ยอดเชฟกระทะเหล็กผจญภัยต่างโลก The Crescent Moon Cafe

    บทที่ 12 เปิดร้าน!

    อลันเดินกลับมาอย่างใจลอย ใน'สมอง'บรรจุภาพของมารีเอลเอาไว้เต็ม เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก แต่ที่เหนือกว่านั้น 'รอยยิ้ม'คู่นั้นเอาร้อยคะแนนไปเลย!เดินมาถึงบ้านราวๆ เลยบ่ายสองไปเล็กน้อย พอเห็นภาพตรงหน้าก็ต้องชะงัก'สภาพ'บ้านโทรมๆ เปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้ กำแพงและพื้นไม้ที่ผุพังถูกซ่อมแซม โคมไฟถูกเปลี่ยนใหม่ โต๊ะอาหารเก้าอี้เพิ่มเติมเข้ามาอีกหลายชุด เพิ่มเติมด้วย'โต้ะยาว'และ 'เคาน์เตอร์บาร์เหล้า' และยังมี'ถังเหล้าไม้'ขนาดใหญ่อีก 2 ถังวางอยู่ด้านหลังอีกด้วย ถึงแม้จะเรียกว่า'ร้านหรู'ไม่ได้แต่ก็เป็นบรรยากาศ ร้านอาหารอัน'อบอุ่น'เหมือนกับภาพในหัวของอลันไม่ผิดเลย(นี่มันเกิดอะไรขึ้น!)"ป๊ะป๋า~ กลับมาแล้ว! บ้านของเราสวยขึ้นมากเลย! ลุงเคราขาวเขาทำให้ล่ะ" เอลิน่าส่งเสียงร่าเริงตามหลังกลออินเดินเข้ามาอลันรู้สึกทึ่งกับภาพที่เห็น 'ร้าน' ในตอนนี้ นี่นับว่า'พร้อม'ที่จะเปิดอย่างแท้จริง ไม่คิดฝันมาก่อนว่ากลออินจะมาทำให้ถึงขนาดนี้ และในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ถ้า'ปาฏิหาริย์'มีจริงก็ไม่มากไปกว่านี้อย่างแน่นอน เหลือเพียง'วัตถุดิบ'ที่จะส่งมาจากกิลด์เท่านั้นก็จะพร้อมเปิดร้านได้('คนแคระ'น่าทึ่งชะมัด!)"โอ้! ท่านอลัน ข้านำ'เอล'สองถังมาให้ตามสัญญา พอดีว่าท่านยังไม่กลับข้าจึงถือวิสาสะซ่อมนั่นนิดนี่หน่อยน่ะ แล้วก็อย่าลืมเจ้านี่ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับร้านค้าก็คือ ป้ายร้านยังไงล่ะ" กลออินเดินเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะ พลางยื่นป้ายไม้รูปร่างกลมที่มีขอบเหล็กสีดำเป็นขอบ"ขอบคุณ กลออิน คุณมีน้ำใจมากครับ" อลันพูดอย่างตื้นตัน ทีแรกเขาคิดว่าจะต้องกลับมา'ซ่อมบ้าน'ให้แค่พอสามารถเปิดร้านได้ไปก่อน ไม่นึกว่าคนแคระกลออินจะมีน้ำใจมาทำให้ รู้สึกมุมมองที่มีต่อคนแคระเปลี่ยนไปในทันที"กลออิน คุณรอสักครู่นะ ผมจะรีบไปทำอาหารให้เดี๋ยวนี้ล่ะ" เขาพูดจบก็รีบเดินเข้าครัวไปทำอาหารในทันทีคนแคระกลออิน คิดถึง'ซูเฟล่'ที่รสชาติสุดจะบรรยายนั้นแล้วน้ำลายจะไหล ท้องที่ร้องอยู่แล้วยิ่งส่งเสียงคร่ำครวญดังขึ้นอีก"ฮาๆ ข้าหิวจนกินม้าได้ทั้งตัวแล้วล่ะ""เอลิน่าก็หิวแล้วค่ะ" เอลิน่าเห็นอลันจะทำอาหารก็ทำตาโตขอกินด้วยทันทีอลันจัดการ'จุดไฟ' และเตรียมวัตถุดิบต่างๆ คิดว่าจะทำเผื่อเป็นอาหารเที่ยงให้เอลิน่าด้วยจึงทำออกมาเป็นสามที่เลย แต่คราวนี้เขาใช้ไข่เพิ่มขึ้นเป็น'ที่ละ 4 ฟอง' เขาอยากจะทำแบบ 'ซูเฟล่ออมเลตต์' ที่เน้นไข่ทำเป็นเหมือนพัฟชิ้นใหญ่ ตั้งกระทะแล้วทาเนย เอาเบคอนกับมะเขือเทศลงไปผัดจนหอมทำเป็นไส้เพิ่มเป็นพิเศษเพื่อเป็นการขอบคุณกลออินที่ช่วยซ่อมบ้านให้ทำซูเฟล่ไข่ชิ้นใหญ่ทอดด้วยเนยประมาณ 3-4 นาที ก็พับครึ่งทำเป็นรูปครึ่งวงกลมเสร็จแล้วก็เอาไส้ที่ผัดเตรียมไว้โรยไว้ระหว่างกลาง ตกแต่งจานด้วยมะเขือเทศหั่นเต๋าและโรยต้นหอมซอยไว้ด้านบนอย่างสวยงาม 'ซูเฟล่เบคอนกับมะเขือเทศ' ก็เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟกลิ่นหอมของเบคอนอันยากจะต้านทานลอยฟุ้งไปทั่วร้าน ทำเอาพยาธิในท้องของกลออินส่งเสียงคร่ำครวญดังลั่นไปหมด เขาแปลกใจที่กลิ่นหอมของซูเฟล่ต่างไปจากเดิมจากกลิ่นหอมหวานของคาราเมล กลายเป็นกลิ่นหอมเข้มข้น และหน้าตาก็ดูแตกต่างราวกับไม่ใช่อาหารชนิดเดียวกันถามขึ้นว่า"ท่านอลัน นี่มันต่างจากเดิมนี่นา มันใช่อาหารเดียวกับที่ข้ากินเมื่อวานหรือเปล่า? "อาหารที่เรียกว่า'ซูเฟล่่'นั้นอันที่จริงเป็นของหวานประเภทเค้กยอดนิยมจากฝรั่งเศส แต่ก็สามารถทำแบบ'ของคาว' ได้ด้วย ในสมัยก่อนถ้าหาก 'ซูเฟล่่' ต้องขึ้นโต๊ะเสวยของกษัตริย์ ก็จะถูกอบอยู่ใน'เครื่องดินเผา'ลายครามสุดหรู ซึ่งปัจจุบันร้านอาหาร 'Fine Dining' ชื่อดังหลายๆ ร้านก็จะพิถีพิถันกับการเลือกภาชนะด้วยเช่นกัน เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสถึงรสชาติและบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบอลันอยากจะอธิบายความลึกล้ำของโลกแห่งการทำอาหารให้กลออินได้รับรู้จริงๆ"ซูเฟล่น่ะมีหลากหลายสูตรดุจดาวบนท้องฟ้าเลยล่ะครับ สามารถทำแบบหวานหรือคาวก็ได้ได้เช่นกัน พอดีว่าข้าได้เบคอนที่อร่อยมากๆ มา จึงทำจานนี้เป็นพิเศษเพื่อขอบคุณที่ท่่านช่วยซ่อมร้านให้พวกเรา" อลันอธิบายกลออินได้ฟังก็รู้สึกทึ่ง ที่ผ่านมาเขากินอาหาร ไม่เคยได้ยินว่าอาหารชนิดเดียวกัน จะทำออกมาได้หลากหลายขนาดนั้น"อ๊ะอ๋า อาอ่อยอุดๆ เอย! "ระหว่างที่กำลังอึ้ง เอลิน่าตัวน้อยก็จัดการกับ'ซูเฟล่ออมเลตต์ไปเกือบครึ่งจานแล้วด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่า'อร่อยสุดๆ ' จนเขาต้องกลืนน้ำลายเอื๊อก รีบตักอาหารเข้าปากอย่างอดใจไม่อยู่รสชาติที่ได้รับบอกได้คำเดียวว่า 'อร่อย! ' เบคอนกลิ่นหอมเข้มข้นกับมะเขือเทศที่ผัดด้วยกันนั้นส่งเสริมกันและกัน ผสมกับรสไข่และเนยทำให้จานนี้ให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์แบบ เป็นความ' อร่อย'ที่ เหมือนกับว่า สิ่งที่เรียกว่า'อาหาร'มันควรจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก สิ่งที่เขาเคยกินมาทั้งหมดในชีวิตสองร้อยกว่าปีมันไม่มีค่าควรที่จะเรียกว่า'อาหาร'เลย น่าจะเรียกว่า'สิ่งยังชีพ' เสียมากกว่า ความรู้สึกแบบนี้ทำให้กลออินนึกกลัวขึ้นมา กลัวว่าต่อไปตนเองจะกลับไปกิน'สิ่งยังชีพ' แบบนั้นได้อีกหรือ? คิดแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่(นี่มันดีหรือร้ายกันนะ?)หลังจากกินเสร็จเรี่ยวแรงที่กลออินสูญเสียไปจากการทำงานตลอดครึ่งเช้ากลับคืนมาจนหมด และยังมีผลอย่างอื่นอีกด้วย!(หืม?! นี่มัน เวทมนตร์เสริมความคล่องแคล่ว!? มีผลของเวทมนตร์สองอย่างเลยหรือนี่!? นี่มันยิ่งกว่าที่คิดไว้ ไม่สินี่มันสุดยอด!)การได้รับเวทเสริมความคล่องแคล่วทำให้เขาทำงานได้เร็วขึ้นอีก 2 เท่า งานในวันนี้ที่เหลือเขาคงจะทำเสร็จภายในไม่กี่นาทีเท่านั้น นึกถึงกิจกรรมยามว่างที่จะได้ทำร่วมกับเมียสุดที่รักในเวลาที่เหลือ ก็เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัว"ปู่เคราขาวทำหน้าประหลาดอีกแล้ว"เอลิน่าเห็นเขาทำหน้าตาเหมือนคนโรคจิต รู้สึกขนลุกซู่จนต้องถอยห่างไปหลายก้าว"เอ่อะ เอ่อ อะแฮ่ม! ท่านอลัน ข้าชอบแบบนี้มากกว่าแบบเดิมเสียอีก ถ้าข้าจะขอให้ทำแบบนี้ทุกวันได้หรือไม่""เอ๋!? ถ้าหากว่าข้า... หาเบคอนแวร์พิกได้ทุกวันละก็นะ"อลันเองก็ไม่รู้ว่าตลาดเช้าจะมีเบคอนให้ซื้อทุกวันหรือเปล่า ที่เขาซื้อมาในวันนี้ก็เป็นก้อนเดียวที่วางอยู่บนแผงของโอลุมบา"แวร์พิกหรือ? แค่มอนสเตอร์ระดับ D เท่านั้นเอง ท่านไปส่งภารกิจที่กิลด์นักผจญภัยไว้ก็พอแล้ว จริงสิ ข้าจะไปลงภารกิจเอาไว้ให้เอง"กิลด์นักผจญภัย? นั่นสินะได้ยินจากมาริเอลว่าหากต้องการวัตถุดิบพิเศษให้ไปที่กิลด์นักผจญภัยโดยตรงเลย สงสัยว่าจะต้องลองไปดูสักครั้ง"ขอบคุณท่านอีกครั้ง " อลันรู้สึกซาบซึ้งใจ ในสิ่งที่กลออินทำให้เขา"ฮาๆ ตอนนี้ข้าขอตัวกลับก่อนก็แล้วกัน" กลออินโบกมือว่่าไม่เป็นไรแล้วขอตัวกลับ ผลของเวทอกิลิตี้นั้นคงอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้นเขาอยากรีบไปเคลียร์งานทั้งหมดในระหว่างที่ผลยังไม่หมดฤทธิ์ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น"ส่งของร้านเครสเซนต์มูนคร้าบ..."เด็กหนุ่มในชุดฮูดสีน้ำตาลคนหนึ่งขับรถม้าคันใหญ่มาจอดที่หน้าร้าน สิ่งที่ลากรถม้ามานั้นไม่ใช่ม้าแต่กลับเป็น'โคโด' ที่หน้าตาเหมือนแรดแต่มีนอที่เหมือนปะการังอันใหญ่ๆ สองแฉกอยู่ตรงจมูก เป็นมอนสเตอร์แสนเชื่องสารพัดประโยชน์ที่ชาวเมืองนิยมเลี้ยง ทั้งขนของ ลากรถ ที่สำคัญนมของมันยังอร่อยอีกด้วย! อลันคาดว่าน่าจะเป็นวัตถุดิบจากกิลด์มาส่งจึงเดินออกไปรับ"เซ็นต์รับด้วยครับ" เขาพูดพลางยื่นรายการสินค้ามาให้เขาวัตถุดิบที่เขาสั่งมาส่วนใหญ่เป็นของพื้นฐานและเครื่องปรุงที่จำเป็น สำหรับใช้ทำซูเฟล่ เพียงแค่นี้ก็ทำให้เขาหมดไปเกือบ 6 เหรียญทองเลยทีเดียวแค่เพียงเกลือ 1 กิโลกรัมก็ 2 เหรียญทองแล้ว ซึ่งการที่เกลือมีราคาแพงขนาดนี้ ก็มีสาเหตุมาจากเผ่าออร์คครอบครองเหมืองเกลือที่เคยเป็นของมนุษย์เอาไว้นั่นเอง ถึงแม้จะมีการเจรจาการค้าเกิดขึ้นแต่ว่าการคุยกับออร์คนั้นไม่เคยง่ายเลย กิลด์พ่อค้าเคยเจรจาต่อรองมาหลายรอบก็ไม่เป็นผล ราวกับว่าพวกมันกำลังยั่วยุให้เกิดสงครามอีกครั้งให้ได้หนุ่มในฮูดสีเทาพอได้รับลายเซ็นของเขาก็จากไปอย่างรวดเร็ว กระโจนขึ้นโคโดตะกุยพื้นจนฝุ่นตลบ อลันมองภาพตรงหน้าอย่างคุ้นเคย(รีบร้อนเหมือนพนักงานส่งของในโลกเดิมเลยแฮะ!)อลันพลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้สอบถามกลออินว่า"ท่านพอจะทำเหล็กให้เป็นเส้นยาวๆ สัก 6 เส้นได้หรือไม่ แล้วเอามางอเข้าหากันแบบนี้" เขาพูดพลางทำท่าทางประกอบ"ไม่มีปัญหาว่าแต่ เจ้าของหน้าตาประหลาดนี้ท่านจะเอาไว้ทำอะไรหรือ? ""แน่นอน ก็เอาไว้ทำอาหารให้ท่านกินน่ะสิ... "อลันเดินไปส่งกลออินที่หน้าประตูร้าน โดยไม่สนใจสีหน้าสงสัยสุดๆ ของเขา หลังจากนั้นเขาก็มาวาดรูปบนผนังด้วยถ่านฟืน เพื่อเพิ่มการตกแต่งให้ร้านดูมีมิติขึ้น จัดตกแต่งทางเข้าร้านด้วยโคมเทียนอีกเล็กน้อยแล้วก็เอาป้ายร้านที่เขียนไว้แล้วขึ้นไปแขวน ยืนดูหน้าร้านของตัวเองอย่างรู้สึกพอใจ พอนึกถึงว่าไหนๆ ร้าน 'เครสเซนต์มูน' ก็พร้อมที่จะเปิดแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะเปิดร้านในเย็นนี้เลย ตอนนี้ใจของเขาก็สั่นระรัวด้วยความตื่นเต้นราวกับเพิ่งเคยเปิดร้านเป็นครั้งแรก 



    error loadedCrescent Moon Inn