ณ ห้องเรียนม.5/1
หลังจากที่แนนโน๊ะทิ้งตัวลงนั่งประจำที่บรรยากาศอึดอัดระคนกดดันภายในห้องเรียนค่อยๆคลายตัวลงครูรัชนีญาขยับแว่นตาอีกครั้งก่อนจะเริ่มเปิดหนังสือและบรรยายบทเรียนวิชาสังคมศึกษาต่อไปตามปกติ
เสียงพูดข้อกฎหมายและหลักศีลธรรมของมนุษย์ยังคงดังก้องไปทั่วห้องทว่ามันกลับไม่ได้เข้าหัวของเด็กหนุ่มที่นั่งโต๊ะหลังสุดเลยแม้แต่น้อย
ริวยังคงทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินความนึกคิด แต่เพียงไม่นานนัก...เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นเบาๆมาตามโถงทางเดินด้านนอกเสียงนั้นค่อยๆเข้ามาใกล้ ก่อนจะมาหยุดลงที่หน้าห้องเรียน
ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นสองครั้งเบาๆทำให้ครูรัชนีญาหยุดบรรยายการสอนทันทีเธอละสายตาจากหน้ากระดานแล้วหันไปมองตามต้นตอของเสียง
“เชิญค่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงอนุญาตบานประตูห้องเรียนก็ถูกผลักเปิดออก ปรากฏร่างของธันวา รุ่นพี่ประธานสภานักเรียนในชุดนักเรียนเขาก้าวเข้ามาพร้อมกับหอบเอกสารปึกหนาจากฝ่ายวิชาการไว้ในอ้อมแขน
ใบหน้าหล่อเหลานั้นประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพเฉกเช่นทุกวันทำให้เพื่อนผู้หญิงในห้องต่างพากันหันไปมอง ก่อนที่ธันวาจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มพลางยื่นปึกกระดาษหนาชิ้นนั้นให้ครู
“ขออนุญาตครับพอดีฝ่ายวิชาการฝากเอกสารมาให้คุณครูเซ็นรับทราบครับ”
“อ๋อ... ขอบใจมากจ้าธันวา” ครูรัชนีญารับเอกสารมาถือไว้
ทว่าในวินาทีเดียวกันนั้นเองเสียงสัญญาณเตือนจากโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นสั้นๆหนึ่งครั้ง ครูสาวหยิบมันขึ้นมาเปิดดูข้อความด่วนบนหน้าจอระบุใจความเด่นชัดจากส่วนกลาง
[ขอเชิญคณะครูทุกท่านเข้าร่วมประชุมด่วนที่ห้อง922 ณ เวลานี้ด้วยค่ะ]
เมื่อเห็นดังนั้นครูรัชนีญาจึงลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันไปสั่งการกับเหล่านักเรียนในห้องด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“นักเรียนทุกคนคะ ตอนนี้ครูมีประชุมด่วนต้องออกไปทำธุระข้างนอกสักครู่อยู่ในห้องกันเงียบๆอย่าส่งเสียงดังรบกวนห้องอื่นล่ะ เข้าใจไหมคะ”
“เข้าใจครับ/ค่ะ คุณครู” เสียงของนักเรียนในห้องตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน
เมื่อสั่งความเสร็จครูสาวก็ถือเอกสารปึกใหญ่เดินตัดหน้าธันวาออกจากห้องเรียนมุ่งตรงไปยังอาคารอำนวยการทันทีทิ้งให้ห้องเรียนตกอยู่ในความดูแลของความเงียบอีกครั้งทว่าประธานนักเรียนหนุ่มกลับยังไม่ได้เดินจากไปไหน
ร่างสูงโปร่งขยับไปยืนพิงขอบประตูห้องเรียนอย่างเงียบเชียบนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองตรงผ่านแถวโต๊ะเรียนยาวเข้าไปจนถึงเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่โต๊ะท้ายสุดแถวติดหน้าต่างแต่เขาก็ไม่ได้เรียกชื่อรบกวนเพราะเห็นว่ารุ่นน้องกำลังเหม่อลอยมองออกไปด้านนอกราวกับมีเรื่องให้คิดมากมาย
และเพราะมัวแต่จมอยู่กับพะวงความแค้นเรื่องคดีในอดีตริวจึงไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของประธานนักเรียนจนกระทั่งเพื่อนที่นั่งโต๊ะข้างๆแอบเอื้อมมือมาสะกิดที่แขนเสื้อเบาๆ
“นี่... ริว” เพื่อนโต๊ะข้างกระซิบเบาๆ
ริวสะดุ้งเล็กน้อยจากความคิดแววตาสีเข้มไหววูบก่อนจะรีบหันกลับมามองตามเสียงนั้นแล้วเขาก็ได้สบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของรุ่นพี่ที่ยืนพิงขอบประตูหน้าห้อง
เมื่อธันวาเห็นว่าเด็กหนุ่มรุ่นน้องรู้ตัวและหันมามองเขาแล้วรอยยิ้มละมุนก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของรุ่นพี่หนุ่ม เขาคว่ำมือขวาลงเล็กน้อยก่อนจะกวักมือเข้าหาตัวเบาๆเป็นสัญญาณเรียกให้ริวเดินออกมาหาด้านนอก
ริวพยักหน้ารับ แล้วลุกออกจากเก้าอี้เด็กหนุ่มไม่ได้เดินผ่านกลางห้องไปหารุ่นพี่ แต่เขาเลือกที่จะเดินอ้อมโต๊ะเพื่อนๆไปหารุ่นพี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูท่ามกลางสายตานับร้อยของเพื่อนๆในห้อง
แนนโน๊ะที่นั่งเอามือเท้าคางอยู่ที่โต๊ะประจำปล่อยให้เรือนผมสีดำสนิทคลอเคลียไปกับกรอบหน้าสายตาของเธอยังคงจดจ้องไปยังตัวอักษรในหนังสือเรียนตรงหน้าอย่างเงียบๆ ทว่า… มุมปากกลับประดับด้วยรอยยิ้มจางๆแววตานิ่งสนิทคู่นั้นดูเหมือนจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า เพื่อนร่วมชั้นหนุ่มกับรุ่นพี่ประธานสภานักเรียนคนนี้กำลังจะเดินออกไปทำอะไร
จากที่ริวเดินมาหาธันวาที่ประตูหน้าห้องแล้วทั้งสองก็พากันเดินเลี่ยงออกจากหน้าห้องเรียนมุ่งตรงไปยังมุมสงบตรงโถงทางเดินด้านนอกโดยมีธันวาที่เดินนำอยู่ด้านหน้าไม่ห่างกันนัก
ธันวาเดินนำริวมาหยุดอยู่ตรงราวระเบียงปูนด้านหน้าอาคารเรียนอย่างเงียบเชียบนัยน์ตาคมกริบมองลงไปยังสนามหญ้าและลานกว้างเบื้องล่างเมื่อมองลงมาจากมุมสูงแบบนี้ ผู้คนด้านล่างกลับดูตัวเล็กลงไปถนัดตาบรรยากาศรอบตัวมีเพียงเสียงสายลมเอื่อยๆพัดผ่าน ชวนให้รู้สึกตัดขาดจากความวุ่นวายในห้องเรียนเมื่อครู่
ริวยืนนิ่งอยู่ข้างรุ่นพี่ครู่หนึ่งก่อนจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“พี่เรียกผมออกมา มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”
ธันวาเอียงใบหน้ากลับมามองรุ่นน้องเล็กน้อยนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววจริงจังขึ้น “เรื่องเบาะแสของคนที่สั่งปิดคดีน่ะ...พี่คิดว่าจะพาริวไปสืบต่อ”
ริวนิ่งไปอึดอัดหนึ่งคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างใช้ความคิดก่อนจะตอบกลับด้วยหม่นๆ
“ตอนนี้คงไม่ได้หรอกครับ น่าจะต้องรอหลังเลิกเรียนจะดีกว่านะครับ”
“เพราะเมื่อกี้ครูรัชนีญาก็บอกว่าประชุมดูท่าก็คงไม่นานเดี๋ยวครูก็คงกลับมาสอนต่อครับ...”
คำพูดซื่อๆของรุ่นน้องทำให้ธันวาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆในลำคอด้วยแววตาของประธานหนุ่มมองไปยังรุ่นน้องด้วยความเอ็นดู
“หึๆ... ริวคิดว่าการประชุมด่วนของฝ่ายบริหารที่มีเอกสารหนาปึกขนาดนั้นจะเสร็จง่ายๆน่ะเหรอ”
“เชื่อพี่เถอะ คาบเช้าวันนี้ริวไม่ได้เรียนแล้วล่ะดีไม่ดีอาจจะลากยาวไปทั้งวันเลยด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เหนือความคาดหมายริวก็แอบอมยิ้มออกมาบางเบาที่มุมปากโดยที่ธันวาไม่ทันสังเกตในใจของเด็กหนุ่มโลดเต้นด้วยความดีใจ ทีแรกเขาวางแผนจะใช้รุ่นพี่คนนี้เป็นเพียง โล่คุ้มกันเพื่อเอาตัวรอดจากสภานักเรียนที่เป็นลูกน้องของออร์แกนก็เท่านั้น
ทว่าตอนนี้ธันวากลับทำประโยชน์และป้อนโอกาสให้เขาได้มากกว่าที่คิดไว้ซะอีกอย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มยังคงไม่แสดงอาการใดๆ เขาเพียงเก็บความรู้สึกทุกอย่างไว้ภายใต้ใบหน้าที่ดูซื่อๆพร้อมกับยืนฟังสิ่งที่รุ่นพี่กำลังจะพูดต่อไปเงียบๆ
“แล้วริวล่ะ… ที่บอกว่าได้เบาะแสอะไรตอนนั้น มันมีอะไรเพิ่มเติมอีกไหม”
ริวสบตารุ่นพี่แล้วตอบไปตามความจริงเพื่อไม่ให้เสียเวลา“มันเป็นซองจดหมายกระดาษสีขาวครับข้างในมีเงินสดจำนวนหนึ่งส่งมาให้ผมในทุกๆสิ้นเดือน”
“บนซองไม่ได้ระบุชื่อผู้ส่ง...มีแค่ที่อยู่ของเขา ซึ่งระบุว่าเป็นชื่อของโรงเรียนวชิรจุฬาลักษณ์ครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นธันวาก็จมดิ่งสู่ความเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาคมนิ่งสนิทราวกับกำลังประมวลผลข้อมูลในหัวอย่างหนัก
เขาคนนั้นคงฉลาดพอ ที่จะไม่ลงที่อยู่ของผู้จัดส่งเป็นบ้านของตัวเองสินะ ธันวาคิดในใจก่อนจะหันมาถามรุ่นน้องตรงๆ
“แล้วริวอยากได้ข้อมูลส่วนไหนเพิ่มไหมพี่จะได้ช่วยหา”
ริวตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด“ผมอยากไปดูข้อมูลในห้องทะเบียนสักหน่อยครับ...” แววตากลับหม่นลงเล็กน้อย“แต่ก็คงเข้าไปไม่ได้ง่ายๆหรอกครับ ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่อยู่เฝ้าตลอดเวลา”
ได้ยินคำกังวลของรุ่นน้องธันวาก็คลี่ยิ้มอบอุ่นออกมาอีกครั้ง ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นมาวางลงบนไหล่ของรุ่นน้องตรงหน้าเบาๆราวกับจะให้ความมั่นใจและประกาศตัวว่าเขาพร้อมหนุนหลังเด็กคนนี้เต็มที่
“ริวลืมไปแล้วเหรอว่าพี่บอกอะไรไปเมื่อกี้...การประชุมด่วนครั้งนี้ ผอ. เรียกหัวหน้างานและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานเลยนะ”
คำเฉลยของประธานนักเรียนทำให้ดวงตาของริวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความทึ่งเด็กหนุ่มพยักหน้าตอบรับด้วยแววตาที่ส่องประกายกร้าวขึ้นมาทันทีโอกาสทองที่ฟ้าประทานมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
ริวพยักหน้า “ครับ!”
“งั้นไปกันเถอะ”
จากนั้นทั้งสองคนก็พากันหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังบันไดปูนเพื่อลงไปยังชั้นล่างสองฝีเท้าก้าวเดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินไปยังห้องทะเบียน
ขณะที่พวกเขากำลังก้าวเท้าเดินไปตามโถงทางเดินอันเงียบเชียบสายตาของริวที่เดินตามหลังอยู่ก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของนักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาตามทางเดินจากหัวมุมตึกปลอกแขนผ้าสีแดงสดที่สวมอยู่บนต้นแขนของคนพวกนั้นเด่นจับตามาแต่ไกล...
พวกเขาหนิ!
ริวจำหน้าได้ดี สภานักเรียนพวกนี้คือคนที่วิ่งไล่เขากับจุนโกะในวันนั้นสัญชาตญาณระแวงภัยทำให้เด็กหนุ่มชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย เขารีบก้าวเท้าเบี่ยงตัวเข้าไปเดินต่อหลังของรุ่นพี่ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าทันทีเพื่อใช้ตัวของเขาบังตัวเองไว้ไม่ให้สภานักเรียนพวกนั้นเห็น
แต่ท่าทีหวาดระแวงก็ไม่อาจหลุดพ้นจากสายตาของธันวาได้ราวกับเขาจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่ารุ่นน้องตัวเล็กกำลังคิดและกังวลเรื่องอะไรอยู่ เขาเอื้อมมือหนาไปโอบไหล่ของริวเอาไว้ก่อนจะออกแรงดึงตัวเด็กหนุ่มให้ขยับออกมายืนข้างๆกัน เหมือนจะบอกรุ่นน้องตัวเล็กว่าอยู่กับเขาไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วทั้งสองก็เดินผ่านกลุ่มสภานักเรียนเหล่านั้นไปอย่างเปิดเผย
ทันทีที่พวกเขาเห็นว่าประธานสภานักเรียนเดินมาพร้อมกับเด็กหนุ่มพวกเขารีบหลีกทางให้ทั้งสองเดินผ่านไปแต่โดยดี
ริวไม่แน่ใจว่าสภานักเรียนกลุ่มนั้นจำเขาได้ไหมแต่ความเกร็งจากสถานการณ์เมื่อครู่ ทำให้สมองของริวตื้อไปชั่วขณะจนไม่ทันได้คิดอะไรก่อนที่เขาจะเริ่มดึงสติกลับมา แล้วนึกขึ้นได้ว่ารุ่นพี่ที่อยู่ข้างๆเขาคนนี้คือประธานสภานักเรียนแน่นอนว่าเป็นอำนาจสูงสุดในหมู่สภานักเรียนทั้งหมดแล้ว และเป็นโล่ชั้นดีที่เขาตั้งใจจะใช้ตั้งแต่แรก
เด็กหนุ่มเหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าด้านข้างของรุ่นพี่เห็นเพียงสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแฝงความนิ่งสงบเป็นปกติเฉกเช่นทุกวัน
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรริวจึงค่อยๆยื่นมือไปจับข้อมือของรุ่นพี่แล้วดึงออกจากไหล่ของตัวเองอย่างเบามือที่สุดก่อนจะขยับตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่างที่ควรจะเป็น
ธันวาไม่ได้ว่าอะไรเขาเพียงแค่เหลือบมองตามมือของรุ่นน้องกลับแล้วคลี่ยิ้มบางๆให้ จากนั้นทั้งคู่ก็ออกก้าวเดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินที่ทอดยาวมุ่งตรงไปยังห้องทะเบียนที่เป็นเป้าหมายหลักต่อไป
แต่อีกด้านหนึ่ง บนระเบียงทางเดินชั้นสองของอาคารเรียนที่ทอดยาวอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาแนนโน๊ะที่เดินออกจากห้องเรียนมายืนอยู่ที่ราวระเบียงปูนอยู่นานแล้ว
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นจ้องมองแผ่นหลังของคนทั้งคู่เนิ่นนานโดยไม่ละสายตาไปไหน ดวงตาเรียวใต้กรอบผมหน้าม้าสีดำสนิทมองต่ำลงไปยังเงาร่างของเพื่อนร่วมชั้นหนุ่มที่กำลังเดินเคียงคู่ไปกับรุ่นพี่ประธานสภานักเรียนอย่างเงียบงันไม่ว่าริวจะเจอเข้ากับเหตุการณ์อะไร ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องล่างนั้นไม่อาจเล็ดลอดไปจากนัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นของเธอได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
ทันใดนั้น กึก… กึก… เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็ดังเบาๆมาจากด้านข้าง แนนโน๊ะไม่ได้หันหน้าไปมองก็รู้ได้ว่านั่นคือยูริ
“ทำไมไม่ตามลงไปดูล่ะแนนโน๊ะ”
แนนโน๊ะยกมือขึ้นกอดอก “ก็เคยบอกไปแล้วหนิแนนโน๊ะอยากให้ริวเลือกทางเดินเอง…” เธอเหลือบมองไปยังอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบ“ยูริก็ควรจะรอดูบ้างนะ”
“ไม่อ่ะ มันชัดช้า…”
พูดจบ ยูริก็หมุนตัวเดินออกไปจากตรงนั้นทันทีแต่แนนโน๊ะก็ไม่ได้สนใจอะไร มุมปากของเธอขยับเหยียดยิ้มกว้างขึ้นอย่างนึกสนุกในกระดานของผู้คุมเกมที่แท้จริง...แต่ก็คอยเฝ้ารอดูว่าหมากที่ปล่อยให้เดินเกมเอง จะเดินต่อไปยัง