หลังจากโม่โฉวจากไปไม่นานเถียนซีก็เข้าพิธีปักปิ่นสวมกว่านเมื่ออายุครบ 15 ปี ภายในงานค่อนข้างจัดอย่างใหญ่โต นอกจากขุนนางที่สนิทสนมกับท่านพ่อแล้ว ยังมีเหล่าฮูหยินที่รักใคร่ชอบพอกับท่านแม่มาร่วมงานด้วยหลายคน นอกจากนั้นยังมีหลิวกงกงนำปิ่นพระราชทานมาพร้อมกับสาสน์ให้ท่านพ่อ
หลังจบงานปักปิ่นเถียนซีถูกท่านพ่อเรียกให้เข้าไปพบที่ห้องหนังสือในตอนค่ำ ท่านนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือตัวเตี้ย เบื้องหน้ามีสาสน์ฉบับหนึ่งจากวังหลวงกางอยู่
“เ้ากำลังทำอะไรอยู่เถียนเถียน?” ท่านพ่อเลื่อนสาสน์มาเบื้องหน้า
เถียนซีทรุดลงนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วกวาดตาอ่านสาสน์จากในวัง ด้านในเป็ลายพระหัตถ์ของฝ่าา ที่เขียนมาเล่าเหตุการณ์ั้แ่หรูอี้กุ้ยเฟย ออกจากวังพร้อมท้องอ่อนๆ ทั้งยังตำหนิการกระทำของเถียนซีที่บังอาจปกปิดความจริงเื่ชาติกำเนิดของโม่โฉวและ้าตัวโม่โฉวกลับไป
“เ้ารู้เื่ของโม่โฉวมาตลอดหรือ?” เถียนซีถูกถามก็ก้มหน้านิ่ง
“ข้ารู้มานานหลายปีแล้ว”
“ไอ้โรงน้ำชากับเหลาสุราเ้านั่นหรือที่สืบข่าวเ้า? พ่อไม่แตะต้องเื่ของเ้า แต่เ้ากลับแอบทำอะไรลับหลังพ่อมาตลอดหรือเถียนเถียน!”
“ข้าแค่ปกป้องโม่โฉว”
“เ้าปกป้องเขารึ? ปกป้องโดยการกันเขาออกจากราชวงศ์หรือเถียนซี! ” เถียนซีก้มหน้าเม้มปากแน่น ท่านพ่อไม่เคยตำหนิเขารุนแรงเช่นนี้มาก่อน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เถียนซีกลัวแม้แต่น้อย
“ฝ่าาเป็คนขับไล่กุ้ยเฟยออกจากวัง ส่งพวกนางแม่ลูกให้เสนาบดีเซี่ยงจนถูกคนทั้งตระกูลรังแก คนหนึ่งตายอย่างน่าอนาถ... อีกคนถูกทำให้กลายเป็คนปัญญาอ่อนไร้ความสามารถ ทั้งหมดล้วนเป็เพราะฝ่าาตัดสินพระทัยเองทั้งนั้น! แล้วตอนนี้ยังหวังจะได้โม่โฉวกลับไปอีกหรือ! ”
“จิ้นเถียนซี!! ” ท่านพ่อตะคอกกลับมาเสียงดังจนเถียนซีเงียบทันที
“การตัดสินพระทัยของฝ่าาไม่ใช่เื่ที่เ้าจะก้าวก่ายได้ ไม่ว่าฝ่าาจะส่งกุ้ยเฟยออกไปด้วยสาเหตุใด ที่สำคัญคือ... ตอนนี้เชื้อสายักลับเร่ร่อนอยู่ข้างนอกนั่นโดยที่เ้ารู้ความจริงมาตลอดแต่กลับปิดบังไว้” จิ้นเหวินกงกุมชี้หน้าอีกฝ่ายก่อนจะค่อยๆ สงบสติอารมณ์ตนเอง
“มิน่าล่ะ เวลานั้นฝ่าาจึงได้สั่งสอบสวนตระกูลเซี่ยง หวังจะกำจัดคนทั้งสกุล ดีที่พ่อเข้าไปจัดการความวุ่นวายทันก่อนที่ขุนนางอื่นจะรู้” ท่านพ่อทำท่าหวนคิดถึงความหลังก่อนจะถลึงตาใส่เถียนซี
“ยังจะมองหน้าอีก! โม่โฉวตอนนี้กลายเป็ทหารไปแล้ว ไม่รู้ต่อไปจะไปอยู่สังกัดกรมกองใด เราต้องรีบไปตามเขากลับมา! ชักช้าจะไม่ทันการ”
“เหตุใดจึงไม่ทันการ?” เถียนซีขมวดคิ้วใส่
“ฝ่าามีหนังสือเรียกตัวให้โม่โฉวกลับไปก็เพื่อจะได้ยืนยันเื่การเป็ทายาทของฝ่าาต่อหน้าเหล่าเสนาบดีและอำมาตย์ หากเขาไม่มาจะใช้อะไรยืนยันการเป็พ่อลูกของเขา?” เถียนซีนิ่งคิดชั่วขณะก็นึกออก
“ข้าว่าพี่จื่อรั่วน่าจะมีเืของโม่โฉวเก็บไว้อยู่ เพราะตอนที่รักษาเขาจากอาการสมองไม่ปลอดโปร่งได้เก็บเืเขาเอาไว้หลายขวด น่าจะใช้หยดเืเพื่อยืนยันตัวตนของเขาได้” ท่านพ่อของเขาได้ยินกลับส่ายหน้า
“แค่หยดเืพิสูจน์โดยไม่นำตัวคนมาจะทำได้อย่างไรเล่าเถียนเถียนเอ๊ย หากเล่าเสนาบดีพวกนั้นใช้เหตุผลว่าเืที่ไม่มีที่มาที่ไปจะนำมาจากองค์ชายหรือองค์หญิงคนใดมาก็ได้เ้าจะทำเช่นใด? อีกอย่าง... การหายตัวไปของโม่โฉวนั้นนานเกินไป ต่อให้สายเืเดียวกับฝ่าาจริง นั่นก็แปลว่าจะมีองค์ชายอีกคนที่มีสิทธิ์ในการครองบัลลังก์เพิ่มอีกคน”
“นอกจากจะไม่เป็ผลดีต่อองค์ชายเก้า สายเืโดยตรงจากฮองเฮา โม่โฉวอาจกลายเป็หมากของผู้อื่น อย่างแย่ที่สุดก็เป็เป้าในการโจมตีขององค์ชายท่านใดบ้างก็ไม่รู้” เถียนซีแอบเบ้ปาก
น่าจะมีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้นแหละที่อยากนั่งบัลลังก์จนตัวสั่น
“การที่เื่นี้ยังไม่อาจสืบหาความจริงได้มีแต่จะแย่ลงและไม่เป็ผลดีต่อโม่โฉว สู้ปฏิเสธไปเสีย...เฮ้อ...อันที่จริงเื่นี้คนที่ควรอยู่ตัดสินใจคือโม่โฉวแท้ๆ” เถียนซีพยักหน้าเห็นด้วยในข้อนี้
“ท่านพ่อ... ข้าจะเข้าวังหลวง อย่างน้อยก็จะเข้าไปเล่าความจริงทั้งหมดที่ข้าสืบได้ให้ฝ่าาฟังและมอบเืของโม่โฉวให้ ส่วนพระองค์จะตัดสินเช่นไรรอให้โม่โฉวกลับมาจากทหารก่อนค่อยให้เขาตัดสินใจเอง” เถียนซีเงยหน้ามองท่านพ่อ อีกฝ่ายก็พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะไล่เขากลับห้อง
หลังออกมาจากห้องหนังสือ เถียนซีก็ตรงไปหาจื่อรั่วที่เรือน จากนั้นบอกความ้าว่าอยากได้เืของโม่โฉวนำไปหยดพิสูจน์ ทั้งยังชวนนางไปแคว้นโจวพร้อมกันเพื่อดูทำเลที่ตั้งร้านขายชาดที่คิดจะนำมาเปิดที่เมืองหลวง บังเอิญหลี่ไป๋พรวดพราดเข้ามาได้ยินก็ร้องจะตามไปด้วยอีกคน
่หลายปีที่ผ่านมาหลี่ไป๋เห็นคนอื่นๆ มีร้านเป็ของตัวเองก็อยากเปิดร้านบ้าง ท่านพ่อเห็นความสามารถของหลี่ไป๋จึงเปิดโรงตีเหล็กกับโรงไม้ให้ ซึ่งส่วนใหญ่ร้านของหลี่ไป๋นั้นทำงานส่งเพียงจวนจิ้นอ๋องเท่านั้น ไม่เคยได้ออกไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นจึงอยากออกไปข้างนอกเพื่อหาแรงบันดาลใจในการทำงาน เถียนซีจึงยอมให้ตามไปด้วยอีกคน
หลังจากนัดแนะกันเรียบร้อย เถียนซีก็รีบตื่นั้แ่ฟ้ายังไม่สางเพื่อรีบแต่งตัวออกจากจวน เถียนซีรู้สึกว่า่หลังๆ มานี้เมื่อไม่ได้นอนกับโม่โฉว นอกจากคืนแรกๆ ที่นอนไม่ค่อยจะหลับ ตัวเองยังตื่นมาเรียบร้อยกว่าปกติ เสื้อผ้าไม่หลุดลุ่ยเหมือนแต่ก่อนที่นอนด้วยกันสองคน
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้วพวกเขาก็ขึ้นรถม้าออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงแคว้นโจวทันที เถียนซีแบ่งองครักษ์ติดตามให้จื่อรั่วกับหลี่ไป๋ระหว่างไปเดินเล่นซื้อของในตลาด ส่วนตัวเองนำผู้ติดตามที่เหลือเข้าวังไปด้วย
ในวังหลวงยังคงเหมือนเดิม ทั้งกฎระเบียบตามพระราชประเพณีทำให้เถียนซีต้องเปลี่ยนชุดและรอเข้าเฝ้าอยู่ด้านนอก โชคดีที่เถียนซีรายงานหลิวกงกงไปก่อนล่วงหน้าแล้วว่าโม่โฉวมิได้ติดตามมาด้วย ดังนั้นฝ่าาจึงให้เขาเข้าเฝ้าเป็การส่วนตัวที่ตำหนักเฉียนชิงกง
“เถียนเป้ยเล่อถวายพระพรฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” เถียนซีคุกเข่ากล่าวคำถวายพระพรพร้อมกับก้มลงคุกเข่าโขกหัวให้ ฝ่าาไม่รับสั่งให้ลุกก็ไม่เงยหน้าลุกขึ้นยืน
“เถียนเอ๋อร์เ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือไม่?” เสียงดำรัสของฝ่าาดังอยู่เหนือหู แต่เถียนซีก็ยังคงก้มหน้านิ่ง
“หม่อมฉันทราบพ่ะย่ะค่ะ ครั้งนี้ที่เข้าเฝ้าก็เพื่อเข้ามาขอรับโทษจากฝ่าา ไม่กล้าร้องขอความเมตตาพ่ะย่ะค่ะ”
“เด็กๆ! ได้ยินแล้วก็รีบมาลากตัวออกไปโบย” เถียนซีได้ยินว่าจะถูกลากออกไปตีก็เบิกตาโต
“เสด็จลุง! เสด็จลุงฟังเถียนเอ๋อร์ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!”
“เหอะ! เ้าเด็กตัวเหม็น! เรานึกอยู่แล้วว่าคนอย่างเ้าไม่มีทางยอมโดนโบยแน่! ว่ามา!” เถียนซีลอบประเมินสีหน้าของฝ่าา เห็นว่าอีกฝ่ายแม้จะโกรธ แต่ไม่ได้คิดจะใช้ไม้แข็งกับเขาแต่แรกอยู่แล้วจึงคลายใจลง
จากนั้นเถียนซีก็กราบทูลฝ่าาถึงประวัติความเป็มาของโม่โฉวั้แ่บังเอิญพบกันจนกระทั่งโศกนาฏกรรมที่ตัวเองสืบได้พร้อมกับบันทึกรายชื่อพยานบุคคลที่ใช้อ้างอิงทั้งหมดส่งให้ฝ่าา รวมถึงส่งขวดเืที่นำมาจากโม่โฉวให้อีกฝ่ายด้วย ฝ่าาได้ฟังเื่ราวทั้งหมดก็ซวนเซพิงร่างลงที่พนักเก้าอี้
“หรือเด็กคนที่เราพบทีู่เาจำลองนั่นจะเป็... โม่โฉว?” หลิวกงกงที่อยู่ข้างฝ่าาช่วยประคองฝ่าาไว้แล้วพึมพำตอบ
“จะต้องเป็โชคชะตาแน่ๆ พ่ะย่ะค่ะจึงทำให้ฝ่าาบังเอิญพบเืเนื้อเชื้อไขของกุ้ยเฟยโดยบังเอิญเช่นนั้น”
โจวผิงหวางหวนนึกถึงหลวงจีนน้อยคนหนึ่งที่ค้นพบตนที่ซุ่มดูอยู่หลังูเาจำลอง มานึกดูตอนนี้โจวผิงหวางจึงเข้าใจว่าเหตุใดตอนนั้นเด็กน้อยจึงต้องโกนผมทิ้ง เพื่อรักษาอาการทางสมองจึงต้องฝังเข็มที่ศีรษะ ไม่รู้ว่าเด็กตัวแค่นั้นทนต่อความเ็ปได้อย่างไร
“ตอนนั้นเป็ฝ่าาเองหรือพ่ะย่ะค่ะที่อยู่หลังูเาจำลอง? โม่โฉวบอกว่าเป็ทหาร แถมยังเอาบะหมี่ไปให้ด้วย” เถียนซีมองฝ่าาที่ย้อนคิดถึงเื่ราวครั้งเก่าก็พบว่าฝ่าาท่าทางจะพึงพาใจในตัวโม่โฉวไม่น้อย
“โม่โฉว.... เป็ชื่อของเด็กคนนั้นหรือ?” ฝ่าาตรัสถามด้วยเสียงแหบพร่า เถียนซีจึงส่ายหน้า
“โม่โฉวไม่มีชื่อ ชื่อของเขาเป็ข้าที่ตั้งให้ ตัวโม่ (莫) ของคำที่แปลว่าไม่/ปราศจาก และตัวโฉว (愁) ของคำว่ากังวล/ทุกข์”
เถียนซีอธิบายที่มาที่ไปของชื่อ ทั้งที่จริงนั้นชื่อของโม่โฉวในชาติก่อนใครเป็ผู้ตั้งให้เขาก็ไม่ทราบ รู้แต่เพียงว่าความหมายของชื่อนั้นดีมาก คนที่ตั้งชื่อให้โม่โฉวในชาติก่อนก็คงหวังจะให้เขาเจอแต่เื่ดีๆ ในอนาคต
“เรากับหรูอี้เคยคิดชื่อหนึ่งให้เขา หลู่เอ่อร์หม่าอี เป็ชื่อตามชนเผ่าเหวยอู๋เอ่อร์ของหรูอี้ นางเป็องค์หญิงแต่ยอมแต่งกับคนนอกเผ่าเช่นเรา”
“เรากลับปกป้องนางไว้ไม่ได้ ปกป้องลูกของนางไว้ไม่ได้” เถียนซีและหลิวกงกงได้แต่ใที่อยู่ๆ ฝ่าาก็ทรงกันแสงออกมา
“...ฝ่าา...” เถียนซีเข้าไปคุกเข่าลงข้างฝ่าา อีกฝ่ายร้องไห้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองเถียนซีแล้วกุมมือเขาไว้
“เถียนเอ๋อร์รับปากเรา... อย่าให้โม่โฉวรู้ความจริง อย่าให้เขาต้องมีจุดจบอย่างเรา... อย่าให้เขาต้องเป็อย่างเรา...” สีพระพักตร์ของฝ่าาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนเถียนซีกังวล
เขาจะรับปากได้อย่างไรเื่นี้คนที่ต้องตัดสินใจคือโม่โฉวหากโม่โฉวอยากได้บัลลังก์นั้นเขาก็จะให้โม่โฉวได้นั่งตรงนั้นตามที่้าไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม
“ฝ่าา... ฝ่าา... ได้เวลาเสวยยาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลิวกงกงประคองฝ่าาแล้วหันไปด้านนอกเรียกให้ขันทีน้อยอีกสองสามคนมาช่วยพยุงฝ่าาเดินออกไปที่ตำหนักข้าง
“เหตุใดฝ่าาต้องเสวยยา? ยาอะไร?” เถียนซีรีบถามหลิวกงกง อีกฝ่ายทำสีหน้าลำบากใจก่อนจะกระซิบเสียงเบา
“ฝ่าาพระสติเลอะเลือนเป็บางครั้ง” เถียนซีเบิกตากว้าง เขาเข้าใจในทันทีว่าทำไมอยู่ๆ ฝ่าาก็เรียกโม่โฉวเข้าวัง เดี๋ยวก็ไม่อยากให้รู้ความจริง
“ฝ่าาเริ่มมีพระอาการเช่นนั้นั้แ่เมื่อไหร่?” เถียนซีเค้นถาม
“ตะ... ั้แ่เริ่มส่งหรูอี้กุ้ยเฟยออกไปพ่ะย่ะค่ะ... หรืออาจจะก่อนหน้านั้น” เถียนซีฟังก็ทำหน้านิ่ง ก่อนจะประมวลเื่ราว
ท่านพ่อเคยเล่าให้เขาฟังก่อนหน้านี้ว่า ฝ่าาได้ให้ท่านพ่อสืบหาความจริงเื่การหายตัวไปของหรูอี้กุ้ยเฟย ทั้งๆ ที่ฝ่าาเป็คนส่งนางออกไปเองกับมือ ในตอนนั้นฝ่าาอาจมีอาการแล้ว เถียนซีเอาแต่คิดเื่นี้ซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งไม่รู้ตัวว่าตัวเองเดินมาถึงเขตวังหลังแล้ว
ตอนที่ได้สติคือตอนที่เถียนซีได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากสวนด้านข้าง เขาขยับเท้าเพื่อหมุนตัวออกจากสวนแห่งนั้น พลันถูกร่างบางที่โผล่มาจากด้านหลังชนเข้าอย่างจัง
“อ๊ะ!” เถียนซีเซไปด้านข้าง ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาเห็นว่าอีกฝ่ายคืออู่ซูเฟย มารดาของอวิ๋นเซียงนั่นเอง
“เป็เ้าเองหรือ?” คู่กรณีปรายตามองเขาด้วยหางตา
“ขออภัยพระสนมด้วยที่ข้าล่วงเกิน เพราะไม่คิดว่าพระสนมจะออกมาจากอีกทาง” เถียนซีค้อมกายให้อีกฝ่าย เพราะนับตามศักดิ์แล้วอู่ซูเฟยถือเป็พระชายาขั้น1ในองค์จักรพรรดิถือว่ายศสูงกว่าเถียนซีซึ่งเป็พระนัดดาเท่านั้น
“ดูเหมือนว่า... ั้แ่ท่านชายย้ายไปต่างแคว้นก็เริ่มประพฤติตัวไม่เหมาะสมมากกว่าแต่ก่อน หรือว่าลืมการอบรมสั่งสอนและลืมธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์ไปเสียแล้ว? ถึงได้เดินเพ่นพ่านมายังวังหลังไม่พอ ยังไม่รู้จักโขกหัวกล่าวขออภัยข้าอย่างจริงใจอีก?” เถียนซีลอบมองฝ่ายตรงข้ามเงียบๆ ท่าทางอู่ซูเฟยจะมาเพื่อหาเื่เขาเสียแล้ว เถียนซีปั้นหน้ายิ้มแล้วตอบด้วยท่าทางสุภาพ
“อู่ซูเฟยยังทรงงดงาม ทั้งกริยาเพียบพร้อมจนข้าลืมไปว่าพระสนม มากชันษาแล้ว จึงทำให้ฟังไม่ค่อยได้ยินที่ผู้น้อยกล่าวขออภัยั้แ่ที่ถูกชนเมื่อครู่ ผู้น้อยยังเด็กซ้ำยังทำมาหากินอยู่นอกแคว้นมาหลายปีจึงลืมธรรมเนียมปฏิบัติไปจริงๆ ต่างจากอู่ซูเฟยที่อยู่แต่ในตำหนักไม่ค่อยได้ออกไปที่ไหนทำให้มีเวลาว่างในการทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆ ภายในวังหลวง หวังว่าอู่ซูเฟยที่เป็ผู้ใหญ่กว่าจะไม่ถือสาและให้อภัย” เถียนซีแกล้งเหน็บอีกฝ่ายว่าแก่แล้วหูตึงก็เลยฟังไม่ออกว่าเขาขอโทษไปแล้ว และด่าซ้ำว่าอยู่แต่ในตำหนักไม่ได้โผล่หัวไปที่ไหนมีเวลาว่างมากถึงได้เที่ยวเอากฎเกณฑ์ต่างๆ มารังแกผู้อื่น อู่ซูเฟยได้ยินก็หน้าเปลี่ยนสี แต่ยังคงกำมือสะกดความโกรธไว้
“ตัวข้านั้นไม่ถือสาเื่เล็กน้อยเท่านี้ เพียงแต่ว่า...กลัวว่าจะถูกครหาว่าลำเอียงที่เลือกปฏิบัติ ถ้าไม่ลงโทษบ้างต่อไปตัวหลัวเป้ยเล่อจะโตมาเป็คนดีได้อย่างไร... เด็กๆ” อู่ซูเฟยไม่ปล่อยให้เถียนซีได้เปิดปากพูดก็สั่งให้นางกำนัลกดตัวเขาลงคุกเข่าทันที
“พวกเ้า ดูแลตัวหลัวเป้ยเล่อคุกเข่าสำนึกผิดสัก 3 ชั่วยาม (6ชั่วโมง) แล้วค่อยปล่อยไป” เถียนซีที่ถูกนางกำนัลสองคนกดไหล่ลงคุกเข่าก็พ่นเสียงขึ้นจมูก
“ดูเหมือนข้าจะจากวังหลวงไปนานจริงๆ จึงไม่รู้มาก่อนว่าเชื้อพระวงศ์ชายคนหนึ่งชนถูกสนมขั้น1ของฝ่าาแล้วต้องคุกเข่าสำนึกผิดถึงสามชั่วยาม สงสัยข้าคงต้องไปขอให้เ้ากรมยุติธรรมช่วยสั่งสอนให้ใหม่เสียแล้ว”
“นี่ท่านชายคิดว่าข้าสั่งลงโทษอย่างไม่เป็ธรรมหรือ?” อู่ซูเฟยสะบัดหน้าหันกลับมามองเขา
“เสด็จแม่?” อยู่ๆ ในสวนก็มีอวิ๋นเซียงโผล่เข้ามาอีกคนพร้อมกับพวกนางกำนัล
“อวิ๋นเซียง? เ้าไม่ได้ไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อเ้าหรือ?” อวิ๋นเซียงรีบส่ายหน้า ก่อนจะเหลือบมองเถียนซีที่ยังคงถูกกดไหล่ไว้
“หลิวกงกงออกมาแจ้งว่าเสด็จพ่อประชวรแน่นพระอุระ หมอหลวงมาตรวจแล้วบรรทมไป” เถียนซีลอบมองอาการของอู่ซูเฟยที่ท่าทางกระสับกระส่ายแล้วรีบร้อนจากไปพร้อมกับบอกอวิ๋นเซียงว่าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าาที่ตำหนัก
อวิ๋นเซียงส่งอู่ซูเฟยจากไปก็หันไปสั่งให้นางกำนัลรีบปล่อยตัวเขา เมื่อได้เป็อิสระอีกครั้ง เถียนซีก็รีบลุกขึ้นยืน โดยมีอวิ๋นเซียงยื่นมือมาให้เขาพยุงตัวลุกขึ้น
“ไม่รบกวนองค์ชายห้า ข้าลุกเองได้” เถียนซีปฏิเสธมือที่ยื่นมาแล้วชันเข่าพยุงตัวเองลุกขึ้น
“น้องเถียนซีอย่างดื้ออีกเลย!” อวิ๋นเซียงฉุดมือเถียนซีขึ้นอย่างแรงจนเขาเซถลาเข้าสู่อ้อมกอดของอวิ๋นเซียง อีกฝ่ายรีบรวบเอวเขาไว้แล้วกอดไว้แน่น
“ที่แท้น้องเถียนซีก็ตัวเบาและผอมบางถึงเพียงนี้” อวิ๋นเซียงจงใจยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูจนเถียนซีขนลุกด้วยความขยะแขยง คนผู้นี้ไม่ออมแรงแม้แต่น้อยตอนที่ดึงเขาขึ้นมา แถมยังหน้าด้านลวนลามเขาอีก
“ปล่อยข้านะ!” เถียนซีพยายามดิ้นหนี เขาทั้งผลักอกอวิ๋นเซียง ทั้งดันอีกฝ่าย แต่มือราวกับคีมของอวิ๋นเซียงกอดรอบเอวเขาแน่นยิ่งกว่างูรัด
“อย่าขยับซีซั้ว” อวิ๋นเซียงพูดพลางมองร่างพวกเขาที่แนบชิดกันั้แ่่อกลงไป
ยิ่งขยับก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายยิ้มเ้าเล่ห์ ท่าทางของอวิ๋นเซียงคล้ายกับกำลังสนุกที่เห็นเขาไม่พอใจ ยิ่งต่อต้านก็เหมือนยิ่งยุงให้อีกฝ่ายเอาเปรียบเขามากยิ่งขึ้น ดังนั้นเขาจึงยืนนิ่งเป็ปลาตาย ไม่ดิ้นไม่หนีอีกต่อไป
“ดูเหมือนั้แ่เ้าพิธีปักปิ่นแล้วจะโตเป็ผู้ใหญ่ขึ้น” เถียนซีจ้อง อวิ๋นเซียงด้วยตากลมโตปราศจากความรู้สึกใดๆ
ขณะที่อีกฝ่ายกลับรู้สึกหลงใหลในตัวของเถียนซีมากยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้เถียนซียังเป็เพียงเด็กน้อยที่เอาแต่วิ่งไล่ตามเขาไปทั่ววัง ั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่สายตาของเถียนซีมองเขาได้เปลี่ยนไป เขาไม่ใช่พี่อวิ๋นเซียงของอีกฝ่าย แต่กลับถูกขีดเส้นให้เป็ได้เพียงองค์ชายห้าเท่านั้น
ด้วยนิสัยที่ทั้งพยศและแสนงอน พอรวมกับดวงหน้างดงามกลับทำให้เถียนซีดูทรงเสน่ห์ขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้อวิ๋นเซียงพึงพอใจในตัวของอีกฝ่าย ถึงขั้นอยากได้มา ทั้งเถียนซียังเป็หลานรักของเสด็จพ่อ หากมีอีกฝ่ายข้างกาย ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น
“เสด็จพ่อเรียกน้องเถียนซีเข้าวังทำไมหรือ?” อวิ๋นเซียงถามพลางสังเกตเห็นเส้นผมปอยหนึ่งที่ข้างแก้ม จึงยื่นมือเข้าไปหมายจะเกี่ยวไว้ข้างหูให้ แต่เถียนซีกลับระวังตัวแจ ขยับตัวหนีในวินาทีสุดท้ายก่อนที่อวิ๋นเซียงจะทันแตะถูกด้วยซ้ำ
“อะ... องค์ชาย...” น้ำเสียงหวานนุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆ
เถียนซีหันไปมองก็พบกับใบหน้าคุ้นตาที่ห่างหายไปนาน ทว่าเขากลับจำใบหน้าของนางได้ขึ้นใจ
“ลี่หลินฟาง?” เถียนซีพึมพำเสียงเบา ทว่าอีกฝ่ายพอเห็นหน้าเขาก็ทำท่าใก่อนจะรีบหันหลังวิ่งหนี
“หยุดนะ!” เถียนซีรีบวิ่งตามหลินฟางไปทันที
นางมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? นางกับอนุลี่ถูกโบยและไล่ออกจากแคว้นจิ้นไปนานแล้วนี่ เหตุใดครั้งนี้นางถึงได้เข้าวังหลวงได้? และท่าทางที่เหมือนจะรู้จักกับอวิ๋นเซียงนั่นอีก
เถียนซีวิ่งไล่ตามนางไม่ทัน เพราะในสวนมีลักษณะซับซ้อน ทว่าคนที่ไล่ตามเขาทันกลับเป็อวิ๋นเซียงเสียได้
“น้องเถียนซี!” อวิ๋นเซียงคว้าแขนเขาไว้ได้ในที่สุด
“นางมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” เถียนซีหันไปถามอวิ๋นเซียง
“นาง? หลินฟางหรือ? พี่ได้นางมาจากทางใต้ตอนที่เดินทางไปต่างแคว้น นางเป็นางในรับใช้ห้องข้างของพี่”
เถียนซีได้ฟังก็ประหลาดใจ ไม่ใช่ว่าการเดินทางครั้งนั้นจะทำ ให้อวิ๋นเซียงเจอหลี่เฉียงหรอกหรือ? เหตุใดกลายเป็หลินฟางไปได้? โชคชะตายังเหวี่ยงลี่หลินฟางให้กลับมาเขาเจอเขาอีกครั้งจนได้
“น้องเถียนซีสนใจนางหรือ?” เถียนซีไม่ตอบ แต่ค้อมกายให้อีกฝ่ายแล้วบอกลาทันที หากลี่หลินฟางอยู่ที่นี่ แล้วหลี่เฉียงล่ะอยู่ที่ไหน?
ท่าทางการจากไปอย่างหุนหันของเถียนซีทำให้อวิ๋นเซียงสนใจความเป็มาของนางในรับใช้ข้างห้องคนที่เขามีไว้บำเรอกามยามค่ำคืนคนนั้นขึ้นมาฉับพลัน
คืนนั้นอวิ๋นเซียงเรียกหาหลินฟางให้เข้ามารับใช้บนแท่นบรรทมเหมือนเช่นเคย อวิ๋นเซียงชอบทั้งลีลาเร่าร้อนและน้ำเสียงของนาง มาก
หลังเสร็จกามกิจก็พลิกตัวนอนตะแคงมองแผ่นหลังของนางที่ยังคงมีรอยนูนสีแดงจากการเฆี่ยนตีทั้งแผลเก่าแผลใหม่ก็อดยื่นมือเข้าไปลูบไม่ได้
อวิ๋นเซียงได้นางมาจากเ้าเมืองแถบชายแดนตงโจว นางเป็ทาสที่ถูกไล่ออกมาอยู่ที่ชายแดน แต่เพราะมีรูปร่างและใบหน้าที่งดงามจึงต้องตาเ้าเมือง และเมื่ออวิ๋นเซียงเดินทางไปถึง เ้าเมืองก็มอบให้เขาไว้บำเรอกามยามค่ำ อวิ๋นเซียงชอบรอยถูกเฆี่ยนของนาง มันงดงามมากยามเมื่อยู่บนแผ่นหลังขาวเนียน
ดังนั้นอวิ๋นเซียงจึงมักทรมานนางยามร่วมรักกับนาง ยามที่เขากระแทกกายนางแล้วบีบคอนางไว้ หรือตอนที่ตบนางก่อนจะเอานาง นางจะบีบรัดเขาแน่นจนสุขสมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง อวิ๋นเซียงอยากลองทำแบบนั้นกับเถียนซีสักครั้ง เขาวาดฝันว่าจะได้ฝังกายในร่างของเถียนซี กระแทกกระทั้นจนอีกฝ่ายร้องขอความเมตตาเหมือนอย่างหลินฟาง
“หลินฟาง... ข้าจะตั้งเ้าเป็อิ้งซื่อขั้นรองดีหรือไม่?” อวิ๋นเซียงลูบไล้แผ่นหลังของนางอย่างสนุกมือ หลินฟางหันกลับมาแล้วถามเสียงเบา
“จริงหรือเพคะ?”
“หรือเ้าอยากเป็เพียงนางในรับใช้ตลอดชีวิตเล่า?” หลินฟางรีบพลิกตัวกลับมาแล้วซุกกายเข้าหาอวิ๋นเซียง
“แค่หลินฟางได้หลุดจากการเป็ทาสก็มากเกินพอแล้วเพคะ แค่ได้รับใช้องค์ชายห้าบนแท่นบรรทมทุกคืนก็เป็ความฝันสูงสุดของหม่อมฉันแล้ว” หลินฟางก้มลงซุกหน้าแล้วสะอื้นเสียงเบา
อวิ๋นเซียงเชยคางนางขึ้น ดวงหน้างดงามคลอน้ำตาขึ้นมองอย่างพึงพอใจ เขาก้มลงจูบหญิงงามในอ้อมอก แล้วซุกใบหน้าลงกับต้นคอของนาง กัดต้นคอนางจนทิ้งรอยฟันบางๆ แล้วพลิกตัวขึ้นทาบทับนางอีกครั้ง
หลังทรมานนางแล้วคราวนี้เขาใช้เชือกหนังมามัดมือของนางไว้ด้วยแล้วลงมือข่มเหงนางอย่างรุนแรงอีกครั้ง
หลินฟางกัดฟันรองรับความเ็ปที่เกิดขึ้นทุกอณูร่างกายด้วยความเจ็บแค้น คนที่นางเจ็บแค้นมากที่สุดเป็ถึงเชื้อพระวงศ์ชายที่ขับไล่นางกับแม่เหมือนหมูเหมือนหมา ทำให้นางกับแม่มีวันคืนที่ราวกับตกนรกทั้งเป็
แม่ของนางหลังจากที่ถูกโบยจนแทบเอาชีวิตไม่รอดมีปัญหาเื่สะโพกและขา ทุกวันนางกับแม่ต้องทำงานหนักและใช้ชีวิตเยี่ยงทาส ไม่ช้าแม่ของนางก็ล้มป่วยและตายลงอย่างน่าสมเพช ส่วนนางในวัยแรกสาวถูกทหารชายแดนรุมข่มเหงจนยับเยิน ทั้งยังถูกส่งตัวไปเป็นางบำเรอให้ชายแก่เ้าเมืองทรมานอยู่ทุกค่ำคืน
หลินฟางคิดไต่เต้าด้วยการเป็อนุให้ความสำราญท่านเ้าเมืองได้ไม่นานก็ถูกส่งตัวไปบำเรอชายหนุ่มวิปริตที่ชื่นชอบการทรมานคู่นอน แต่ใครจะรู้ว่าชายผู้นั้นจะเป็ถึงองค์ชายห้าของราชวงศ์โจว นางทำให้เขาพึงพอใจได้ ต่อไปอาจได้มากกว่าตำแหน่งอนุอุ่นเตียงขององค์ชาย จะดีที่สุดหากองค์ชายห้าได้เป็ไท่จื่อ และองค์จักรพรรดิ ถึงเวลานั้นต่อให้ได้เป็เพียงสนมหรือชายารองก็ยังถือว่ายศสูงกว่าเชื้อพระวงศ์ชายอย่างมัน...จิ้นเถียนซี
----------------------------------------------
To Be Con
เอาแล้ว.... อาเถียน โจทย์เก่ากลับมาแล้ว
ไหนจะโดนองค์ชายห้าลวนลาม แถมยังถูกอู่ซูเฟยกลั่นแกล้งอีก
หลัวเด็กก็ไม่อยู่ ยืนหยัดต่อไปนะเถียนซี
นามิ