ชายหนุ่มจึงหันกลับไปนั่งลงข้างโต๊ะตัวหนึ่งในห้องมองดูหลงจู๊ว่างกาน้ำชาที่มีไอควันออกมาจางๆ ลงบนโต๊ะก่อนจะหยิบถ้วยชามารินขึ้นมาถือรออีกฝ่ายนั่งลงตรงข้าม
"ในเมืองนี้มีสำนักใหญ่สองสำนักหากเ้า้าชื่อเสียงและเงินทองสมควรไปสมัครที่สำนักหานจง ที่นั่นจะแบ่งเงินให้ศิษย์ในสำนักตามฝีมือและการทำภารกิจ”
“ภารกิจคืออะไร”
หลงจู๊มองชายหนุ่มน่าจะไม่รู้อะไรก่อนจะมาสมัครสินะ
“ภารกิจที่ทำคือการจับสัตว์ล่าสัตว์เมื่อนำมันกลับมาจากป่าเ้าอสูรก็จะมีค่าตอบแทนให้ตามความยากง่ายของสัตว์อสูรที่นำกลับมาส่วนใหญ่ผู้คนที่มาเมืองนี้มักมีเป้าหมายไปที่นั่นสำนักที่ตั้งอยู่ในเมืองท่ามกลางความสะดวกสบายไม่ต้องเกรงกลัวใครหากเป็ศิษย์ของสำนักนี้
“ดูเหมือนจะเป็สำนักที่ร่ำรวย”
“ดูเ้าจะไม่สนใจ หากมีเป้าหมายที่แตกต่างออกไปก็สมควรไปที่สำนักฉู่อวี้ ตั้งอยู่บนหุบเขาสูง ค่อนข้างปลีกวิเวก เ้าสำนักไม่ได้สนใจเงินทองเป็สำนักใหญ่ที่เชี่ยวชาญการล่าและการฝึกสัตว์อสูร”
ฟ่านหงอี้ฟังดูด้วยความสนใจหลงจู๊เห็นเขาไม่ถามก็เล่าต่อ
“ว่ากันว่าเ้าสำนักเคยจับสัตว์อสูรกึ่งเทพหรือแม้แต่สัตว์เทพได้ด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็เื่ที่เขาเล่าๆกันมา ข้าเองก็ไม่เคยเห็น”
ประโยคนี้กระตุ้นความสนใจให้กับอีกฝ่ายได้เขาจึงขยายความอย่างอารมณ์ดี
“สำนักฉู่อวี้แบ่งเป็สามหุบเขา หนึ่ง หยาซานศิษย์ใหม่ระดับล่างและพวกที่ไม่ผ่านการเลื่อนชั้น มีคนอยู่มากที่สุด สองหุบเขาซื่อเหยาซานระดับสองเป็เขตของศิษย์นอกที่แบ่งแยกชัดเจนมีทรัพยากรฝึกมากขึ้นมีโอกาสได้เห็นตัวจริงของสัตว์อสูร สามเฟิ่งซานเป็ที่พักของศิษย์ในที่เป็ศิษย์เอก พวกนี้ฝีมือสูงส่งนี่เป็เื่ที่ข้ารู้มา"
“ขอบคุณท่านมากเื่เหล่านี้ช่วยข้าได้มากที่เดียวท่านคงเป็ศิษย์ของสำนักฉู่อวี้ถูกต้องหรือไม่เพราะข้ารู้สึกว่าท่านไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไปทั้งยังทราบเื่ของสำนักฉู่อวี้ค่อนข้างละเอียด”
“เ้าคิดมากไปแล้วข้าเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา ข้าไม่รบกวนเวลาของเ้าแล้ว”
วันนี้ฟ่านหงอี้ไม่พาหงไท่ออกไปด้วยเลือกที่จะเดินออกไปเพียงลำพังเขาตระเวนเดินดูสำนักต่างๆที่ออกมาตั้งโต๊ะรับสมัครคนเข้าสำนักจุดที่มีคนมากจนต้องต่อแถวยาวมีเพียงสำนักสำนักหานจง
ลูกศิษย์ที่มายืนรับสมัครแต่งกายด้วยชุดที่ดูดีและเนื้อผ้าดูหรูหราหน้าตาก็ดูหยิ่งในความเป็ศิษย์เป็อย่างมาก แทบจะไม่เหลือบแลคนของสำนักอื่นๆ
เขามองหาที่ตั้งโต๊ะของสำนักฉู่อวี้เมื่อมองเห็นก็หยุดสังเกตดูไม่ได้เดินเข้าไปทันที คนของสำนักนี้แต่กายเรียบง่ายท่าทางดูสุภาพแต่จำนวนคนที่ไปสมัครดูน้อยกว่าเป็อย่างมาก
“พี่ชายท่านสนใจสมัครสำนักใดหรือ”
“ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ”
“ข้าว่าสำนักสำนักหานจงดีกว่าดูสิบรรดาศิษย์เ่าั้แต่งกายสง่างามทั้งยังมีชื่อเสียงมากหากท่านยังตัดสนใจไม่ได้ข้าไปต่อแถวก่อนนะ”
ชายหนุ่มด้านข้างที่ยืนอยู่ด้วยกันชวนคุยขึ้นมาอย่างอัทธยาศัยดีก่อนจะโบกมือให้เขาพลางเดินไปต่อแถวที่ยาวเหยียด
ปิงเหยาเหยาสาวงามชื่อเสียงเลืองลือในเมืองจงหลางเพราะอายุเพียงสิบสี่ก็สามารถเข้าเป็ศิษย์ของสำนักหานจงฝึกฝนเพียงไม่นานก็แซงหน้าศิษย์พี่ศิษย์ร่วมชั้นปีขึ้นไปจนได้รับเลือกเป็ศิษย์ผู้สืบทอดที่สำคัญเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของเ้าเมืองจงหลาง มารดาจากไปั้แ่ยังเล็กเ้าเมืองปิงลู่ก็ไม่ได้หาภรรยาใหม่ตั้งอกตั้งใจเลี้ยงดูบุตรสาวตามลำพังเป็เด็กสาวที่ได้รับการเอาอกเอาใจนจากบรรดาศิษย์ชายในสำนักจนแทบไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น
นางได้พักผ่อนสามวันไม่ต้องเข้าสำนักจึงมาทานอาหารในโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งขณะที่กำลังจะกลับได้พบชายหนุ่มที่นางมองเห็นแล้วถูกใจแต่อีกฝ่ายแสดงท่าทีไม่สนใจนาง
“พี่ชายท่านสนใจสมัครเข้าสำนักหานจงหรือไม่ ข้าช่วยท่านได้นะ”
“ขอบคุณแม่นาง แต่ข้าไม่้า”
“ข้าชื่อปิงเหยาเหยาท่านชื่ออะไร”
“ขอโทษด้วยแม่นางปิงพวกเราไม่รู้จักกันมาก่อนข้าไม่จำเป็ต้องบอกชื่อแซ่กับท่าน”
ปิงเหยาเหยารู้สึกเสียหน้าปกตินางไม่ต้องเดินเข้ามาทักทายเขาก็ได้แต่นางยอมที่จะเดินเข้ามาหาในเมืองนี้ชายหนุ่มทุกคนสมควรต้องสนใจและตามใจนางแต่ชายหนุ่มคนนี้กลับไม่ให้ความสนใจนางอับอายยิ่งนัก
“ตามใจการสมัครเข้าสำนักขนาดใหญ่ไม่ใช่ใครก็จะผ่านการทดสอบเข้าไปได้”
“ขอบคุณแม่นางปิงที่เตือน”
“หึ”
นางเดินไปอย่างขุ่นเคือง
ชายหนุ่มก้าวเท้าไปจนหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะของสำนักฉู่อวี้เขาตัดสินใจได้แล้ว
“ข้าสนใจสมัครเข้าสำนักขอรับ”
ที่อยู่เผ่าพันธ์ั ยอดหุบเขาัเหนือเมฆา
มียอดสูงเหนือเมฆมองออกไปมีเมฆขาวต่างพื้นดินเป็ถิ่นอาศัยของเผ่าพันธ์ั หนิงหลงที่มีอายุมากนับแสนปีจัดได้เป็ชั้นบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์สถานที่พักอาศัยโดดเดียวห่างไกลจากัรุ่นหลังอำนาจบารมีในยอดหุบเขานี้ ไม่มีัตนใดรุกล้ำเข้าไปในเขตแดน วันนี้ออกมานอนตากแดดพันกายอยู่รอบยอดเขาที่พำนักศรีษะเกยก่ายไปบนร่างกายหันศรีษะมองไปไกล
“ท่านเลือกจากมาเพื่อปกป้องเผ่าพันธ์เหตุใดจึงดูหดหู่เช่นนี้เล่า”
“เสี่ยวเฟิ่งเ้ายังมีโทษอยู่นะอย่าได้กวนใจข้า”
“จิ๊จิ๊ข้าไปกวนใจท่านเมื่อใด แค่ชวนคุยเท่านั้นเอง”
“ยามนั้นเป็เ้าที่หาวิธีปลุกข้าขึ้นมาจนส่งเด็กนั่นลงไป”
“ข้าก็แค่ลองดูเท่านั้นไม่คิดว่าเ้าเด็กนั่นจะฝ่ามนตร์อาคมของท่านเข้าไปได้ดูสิขนาดข้าาาวิหคยังไม่สามารถผ่านเข้าไปได้เลย ว่าแต่เ้าเบื่อที่นี่หรือ”
“ข้าเบื่อั้แ่ข้ากลับมาพำนักที่นี่ยังไม่พบศัตรูสักตน”
“เ้าก็ออกไปเที่ยวเล่นได้นี่ทิ้งอาคมไว้หากมีสิ่งใดก็กลับมาด้วยฤทธิ์ของเ้าแค่อึดใจเดียวก็กลับมาได้แล้ว”
“……” หายวับไปทันที
ฟ่านหงอี้กำลังถูกรุมทำร้ายจากกลุ่มคนเจ็ดแปดคนก่อนที่เขาจะลงมือกรอกใบสมัคร คนเหล่านี้เดินมาขวางทางลากเขาออกมาลงมือทุบตีทำร้ายทันทีทำให้ได้รับาแไปหลายแห่งร่างกายเต็มไปด้วยเืจนทรุดลงไปก้มหน้าแนบกับพื้น เขาถูกทำร้ายแบบไม่ตั้งตัวยังงงว่าเหตุใดอีกฝ่ายไม่ถามไถ่มาถึงก็ลงมือทันทีเขามาถึงเพียงวันเดียวไม่มีคนรู้จักไม่มีคู่อริเสียหน่อย
ฝ่ายตรงข้ามมองดูก็รู้ว่าไม่ใช่ชาวบ้านหรืออันธพาลทั่วไป ทุกคนต่างมีพลังฝีมือและอาวุธวิเศษก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไรฉับพลันภาพทุกอย่างก็หยุดการเคลื่อนไหวมีเพียงเสียงรองเท้าที่เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนหยุดลงข้างศรีษะเขา ก่อนที่จะได้เงยหน้าขึ้นมอง ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยและแสนคิดถึง
“ข้าสอนให้เ้าทนให้ผู้อื่นรังแกหรือหือ ที่ข้าสอนไว้เ้าทำมันหล่นหายไปไหนหมด”
“ข้า ข้ายัง”
“ยังอะไร รีบๆจัดการซะอย่าทำตัวกระจอกแบบนี้”
ภาพทุกกลับมาเหมือนเดิมรองเท้าคู่นั้นก็หายไป แต่เขามั่นใจว่าเป็เสียงของนางแน่นอนก่อนที่คนทั้งกลุ่มจะลงมือซ้ำ เขาใช้มือยันพื้นดีดตัวเองขึ้นมา
“มันยังลุกไหวจัดการมัน”
“เ้าทุบตีข้างั้นก็รับคืนกลับไปบ้างแล้วกัน”
คนที่ทุบตีออกหมัดออกศอกใช้มือใช้เท้าประเคนบนร่างเขาหากเขาไม่เอาคืนเสียหน่อยก็จะรู้สึกเสียเปรียบจึงได้ค่อยๆตอบแทนให้อย่างเท่าเทียมกันได้ทั้งหมัดทั้งศอกตามร่างกาย ชายหนุ่มร่างใหญ่แปดคนลงไปนอนกับพื้นร้องโอดโอยนี่เป็การเสียหน้าอย่างยิ่งพวกมันพยายามลุกขึ้นหันไปประคองคนด้านข้าง หนึ่งในนั้นยังยกมือชี้หน้าเขา
“เ้า ระวังตัวไว้เถอะ”
คนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ั้แ่ต้นแต่ไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาช่วยด้วยกลัวจะมีปัญหากับคนกลุ่มนี้ได้แต่ร้อง“ดี” ด้วยความสะใจก่อนจะเงียบเสียงไปเสมือนไม่เคยมีส่วนร่วมะโออกมา
“เกิดอะไรขึ้นทำไมคนเ่าั้ถึงลงไปนอนร้องได้”
“เ้าต้องไม่เชื่อแน่ชายหนุ่มคนนั้นเป็คนจัดการคนเหล่านี้เ้าดูเขาสิเต็มไปด้วยฝุ่นและเืเขาถูกรังแกคนมากรังแกคนน้อย กลับกลายเป็ถูกทุบตีเสียเองสมน้ำหน้าคนพวกนี้”
คนที่เดินมาที่หลังหรือไม่ได้สนใจเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ย่อมไม่รู้เื่ไม่ได้เห็นภาพการลงมือย่อมต้องรู้สึกประหลาดใจมากคนหลายคนสู้คนๆเดียวไม่ได้
“ทำได้ไม่เลวแบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”
เสียงเบาๆที่มาตามลมแต่เขาได้ยินชัดเจนยิ่งทำให้แน่ใจว่าไม่ได้หูแว่วไปแน่นอน ฟ่านหงอี้พยายามที่จะใช้จิตติดต่อกับั(จอมทะนงตนที่แสนจะหลงตัวเอง)
ท่านอยู่ที่ใดข้าอยากเจอท่าน
เ้าทำได้ไม่ดีนักในครานี้หากเ้าทำได้ดีกว่านี้ค่อยว่ากัน อย่าลืมข้าเฝ้าดูเ้าอยู่
“น้องชายเมื่อครู่เ้า้าสมัครเข้าสำนักเราใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับ”
“มากรอกรายละเอียดที่โต๊ะเถอะดูแล้วเ้าก็มีฝีมือพอตัวหากผ่านการคัดเลือกเข้าสำนัก ไม่แน่อาจได้รับเลือกเป็ศิษย์ในหรือศิษย์เอกของเ้าหุบเขาก็ได้มาสิ”
ศิษย์ที่ทำหน้าที่รับสมัครศิษย์ใหม่แต่เดิมก็เริ่มเบื่อหน่ายงานนี้แต่ละปีศิษย์ก็รับได้น้อยลงทุกปีดูอย่างปีนี้นั่งอยู่สิบกว่าวันมีคนมาสมัครไม่กี่สิบคนไม่รู้คัดแล้วจะเหลือสักกี่คน
แต่เมื่อครู่เพราะการต่อสู้ของฟ่านหงอี้ทำให้ดึงดูดความสนใจพวกเขาหากรับศิษย์ที่มีฝีมือย่อมเป็เื่ที่ดีกับสำนักนี่เป็โอกาสได้คนเก่งย่อมต้องรีบชักชวนไว้ก่อน
“เดี๋ยวมาสมัครสำนักหานจงของพวกข้าดีกว่า เ้าดูพวกเรามีสง่าราศีดีกว่ามีเงินมีทองใช้ทั้งเป็ที่นับหน้าถือตากว่าสำนักอื่น ที่นับวันจะเล็กลงความรุ่งเรืองถดถอยลงทุกวัน”
“นั่นสิมาทางนี้กับพวกข้าดีกว่า”
มีชายสองคนแต่งตัวโดดเด่นมองดูผ้าเนื้อดีราคาแพงกว่าคนที่ยืนอยู่สัญลักษณ์บนเครื่องแต่งกายก็บ่งชี้ได้ว่าเป็คนสำนักหานจงแน่นอนกลุ่มคนที่ยืนอยู่มองเห็นก็พากันหลีกทางให้ทั้งสองเดินเข้ามาใกล้
“ข้าสองคนคือศิษย์สำนักหานจงทางที่ดีเ้าควรเปลี่ยนใจมาเลือกสมัครกับสำนักหานจงของเราดีกว่า”