวนี้ยังคงอยู่เช่นนี้ไปอีกนานๆ เพราะว่านางเริ่มจะรู้สึกชอบครอบครัวนี้จริงๆ เข้าแล้ว