บทที่ 14 ผมเป็หมอ
ทั้งสี่คนที่อยู่ในห้องหันขวับมองไปที่ประตูพร้อมกัน
จากนั้นเห็นเหลียวเสวี่ยจวิน ผู้อำนวยการแผนกฉุกเฉินเคาะประตูสองสามครั้งแล้วผลักเปิดประตูเดินเข้ามา
ชายชรามีใบหน้าที่บูดบึ้งมาก ก่อนจะมองไปทางหลี่หยางและเฉินฟาที่อยู่ข้าง ๆ พร้อมกับกดเสียงต่ำพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เสียงดังอะไรกัน! ทางเดินห่างออกไปตั้งไกลก็ยังได้ยินเสียงพวกคุณเลย!”
“ทะเลาะกันในห้องคนไข้ คิดกันเองไม่ได้หรือไง!”
“พวกคุณไม่เรียนรู้จากเสี่ยวหานเลยเหรอ ทำอะไรก็ให้ระมัดระวังหน่อย!”
เมื่อเฉินฟาเห็นเหลียวเสวี่ยจวิน เขาก็ใมาก จึงลนลานรีบพูดเปลี่ยนเื่
“ผู้อำนวยการ ทำไมคุณถึงมาที่นี่ล่ะครับ?”
ดวงตาของเหลียวเสวี่ยจวินเบิกกว้าง “ถ้าฉันไม่มา พวกคุณคงจะทะเลาะกันใหญ่โตสินะ!”
พูดถึงตรงนี้ หลี่หยางและเฉินฟาต่างก็ก้มหน้าลงพร้อมกัน
เดิมทีหลี่หยางอยากจะรายงานปัญหาของเฉินฟากับเหลียวเสวี่ยจวิน แต่ตอนนี้แม้แต่ปกป้องตัวเองยังยากเลย พูดออกไปคงไม่ดี
ซูโม่เห็นว่าทั้งหลี่หยางและหานชิงอวี่ไม่มีใครพูด และกลัวว่าถ้าพูดออกมาตอนนี้จะมีผลกระทบต่อคุณหมอคนโปรด ดังนั้นจึงปิดเื่นี้ไว้ก่อน
เมื่อเห็นว่าในห้องคนไข้กลับมาเงียบสงบแล้ว เหลียวเสวี่ยจวินจึงค่อย ๆ พูดออกมา
“ฉันมาที่นี่ เพราะคณบดีแจ้งมาว่าให้ฉันมาพาเสี่ยวหานเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวของโรงพยาบาลทั่วไป”
“ตอนนี้พวกคุณกำลังบันทึกข้อมูลวอร์ดใช่ไหม? บันทึกเสร็จแล้วก็ตามฉันมา”
“ข้อมูลต่อจากนี้ ฉันจะจัดคนมาบันทึกข้อมูลให้เอง”
หานชิงอวี่พยักหน้า ก่อนจะยื่นแบบฟอร์มบันทึกที่กรอกเสร็จแล้วในมือส่งให้เหลียวเสวี่ยจวิน
ผู้อำนวยการาุโเปิดแบบฟอร์มบันทึกกวาดสายตามองคร่าว ๆ พร้อมทั้งพยักหน้าน้อย ๆ ดูเหมือนจะพอใจมากกับเนื้อหาในแบบฟอร์มบันทึก
“เอาละ ข้อมูลแสดงออกมาว่าดีมาก คุณอย่าลืมพักผ่อนนะครับ อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะหายดีแล้ว” ก่อนที่เหลียวเสวี่ยจวินจะจากไป เขาไม่ลืมให้คำแนะนำกับซูโม่สักสองสามประโยค
่เวลาต่อมา เขาก็หันหน้าไปพูดกับหานชิงอวี่
“ส่วนพวกคุณตามผมมา”
“ครับ ผู้อำนวยการ”
เฉินฟาอยากจะแสดงท่าทางกระตือรือร้นออกมาจึงตอบกลับโดยไม่คิด
และโดยไม่คาดคิด เหลียวเสวี่ยจวินหมุนตัวกลับมาขมวดคิ้วยุ่งจ้องเฉินฟาที่อยู่ตรงหน้าเขม็ง
ทันใดนั้นเฉินฟาก็พูดขึ้นอย่างทำอะไรไม่ถูก “อะ อะไรเหรอครับ?”
เหลียวเสวี่ยจวินจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทนไม่ไหว “ใครให้คุณตามมากัน?” เขาหยุดพูดแล้วชี้ไปที่หลี่หยาง “คุณ… ชื่อหลี่หยางใช่ไหม? คุณตามมา! เสี่ยวหานก็มาด้วย!"
หลี่หยางได้ยินดังนั้นก็เบิกตาโตอย่างตื่นตระหนกระคนดีใจ
เดิมทีสำหรับเื่แบบนี้เขาไม่คาดหวังอยู่แล้ว แต่บางทีผู้อำนวยการเหลียวอาจจะเห็นว่าความสัมพันธ์ของเขากับพี่อวี่ค่อนข้างดีล่ะมั้ง? ดังนั้นถึงช่วยจัดการเื่นี้ให้เขา
เขาเป็แค่เด็กใหม่แต่สามารถเป็ตัวแทนโรงพยาบาลเข้าร่วมโอกาสแบบนี้ได้ หลี่หยางรู้สึกมีความสุขมาก
เฉินฟามองไปที่เหลียวเสวี่ยจวินอย่างไม่เชื่อ “ผู้อำนวยการเหลียว ไม่มีโควตาของผมจริง ๆ เหรอครับ?”
รู้ไหมว่าลุงของเขาคือเฉินกั๋วกวง ซึ่งเป็บุคคลที่มีความสามารถมากที่สุดที่อยู่ใต้บังคับบัญชาผู้อำนวยการเหลียว
ถึงแม้จะไม่ไว้หน้าเขา แต่ก็ควรไว้หน้าลุงเขาหน่อยไหมล่ะ!
อย่างไรก็ตาม เวลานี้เหลียวเสวี่ยจวินอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ใส่คนหนุ่มตรงหน้า
เื่สำคัญขนาดนี้ เป็ไปได้เหรอที่จะล้อเล่น?
ดังนั้นเขาจึงพาเฉินฟาที่ความโกรธครอบงำตรงหน้ามาถึงห้องฉุกเฉิน บอกให้หานชิงอวี่และหลี่หยางไปที่ชั้นหนึ่งด้วยกันก่อน คณบดีน่าจะรอพวกเขาอยู่ที่นั่นแล้ว
อย่างที่คิดไว้ หลังจากลงมาถึงชั้นล่างแล้ว สองเพื่อนซี้ก็เห็นร่างที่คุ้นเคยของคณบดี
หลังจากที่ทั้งสองเปลี่ยนเป็ชุดลำลองแล้ว ก็ขึ้นรถคณบดีมาถึงโรงพยาบาลทั่วไปที่สังกัดโรงพยาบาลศูนย์
แม้ว่าโรงพยาบาลทั่วไปนี้ดูเหมือนการจัดการจะไม่ดีเท่าโรงพยาบาลศูนย์ แต่ก็ถือว่ายังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ดูจากกระแสคนของโรงพยาบาล น่าจะเป็โรงพยาบาลที่ทุกคนในย่านนี้ไว้วางใจ
ตามนัดหมาย คณบดีโรงพยาบาลทั่วไปน่าจะรออยู่ที่โถงชั้นหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาน่าจะยังมาไม่ถึง
“เอาละ เรารออยู่ที่ล็อบบี้ก่อนแล้วกัน” จ้าวชิงซงพูดกับเด็กสองคนที่อยู่ข้างหลัง
สำหรับเด็กสองคนนี้ เขายังคงค่อนข้างชื่นชม หานชิงอวี่ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรมาก ส่วนหลี่หยาง เขาเองก็เห็นถึงความพยายามของเ้าตัว
หากปลูกฝังให้ดี ๆ ไม่แน่ว่าอาจสามารถกลายเป็กระดูกสันหลังของแผนกหรือแม้แต่โรงพยาบาลได้ในอนาคต
แต่หลังจากรออยู่หลายนาที ก็ยังคงไม่เห็นคณบดีโรงพยาบาลทั่วไปแม้แต่เงา
ในสถานการณ์แบบนี้ โดยปกติแล้วหากมีเหตุฉุกเฉินอะไร คณบดีอีกฝ่ายก็น่าจะมาถึงสักพักได้แล้ว
หานชิงอวี่กลัวว่าจะรอนานเกินไป ดังนั้นจึงหันไปบอกจ้าวชิงซงแล้วเดินไปทางห้องน้ำโรงพยาบาล
แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาเข้าห้องน้ำเสร็จ ระหว่างทางเดินกลับนั้น เห็นคุณลุงคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซออกจากห้องฉุกเฉินชั้น 1 เดินไปทางประตูโรงพยาบาล
แต่ยังเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ ๆ คุณลุงก็ล้มลงกับพื้น ร่างกายเกร็งกระตุกไปทั้งตัว
“หมอครับ หมอ!”
ทุกคนที่อยู่บริเวณรอบ ๆ พยายามะโสุดเสียงเท่าที่จะทำได้ แต่เนื่องจากโรคบ้างาน ทันทีที่ได้ยินคนเรียกหาหมอ หานชิงอวี่รีบวิ่งตรงดิ่งไปหาคนไข้ทันที
บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบของทางเดินในโรงพยาบาล คุณลุงที่เพิ่งล้มลงไปเมื่อกี้ ร่างกายยังคงชักกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้
อาจจะด้วยสัญชาตญาณของหมอ เมื่อหานชิงอวี่วิ่งไปถึงข้างกายคนไข้ รีบย่อกายนั่งยอง ๆ ลงไปตรวจสอบว่าคนไข้หมดสติหรือเปล่า
“คุณครับ? คุณ!”
หลังจากเรียกไปสองครั้งแล้วไม่ได้รับการตอบรับ สามารถสรุปได้ว่าสถานการณ์ตรงหน้าตอนนี้ค่อนข้างร้ายแรง แม้ว่าคนไข้จะยังลืมตาอยู่ แต่กลับไม่สามารถสื่อสารกับโลกภายนอกได้
และในขณะนั้นเอง มีเสียงฝีเท้าวิ่งสับมาอย่างรวดเร็วดังขึ้น
คุณหมอในชุดกาวน์สีขาวคนหนึ่งกำลังวิ่งอย่างรวดเร็วมาหาคนไข้ที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อเขาย่อตัวลงมานั่งยอง ๆ เตรียมจะตรวจสอบอาการของคนไข้ กลับถูกชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าทำให้สับสน
เพราะหานชิงอวี่สวมชุดลำลอง อีกทั้งไม่คุ้นหน้า ดังนั้นตอนที่เ้าตัวกำลังจะเอื้อมมือไปััตัวคนไข้จึงถูกคนในชุดกาวน์สีขาวตรงหน้าหยุดไว้
เพียะ !
คนในชุดกาวน์สีขาวตีมือหานชิงอวี่ออก ก่อนจะพูดขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำตำหนิ
“มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น อย่าทำตัวเป็ฮีโร่!”
“ไม่ใช่ ผมคือ…” หานชิงอวี่กำลังจะเปิดปากอธิบาย แต่กลับถูกคนในชุดกาวน์สีขาวตรงหน้าขัดจังหวะ
“ผมไม่สนใจว่าคุณเป็ใคร คุณมีสิทธิ์อะไรมาแตะตัวคนไข้?”
“ผมเคยเห็นคนแบบคุณที่อยากสร้างความประทับใจให้ผู้คนมาเยอะแล้ว ผมขอบอกคุณ…”
“ผมเป็หมอ!” หานชิงอวี่รีบพูดขึ้นอย่างร้อนใจ
คนในชุดกาวน์สีขาวเลื่อนสายตามองหานชิงอวี่ตรงหน้าขึ้นลงอย่างละเอียด ลักษณะอย่างหานชิงอวี่ ในสายตาของเขา ดูจากอายุของคนตรงหน้าแล้วอย่างมากที่สุดก็คงเป็แค่นักศึกษามหาวิทยาลัย
ดังนั้นคนในชุดกาวน์สีขาวแค่มองหานชิงอวี่คิ้วแล้วขมวดยุ่ง ก่อนจะเริ่มตรวจดูอาการของคนไข้ราวกับว่าไม่ได้ยินคำพูดของเขา
หลังจากตรวจร่างกายเบื้องต้นแล้ว คนในชุดกาวน์สีขาวก็วินิจฉัยออกมาด้วยตัวเอง
“คนไข้อาจเป็โรคลมบ้าหมู เสี่ยวจาง หาอะไรมายัดใส่ปากคนไข้หน่อย อย่าให้เขากัดลิ้นตัวเอง!”
แต่ในเวลานี้หานชิงอวี่กลับมองออกว่า
อาการคนไข้ตรงหน้าไม่ใช่โรคลมบ้าหมู!