ตอน 10 แต่งงานกันเถอะ
"อาชวี่ อาชวี่ ไม่ต้องกลัว ถึงบ้านเราแล้ว" เอ้อหลันกอดปลอบเขาเบาๆ อ้อมกอดของนางลดความหวาดกลัวของชายหนุ่มคนนี้ลงไปได้ไม่น้อย
"เอ้อหลัน... ดีจริงๆที่ข้าลืมตาขึ้นมาก็ยังพบเ้า อย่าทิ้งข้าไปไหนนะ" อาชวี่โผกอดนางทันที
"อาชวี่... ข้าจะอยู่กับเ้าตลอดไป... ต่อจากนี้จะไม่มีใครกล้าทำให้อาชวี่ของข้าได้อีก หากไม่เชื่อแล้วล่ะก็ตามข้ามา" เอ้อหลันยิ้มรับทุกปัญหา นางจูงมืออาชวี่เข้าหาแม่บุญธรรมถังเยียน พร้อมคุกเข่าลงต่อหน้า
"ท่านแม่ ข้าตัดสินใจได้แล้ว ข้ากับอาชวี่รักใคร่ใจตรงกัน ข้าอยากอยู่กับเขา ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปชั่วชีวิต ท่านแม่ยินยอมจะเป็พยานรัก และเป็แขกที่มาร่วมยินดีให้งานแต่งของเราได้หรือไม่" เอ้อหลันเอ่ยปากขอแต่งกับชายหนุ่มด้วยความกล้าหาญ
"เอ้อหลันลูกข้า เื่มงคลขนาดนี้ จะมีแค่ข้าผู้เดียวได้อย่างไร แม่จะบากหน้ากลับไปที่หมู่บ้านอู่กู๋ เรียนเชิญเหล่าพี่น้องและชาวบ้านที่มีใจร่วมยินดี ให้มาในงานมงคลของพวกเ้าทั้งสอง "
"อาชวี่...ขยับมาใกล้ข้าหน่อยสิ" แม่บุญธรรมถังเยียนเรียกอาชวี่ด้วยท่าทีแสนเอ็นดูเขาเหมือนลูกคนหนึ่ง
"อาชวี่... แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ในสายตาข้า เ้าก็เหมือนลูกคนหนึ่งของข้า คราวนี้คงต้องหวังพึ่งเ้าให้ดูแลเอ้อหลันน้อยของข้า แบ่งเบาความหนักหนาร่วมด้วยกับนางไปชั่วชีวิต"
"ขอบคุณที่เมตตาข้า... ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแม้แต่น้อย" อาชวี่โค้งลงคำนับแม่บุญธรรมถังเยียนหน้าผากจรดััพื้นไม้
*****************************
3 วันผ่านไป เร็วเหลือเกิน
ทุกอย่างเตรียมพร้อมสำหรับจัดงานแต่งแล้ว สองหนุ่มสาวร่วมด้วยช่วยกันในการจัดการงานเล็กๆนี้ขึ้น โดยมีชาวบ้านกว่า 10 คน มาร่วมยินดีเป็สักขีพยาน
เพื่อให้สมจริงมากขึ้น พวกเขาจัดให้กระท่อมใหญ่กลางป่าเป็ดั่งวิมานแดง เรือนหอของบ่าวสาวมือใหม่
ระหว่างนี้ หลีเอ้อหลันต้องรอเ้าบ่าวมารับตัวที่หน้าหมู่บ้าน โดยขบวนเ้าบ่าวจะถูกแห่แหนจากหน้าตลาดริมป่า เข้าสู่พงไพรเขียว และจึงตรงเข้าเขตหมู่บ้านอู่กู๋
อาชวี่ผู้ไม่ทันคน ไหนเลยจะรู้ว่าตนเองนั้นถูกจับตามองมาั้แ่วันนั้น แม้จะเร่งแต่งงานสายฟ้าแลบ มันก็ไม่สามารถช่วยให้เขาอยู่ครองรักกับนางไปได้ตลอด
ระหว่างที่ขบวนเ้าบ่าวเคลื่อนตัวไป เขาตื่นเต้นมาตลอดทาง กลับรู้สึกปวดเบากะทันหัน... ในตอนที่ปลีกตัวเข้าป่าข้างทาง... อาชวี่กลับโดนโจวเหวินที่ดักอยู่ปลายไม้ สไลตัวโฉบลงมา ใช้ฝ่ามือตบกระแทกหลังหัวจนเขาหมดสติไป
พี่ใหญ่ที่แสนดี แบกน้องรองที่มีฐานะเป็ไท่จื่อขึ้นหลัง แอบพาร่างไร้สติกลับวังโดยไม่รอให้เขายินยอม
ทว่าคนที่อยู่ในขบวนเ้าบ่าว ต่างรอเก้อ พวกเขารู้สึกว่าอาชวี่เข้าป่าไปนานเกินไป จึงเกิดหวั่นใจ ชายหนุ่มชาวบ้านสามสี่คนที่ติดตามมาเริ่มออกตามค้นหาในป่าละแวกนั้น กลับไม่พบร่องรอยอะไรเลย
"พี่ใหญ่.... หรือว่าคนผู้นี้จะหลอกให้พวกเรารอเก้อ ป่านนี้เขาคงหนีไปไหนต่อไหนแล้ว" ชายหนุ่มชาวบ้านค้นหาเขาจนเหนื่อยหอบ.... กระทั่งตัดสินใจได้ว่างานแต่งนี้คงถูกล้มเลิกเสียแล้ว
ชายหนุ่มชาวบ้านยังพอมีสามัญสำนึก รีบเร่งฝีเท้าไปยังหมู่บ้านป่าอู่กู๋ ทันทีที่พวกเขาไปถึงก็ยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้นาง
"หลีเอ้อหลันลูกข้า ในที่สุด เ้าก็จะมีครอบครัวเป็ของตัวเองแล้ว ข้าดีใจจริงๆ คนเป็แม่อย่างข้าไม่ปรารถนาสิ่งใด ข้าเห็นเ้าั้แ่เป็ทารกตัวแดงๆ ตอนนี้เห็นทีว่าจะได้รอเลี้ยงบุตรทารกของเ้าแล้วสินะ " แม่บุญธรรมโอบกอดนางแน่น เพื่อเตรียมส่งลูกสาว
"เอ่... พวกท่าน..." เอ้อหลันรีบวิ่งออกมารอไปกับขบวนเ้าบ่าว ทว่านางประหลาดใจยิ่ง
"ทะ ทำไม มีแค่พวกท่านล่ะ อาชวี่ล่ะ อาชวี่ของข้าอยู่ไหน" เอ้อหลันเริ่มหุบยิ้ม แววตามีความกังวล
"เอ่อ.... เอ้อหลัน... คือว่า....." ชายหนุ่มสามสี่คนยกโยนกันไปมา ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูด เพราะไม่รู้จะพูดอย่างไรดีให้นางรู้สึกผิดหวังน้อยที่สุด
เป็อย่างนั้นอยู่พักใหญ่ กระทั่งมีคนกล้าพูด เขาหลับตาปริ่มพูดเบาๆน้ำเสียงแหบอู้อี้ในลำคอ
"หลีเอ้อหลัน... อาชวี่หนีไปแล้ว... เขาแต่งกับเ้าไม่ได้แล้ว... "
"ไม่ !!! ไม่จริง !!! อาชวี่รับปากกับข้าแล้ว ว่าจะร่วมสุขร่วมทุกข์กับข้าไปชั่วชีวิต อาชวี่ไม่มีทางหนีไปแน่" เอ้อหลันส่ายหน้าเพราะไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน นางยังพยายามดึงดันที่จะวิ่งไป แม้แม่บุญธรรมถังเยียนจะดึงรั้งนางไว้ก็ตาม
"ไม่เอาน่าเอ้อหลัน เห็นกันอยู่หลายตา พวกข้าไม่เอาเื่นี้มาล้อเล่นให้เ้าเสียใจแน่ เชื่อข้าเถอะ งานแต่งของเ้าล่มแล้ว" ทุกคนต่างพากันพูดเป็เสียงเดียวกันเพื่อตักเตือนนาง
"ไม่... เป็ไปไม่ได้แน่นอน พวกท่านไม่เชื่อในตัวอาชวี่ก็ตามแต่ใจพวกท่าน ข้าจะรอเขาอีกหน่อย" เอ้อหลันน้ำตาจ่ออยู่เต็มเบ้า ก็ยังกัดฟันพูด ข่มใจตัวเองที่จะอยู่รอเวลาอีกสักนิด
"พวกท่านมีงานอะไรที่ต้องทำ ก็ไปเถอะ ข้าจะรออาชวี่ที่นี่คนเดียว" เมื่อได้ฟังคำพูดที่แสนรั้นของนาง คนในหมู่บ้านต่างส่ายหัว แยกย้ายกันไปทำสวนและเก็บของป่า ไม่มีใครสนใจที่จะอยู่ร่วมรอยินดีงานแต่งของนางอีกต่อไปแล้ว
เวลาผ่านไปชั่วยามแล้วชั่วยามเล่า จากตะวันสีทองนวลรำพรรณยามเช้าสาดส่อง กลายเป็ยามตะวันโด่งเหนือหัว แม้ด้านนอกแดดจะร้อนระอุ แต่ก็ยังไม่ร้อนรุ่มเท่าไฟในทรวงที่ร้อนรนราวถูกสุมไฟ
กว่า 2 ชั่วยาม ( 4 ชั่วโมง ) ผ่านไป นับจากฤกษ์มงคล ไม่มีวี่แววว่าเ้าบ่าวจะโผล่หัวมา
หลีเอ้อหลันเริ่มถอดใจ นางไม่อยากทนอีกต่อไปแล้ว สตรีร่างใหญ่ ตัดสินใจวิ่งฝ่าป่าทึบไปยังกระท่อมใหญ่กลางป่าที่สองคนร่วมกันสร้าง
ผลั่กกก !!!! เสียงเอ้อหลันใช้มือผลักประตูอย่างแรงจนประตูใหญ่ตีกระแทกฝาบ้าน
"อาชวี่!!! เ้าเล่นอะไรของเ้า ข้าไม่สนุกนะ รู้หรือไม่ว่าข้ารอเ้า หากข้าจับได้ว่าเ้าจงใจทำให้ข้าหวาดหวั่น ข้าจะตีเ้าให้ตาย " เอ้อหลันตามมาถึงที่เรือนหอ ที่โรยด้วยกลีบดอกไม้ป่า นางจินตนาการถึงครั้งที่ช่วยกันตกแต่งกับอาชวี่
น้ำตาของหญิงอวบค่อยๆไหลอาบแก้มยาวเป็สาย ความหวังที่มีมันหมดสิ้นลงแล้วจริงๆ
เอ้อหลันล้มตัวลงกระแทกพื้นอย่างแรง.... ร้องไห้แทบจะขาดใจ ยิ่งนางกวาดสายตาไปรอบๆมันยิ่งเป็การซ้ำให้นางสิ้นหวัง
จะว่าไปจะบอกว่าครั้งนี้เป็การร้องไห้ที่แสนหนักหน่วงของนางก็ว่าได้ เดิมทีเอ้อหลันเข้มแข็งกว่าสตรีทั่วไป หากไม่หนักหนาจริงๆ ไม่มีทางได้เห็นน้ำตาของนางสักหยดเดียว
"อาชวี่ เ้าจงใจทิ้งข้า เช่นนั้นสิ่งที่ข้าตั้งใจสร้างด้วยมือของข้า!! ข้าก็ทำลายมันด้วยมือของข้าได้เช่นกัน " ความเสียใจ ความผิดหวัง มันปะปนถาโถมกันไปหมด
เอ้อหลันที่จิตใจดีคนนี้รู้จักโตขึ้น นางตั้งใจตัดขาดจากรัก ลุกขึ้นทำลายผ้าม่าน ดึงจนขาด ปัดกวาดกลีบดอกไม้ ใช้เท้ายีย่ำจนพังไม่มีชิ้นดี
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา หลีเอ้อหลันปฏิญาณตน ไม่ขอยุ่งเกี่ยวในรัก และไม่ขอให้ความสนใจกับบุรุษคนไหนอีก
หลีเอ้อหลันหญิงสาวชาวบ้านผู้จิตใจดี กลับกลายเป็คนไร้ใจ สุดแสนเ็า ที่ปลีกตัวหนีห่างจากคนแปลกหน้า
แม่สาวคนเดิมที่ชอบช่วยเหลือคน กลายเป็ผู้ไม่สนโลก มุ่งหน้าเพียงหาเงินและดูแลตอบแทนคุณแม่บุญธรรมถังเยียนเป็พอ
"ชั่วชีวิตนี้ข้าขอครองคู่แต่เพียงผู้เดียว"