ท่ามกลางความมืดมิดในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากแสงสีและความศิวิไลซ์ของเมืองหลัก มีเงาร่างของมนุษย์คนหนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างเงียบเชียบ ร่างนั้นเดินผ่านแสงไฟอันริบหรี่จากเสาไฟต้นแล้วต้นเล่า จนกระทั่งไปหยุดลงที่ม้านั่งตัวยาวที่มีชายในชุดสูทสีขาวนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
"นายเรียกฉันมา? มีเหตุผลอะไรที่คนอย่างนายต้องเป็ฝ่ายนัดเจอเอง..." ร่างนั้นเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแฝงความระแวดระวังและระบุชัดว่าเป็ผู้หญิง
"ไม่ต้องทำตัวห่างเหินขนาดนั้นหรอกพี่... ก็รู้ใช่ไหมว่าผมไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว" ชายที่นั่งอยู่พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและจริงจัง
หญิงสาวเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ ตามคำเชิญชวน "มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ พวกเราไม่ควรมาอยู่รวมตัวกันให้เป็จุดสังเกต"
"ผมรู้หน่า... ยังไงคุณพ่อก็ไม่มีทางตามหาพวกเราเจอหรอก" ชายหนุ่มเปิดข้อความวิดีโอจากหน้าจอพกพาให้เธอรีบดู "มันลงมือเอาตัวพี่สาวของเราไปแล้ว..."
"มาริน... ฉันเคยเตือนแล้วว่าให้เลิกทำเื่อันตรายพวกนี้ซะที" หญิงสาวเอามือกุมหน้าด้วยความเครียดซับซ้อน "แล้วหลังจากนี้พวกเราจะเอายังไงกันต่อ..."
ชายหนุ่มกดปิดข้อความนั้นก่อนจะเปิดอีกไฟล์หนึ่งขึ้นมาแทน "ตอนนี้ มิรุ กำลังเดินทางไปช่วยเธอ... และทั้งพี่กับผมต่างก็รู้ดีว่า ลำพังแค่ มิรุ ไม่มีทางต่อกรกับกองกำลังของรัฐบาลโซน A ทั้งโซนได้หรอก"
"ฮิมารุงั้นเหรอ?! แต่หมอนั่นน่าจะทำงานให้คุณพ่อไปแล้วไม่ใช่หรือไง?" หญิงสาวทำสีหน้าใ
"พี่คงหายตัวไปนานจนตามข่าวสารไม่ทันสินะ เอาเป็ว่าเดี๋ยวผมจะเล่าเื่ราวทั้งหมดตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้ฟังเอง" ชายหนุ่มเอ่ย
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ทั้งสองคนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญหลังจากที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน จนกระทั่งเริ่มวกกลับเข้าสู่ประเด็นหลัก
"สรุปคือ... คุณพ่อไม่คิดจะสนใจใยดีพวกเราจริงๆ สินะ..." หญิงสาวเอ่ยด้วยั์ตาเศร้าหมอง "ตอนแรกที่ มาริน ส่งจดหมายเตือนมา ฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณพ่อจะเป็คนลงมือฆ่าคุณแม่จริงๆ ..."
"Unbash มันเปลี่ยนไปแล้วพี่... แม้กระทั่ง มิรุ ของพวกเราเองก็ด้วย" ชายหนุ่มเอามือประสานไว้ที่ท้ายทอยพลางเอนหลังพิงกับม้านั่ง "แต่ผมตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว หลังจากที่รู้เื่ที่ เธนท์ มันบังอาจจับตัวพี่มารินะไป"
"ผมจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีเพื่อไปช่วยเธอ กลับมา... รวมถึงช่วยฮิมารุด้วย เพื่อเป็การไถ่โทษที่พวกเราเคยปรักปรำว่าเขาเป็ต้นเหตุที่ทำให้คุณแม่ต้องตาย"
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพลางเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงเตรียมก้าวเดินออกไป "เดี๋ยวก่อน เคนจิ" หญิงสาวร้องทักขึ้นก่อนจะลุกขึ้นตาม "ฉันอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มากในตอนนี้ แต่ถ้าหาก้ากำลังเสริมจริงๆ ... เรียกหาฉันได้เสมอโยนมาได้เลยนะ" หญิงสาวสบตาน้องชายด้วยความมุ่งมั่น
"ครับ พี่เซริ... ผมเคยช่วยพี่จากความตายมาได้แล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมก็จะทำแบบเดียวกันเพื่อพี่มารินะและฮิมารุให้ได้" ชายหนุ่มเดินลับหายไปกับความมืด ก่อนจะมีเสียงเครื่องยนต์เทอร์โบดังกระหึ่มขึ้น ปรากฏร่างของหุ่น DEP สีเงินพุ่งทะยานบินลับออกไปจากสวนสาธารณะ
หญิงสาวทอดสายตามองตามแสงไฟสีฟ้าจากไอพ่นของหุ่นจนพ้นสายตา จากนั้นเธอจึงหมุนตัวเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมที่เธอเดินเข้ามา
ฐานทัพ Apex | วันที่ 22 เดือน 5 ปี 2134 [07:50 AM]
ท่านจอมพลก้าวเท้าเข้ามาในฐานทัพด้วยท่าทางเคร่งขรึม ก่อนจะมุ่งตรงไปยังห้องปฏิบัติการหลักทันที และโดยที่ไม่มีใครคาดคิด เขาเดินเข้าไปตบหน้าฮิมารุอย่างรุนแรงจนหน้าหัน
"เ้าหน้าที่คานาตะ ผมเคยเตือนคุณแล้วใช่ไหมว่าให้เก็บเื่การมีอยู่ของหน่วย Arcus ไว้เป็ความลับสูงสุด แต่คุณกลับเผยตัวต่อสาธารณชน และนี่คือผลลัพธ์ที่ตามมา... ทั้งที่ผมพยายามปกป้องไม่ให้ครอบครัวของทหารในสังกัดต้องตกเป็เป้าสายตาแท้ๆ" จอมพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นเฉียบขาด โดยไม่มีความจำเป็ต้องะโ ทั่วทั้งห้องเงียบกริบไม่มีใครกล้าปริปากแทรกขึ้นมาแม้แต่คนเดียว
"ท่านครับ... ถึงสถานการณ์จะบานปลายขนาดนี้ แต่ด้วยจำนวน DEP และกำลังเสริมที่ท่านส่งมา... เราจะเปิดศึกโจมตีจริงๆ เหรอครับ?" S-12 เอ่ยถามเพื่อประเมินสถานการณ์
"พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว S-12 หากต้องเลือกระหว่าง คานาตะ มารินะ ผู้ถือครองข้อมูลลับสำคัญของเมืองทุกโซน กับ ฮิมารุ เคนเดียวที่สามารถขับ Nuro ได้อย่างสมบูรณ์แบบ... ผมยอมเลือกที่จะเปิดฉากทำาเต็มรูปแบบดีกว่า" จอมพลประกาศกร้าว
"แต่ท่านคะ... กำลังพลในมือของเราตอนนี้มันไม่เพียงพอที่จะงัดกับกองทัพหลักเลยนะคะ..." เลขานุการทักท้วงด้วยความกังวล แต่จอมพลกลับหันมามองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นขีดสุด
"ถึงหัวตัวเลขคนมันจะไม่พอ แต่ถ้านักบินกับทหารภาคพื้นเป็พวกระดับยอดฝีมือล่ะคะ?" เพวเน่เอ่ยแทรกขึ้นมาพลางใช้นิ้วโป้งชี้ลงไปด้านล่างของโรงเก็บ
"ลำพังแค่กองกำลัง Libertiria ของฉันน่ะคงเคี้ยวงานใหญ่ขนาดนี้ไม่ไหวหรอกท่าน... แต่ถ้าเป็เื่ควานหาตัวเก๋าๆ ที่ไม่ยอมสยบให้รัฐบาลล่ะก็ หึ เส้นสายของฉันมันกว้างขวางพอตัวอยู่แล้ว เื่หาคนน่ะบอกเลยว่าสบายมาก ยอมรับมาเถอะว่าท่านยังต้องพึ่งฉันอยู่" เพวเน่พูดด้วยท่าทางยักไหล่กวนๆ ฮ้าวๆ อย่างมั่นใจ
"ถูกต้อง ปัญหาหลักคือจำนวนนักบิน DEP ของเรายังไม่พอกับอัตราศึก แถมฝีมือโดยเฉลี่ยก็ไม่ได้สูงมาก หากจะดึงดันติดตั้งระบบ Avenexis ให้กับ DEP ทุกเครื่องในเวลานี้ คงไม่มีทางทำเสร็จทันการแน่นอนค่ะ~" A-5 เสริมข้อมูลทางเทคนิคขึ้นมา
"พวกเรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันลงมือฆ่าพี่สาวฉันไปหรือยัง! ฉันไม่มีวันนั่งรอให้มันทรมานพี่สาวฉันอยู่ฝ่ายเดียวเด็ดขาด! ขอโทษด้วยท่านจอมพล... กรุณาหลบทางไปด้วย!" ฮิมารุก้าวเท้าตรงไปยังหน้าประตูห้องทว่ากลับมีคนมายืนดักเส้นทางเอาไว้
เรย์และเคขยับมายืนขวางประตูแ่า ไม่ยอมปล่อยให้ฮิมารุวู่วามออกไป "ท่านจอมพล... ช่วยสั่งคนของคุณให้หลบทางไปซะ" ฮิมารุเอ่ยน้ำเสียงเ็าโดยไม่แม้แต่จะเหลือบสายตามองแฝดทั้งสอง
"เขาไม่ได้สั่ง... ฉันสั่งเอง" S-12 เอ่ยขัดขึ้น
"เ้าหน้าที่คานาตะ กรุณาระงับสติอารมณ์และให้เกียรติท่านจอมพลด้วยค่ะ ตอนนี้ต่อให้คุณบุกไป คุณก็ทำอะไร เธนท์ แมนเดรส ไม่ได้เลยสักนิด เขามีฝีมือฉกาจขนาดที่ว่าต่อให้ไม่ต้องขึ้นขับหุ่น DEP ก็สามารถล้มคุณลงได้ง่ายๆ แล้ว" เลขานุการช่วยเตือนสติอีกแรง
ฮิมารุตั้งท่าจะเดินชนฝ่าไปทว่าเคกลับส่ายหัวห้ามปรามด้วยแววตาอ้อนวอน แต่เขาก็ยังคงเพิกเฉยและดึงดันจะก้าวต่อ เรย์เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจพุ่งตัวเข้าชาร์จล็อกแขนและตัวของเขาไว้จากด้านหลังทันที
"ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย! ปล่อยฉันนะ!" ฮิมารุพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อสะบัดออกจากพันธนาการ ทว่าแรงของคนธรรมดาหรือจะไปสู้แรงของเรย์ได้
"ปัญหาภายในของพวกคุณ... ไปจัดการเคลียร์กันเองให้เสร็จเรียบร้อยซะ ผมจะเริ่มสั่งเคลื่อนพลทันทีที่หุ่น DEP ทุกเครื่องอยู่ในสภาพพร้อมรบขีดสุด" จอมพลสั่งการทิ้งท้ายก่อนจะเดินนำออกจากห้องไป
"แล้ว แม็คเนส กับ เอเลเซีย หายไปไหนกันหมด?" เลขานุการเอ่ยถามขึ้นเมื่อสังเกตเห็นสมาชิกไม่ครบ
"กำลังหาช่องโหว่แอบลอบเร้นเข้าไปด้านในตึก Kryo Tech อยู่จ้า~" A-5 ตอบตาใส
ในขณะที่เลขาเดินพ้นประตูออกไป A-5 ก็สาวเท้าเดินเข้าไปหาฮิมารุที่กำลังถูกล็อกตัวอยู่ จากนั้นเธอจึงลงมือฉีดยาสลบเข้าที่บริเวณต้นคอของเขาอย่างรวดเร็ว ส่งร่างของเด็กหนุ่มให้ดับวูบและสลบพับลงไปทันที
"นี่พวกเราต้องจัดการกับเขาด้วยวิธีรุนแรงแบบนี้ทุกรอบเลยเหรอคะ? ทำไมไม่ลองเจรจาพูดคุยกับเขาดีๆ ล่ะ?" เรย์ เอ่ยถามพลางถอนหายใจ
"จริงๆ วิธีละมุนละม่อมมันก็ใช้ได้ผล... แต่ปัญหาคือสถานการณ์ตอนนี้เราไม่มีเวลาว่างมากพอจะมานั่งดัดนิสัยปรับอารมณ์ให้เขา" S-12 พูดพลางชี้มือออกไปนอกหน้าต่างกระจก เผยให้เห็นร่างของหุ่น Nuro ที่กำลังถูกระบบไฮโดรลิกล็อกตรึงเอาไว้อย่างหนาแ่าเป็พิเศษ
"พวกเรายังหาสาเหตุไม่ได้ แต่คลื่นอารมณ์ของฮิมารุมันเชื่อมต่อโดยตรงกับระบบประมวลผลของ Nuro... ถ้าหากเขาเกิดสติแตกหรือคลุ้มคลั่งขึ้นมา Nuro ะเิฐานทัพเราทิ้งกลายเป็จุณได้"
ในคืนวันเดียวกันนั้นเอง ทั่วทั้งฐานทัพยังคงอื้ออึงไปด้วยเสียงเครื่องจักรและผู้คนบางส่วนที่ต้องตรากตรำทำงานหนักโดยไม่ได้หยุดพักผ่อน
เพวเน่ เดินปลีกตัวออกจากห้องพักเงียบๆ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงเก็บหุ่น DEP ที่เวลานี้เงียบสงัดลงเนื่องจากทีมช่างส่วนใหญ่ย้ายไปทำงานในส่วนควบคุมอื่น เธอเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าห้องคนขับ (Cockpit) ของ Nuro ก่อนจะยกมือขึ้นแตะแผ่นเหล็กหนาเบาๆ
"เฮ้... ฉันมีเื่อยากจะคุยด้วยหน่อยสิ" เพวเน่เอ่ยกับแผ่นเหล็กั์ตรงหน้า ทันใดนั้นที่ด้านข้างของเธอก็พลันเปล่งแสงสว่างวาบออกมา
ร่างของหญิงสาวผมสีม่วงปรากฏกายขึ้นในรูปแบบของภาพโฮโลแกรมสีฟ้าส่องสว่างลอยเด่นขึ้นมา "ฉัน... เคยบอกเธอไปแล้วไม่ใช่หรือไง... ว่าฉันจะยอมสนทนา... กับบุคคลที่ชื่อ 'พีระ' เท่านั้น..." เสียงกระตุกขาดหายดังผ่านลำโพงระบบ
"และฉันก็บอกเธอไปร้อยรอบแล้วเหมือนกันว่าที่นี่น่ะคือ The Unbash ไม่ใช่ประเทศไทยบ้าบออะไรนั่น!" เพวเน่สวนกลับทันควันพลางกอดอก "บอกฉันมาตรงๆ ดีกว่าน่า 'ไรเดน'... สรุปแล้วเธอเป็ตัวอะไรกันแน่?"
หญิงสาวลึกลับไม่ยอมเอ่ยคำตอบใดๆ ก่อนที่ร่างโฮโลแกรมจะวูบหายไปเฉยๆ โดยไม่พูดอะไรต่อ ทิ้งให้เพวเน่ยืนขมวดคิ้วหาคำตอบอยู่ตามลำพัง
"บอกว่าตัวเองชื่อ Nuro ฉันก็อุตส่าห์ตั้งชื่อเท่ๆ ให้แล้วไง... แล้ว 'พีระ' ที่ว่าเนี่ยเป็ใครกันฮะ? มีแต่เื่ชวนปวดหัวชะมัด สรุปว่าพวกต่างดาวมันมีจริง หรือเธอหลุดมาจากมิติขนานกันแน่ พูดอะไรเข้าใจยากจริงแม่คุณ" เพวเน่บ่นอุบอิบอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะสะบัดบ๊อบเดินจากไป
ทว่าร่างโฮโลแกรมของไรเดนกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งที่บริเวณหัวไหล่ของ Nuro สายตาของเธอมองตามหลังเพวเน่ไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปจับจ้องโดรนซ่อมบำรุงตัวหนึ่งที่จอดอยู่ในมุมอับสายตา ในวินาทีนั้นเอง ระบบควบคุมของโดรนตัวดังกล่าวถูกลักลอบเจาะและเข้ายึดครองอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีใครสังเกตเห็น โดรนซ่อมบำรุงลอยตัวขึ้นช้าๆ แล้วแอบมุดหนีออกจากฐานทัพผ่านทางท่อระบายอากาศ
มันใช้เวลานานโขในการเดินทางรอดพ้นระบบป้องกันจนกระทั่งหลุดออกจากฐานและบินเข้าสู่ตัวเมือง แสงสีของมหานครสะท้อนเข้ากับเลนส์กล้อง ในเวลานี้ไรเดนได้รับรู้ซึ้งแล้วว่า การบิดเบือนและเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาในอดีตได้สร้างหน้าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ และเธออาจจะไม่มีวันได้พบเจอกับเ้านายคนเดิมของเธออีกต่อไปแล้ว
[ใครที่ไม่เคยอ่านนิยายเก่าอาจจะงงได้ นักเขียนจะสรุปให้ว่ามีการข้ามเวลาเกิดขึ้นทำและสร้างเส้นเวลาใหม่ออกมาเป็อย่างที่เห็นในปัจจุบัน]
"ที่นี่ไม่ใช่ประเทศใดๆ เลย... ที่นี่คือโลกมนุษย์ก็จริง แต่มัน... แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง" เสียงพึมพำผ่านระบบกลไกของโดรนดังขึ้นช้าๆ "นายทำสำเร็จ... แต่ผลลัพธ์ที่ต้องแลกมากับโลกในสภาพแบบนี้งั้นเหรอ... ไม่ ฉันจะยอมแพ้ตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด ฉันจะต้องช่วยทำให้อนาคตของโลกใบใหม่นี้มันดีขึ้นให้ได้ เพื่อนาย... และเพื่อทุกๆ คน มนุษยชาติบนโลกนี้จำเป็ต้องเตรียมรับมือกับมหันตภัยร้ายแรงที่กำลังจะคืบคลานตามมาหลังจากนี้"
โดรนตัวนั้นลอยไปหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าตึก Kryo Tech ก่อนที่พลังงานระบบจะถูกตัดดับลง ดิ่งร่วงหล่นลงสู่ผืนน้ำด้านล่างและจมหายไปในที่สุด
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในท่อระบายน้ำใต้ดินอันโสโครก ปรากฏร่างของชายคนหนึ่งกำลังคลานมุดท่ออย่างทุลักทุเลและยากลำบากขีดสุด
"ฉะ... ฉันไม่น่าเผลอปากเสนอตัวมารับงานนี้เลย... ไม่น่าเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ..." ฮอน์ลบ่นพึมพำออกมาอย่างหัวเสีย พยายามฝืนกลิ่นเหม็นอับระคนคลื่นไส้และคืบคลานไปตามทางท่อแคบๆ
"หุบปากแล้วตั้งหน้าตั้งตาหาทางเข้าต่อไปซะ ตอนนี้ฉันกำลังจะเข้าถึงพื้นที่ชั้น 4 แล้ว" เอเลเซียเอ่ยสั่งการผ่านระบบสื่อสารส่วนตัว
"เป็เธอพูดมันก็ง่ายน่ะสิ! ก็ใน Unbash นี้มันไม่มีระบบตรวจจับไหนจับกุมพลังของเธอได้อยู่แล้วนี่" ฮอน์ลบ่นอุบตอบโต้
"ถึงจะพูดแบบนั้นแต่การใช้พลังของฉันมันก็มีขีดจำกัดสูงสุดเหมือนกันนะ ขืนให้ฝืนใช้มากๆ หลังจากนี้ฉันได้หิวโซจนเป็ลมแน่" เอเลเซียอธิบาย ในขณะที่เธอกำลังพยายามลักลอบเจาะดาวน์โหลดข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
"แน่นอนอยู่แล้ว... พลังอันยิ่งใหญ่ย่อมต้องแลกมาด้วยข้อผูกมัดอันมหาศาล ยิ่งปลดปล่อยพลังงานออกมามาก ร่างกายก็ยิ่ง้าสารอาหารเข้าไปทดแทนมากนั่นแหละ" ฮอน์ลเอ่ยพึมพำพลางใช้ปากกัดไฟฉายไว้แน่น มือสองข้างพยายามบังคับเครื่องเลเซอร์ตัดฝาท่อระบายน้ำอย่างเร่งรีบ
ทว่าทันทีที่ฮอน์ลสามารถดันฝาท่อเปิดออกและปีนขึ้นสู่พิตพื้น้าได้สำเร็จ เขากลับต้องตกตะลึงจนหน้าถอดสี รีบยกมือสองข้างขึ้นเหนือหัวทันที ก่อนที่สัญญาณการสื่อสารทั้งหมดจะถูกตัดขาดหายไปในพริบตา
"ไอ้ลุง? ฮัลโหล? ฮอน์ล ได้ยินฉันไหม?!" เอเลเซียเอ่ยเรียกย้ำ ทว่าทันใดนั้นสัญญาณเตือนภัยกลับแผดเสียงลั่น พร้อมกับที่ตึกทั้งตึกเข้าสู่ระบบล็อกดาวน์ทันที "โดนจับได้งั้นเหรอ?!"
เอเลเซียพยายามวิ่งย้อนกลับไปที่ลิฟต์ทว่าระบบขับเคลื่อนถูกตัดขาดจนไม่สามารถเปิดออกได้อีกต่อไป เธอตัดสินใจสับเท้าวิ่งลงทางบันไดหนีไฟมุ่งตรงสู่ชั้นล่างสุด แต่เมื่อเปิดประตูออกมากลับพบกองกำลังทหารยามอาวุธครบมือดักรออยู่เต็มพื้นที่ ด้วยทักษะของเธอทำให้อาศัยจังหวะหลบหลีกคมะุมาได้อย่างฉลุย ทว่าทันทีที่มือของเธอเอื้อมไปจับที่ลูกบิดประตูทางออกหลัก กระแสไฟฟ้าแรงสูงมหาศาลกลับแล่นพล่านเข้าช็อตร่างกายของเธออย่างรุนแรง ส่งร่างของเด็กสาวให้ทรุดฮวบหมดสติลงไปกองกับพื้นในทันที
“เอเอ็นเหรอ? พวกน่ารังเกียจนี่... ยังไม่หายไปอีกงั้นเหรอ...” เสียงของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ขณะเดินมาดูผลงานของตัวเองอย่างสบายอารมณ์
“คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมามุกนี้ แต่อย่างน้อยก็ได้ตัวประกันเพิ่มล่ะนะ” เธนท์ เดินเข้ามาจับใบหน้าของเอเลเซีย ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากทางด้านหลัง
"ถ้าแกกล้าแตะต้องหรือทำอะไรเธอแม้แต่ปลายก้อย... ฉันจะฆ่าแกแน่ ไอ้สารเลว!" ฮอน์ลที่อยู่ในสภาพถูกพันธนาการอย่างหนาแน่นะโขู่ออกไปด้วยโทสะ
"นายงั้นเหรอ? นักบินอันดับ 8 อย่างนาย คิดจะมางัดกับอันดับ 1 อย่างฉันงั้นเหรอ แม็คเนส?" เธนท์เดินตรงเข้าไปหาฮอน์ลช้าๆ ก่อนจะวาดเท้าเตะเข้าที่ปากของอีกฝ่ายเต็มแรงจนเืกบปาก "ช่างเป็ความกล้าที่ไร้สติและประเมินค่าตัวเองสูงเกินไปจริงๆ ... เอาตัวสองคนนี้ไปขังรวมไว้กับมารินะซะ"
เธนท์หมุนตัวเดินกลับเข้าสู่ส่วนในของตึก ก่อนที่ระบบล็อกดาวน์ของอาคารทั้งหมดจะถูกปลดออกเป็ปกติ
"ฉันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเต็มสองตาเลยในระหว่างที่สำรวจอยู่... พวกมันจับตัวทั้งคู่ไปเรียบร้อยแล้ว" เสียงของชายคนหนึ่งรายงานผ่านสัญญาณระบบ
"ทำดีแล้วล่ะ... ที่เหลือปล่อยให้เป็หน้าที่ของพวกเราจัดการต่อเถอะ นายรีบไปเตรียมตัวซะ" เพวเน่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ชายคนนี้คือ อีธาน เลเซน รองหัวหน้ากลุ่ม Libertiria และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็รองหัวหน้าหน่วยที่ 2 ของหน่วย Arcus ซึ่งเขาได้รับภารกิจร่วมเดินทางไปลักลอบสืบข้อมูลพร้อมกับฮอน์ลและเอเลเซีย ทว่าเขาไม่ได้มุดท่อตามเข้าไปเนื่องจากได้รับคำสั่งให้คอยทำหน้าที่สังเกตการณ์อยู่ภายนอก
เพวเน่รีบสาวเท้าไปแจ้งข่าวร้ายนี้ให้กับ S-12 รับทราบทันที ส่งผลให้หัวหน้าทีมจำต้องเร่งเตรียมความพร้อมเร็วกว่ากำหนดการเดิมถึงเท่าตัว
"พวกเราไม่มีเวลาเหลือให้เอ้อระเหยแล้ว เราต้องรีบระดมกำลังพลให้เร็วที่สุด ไม่งั้นสถานการณ์ของเอเลเซียต้องแย่แน่ๆ" S-12 เอ่ย น้ำเสียงของเขาเริ่มแฝงความร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
"ใจเย็นก่อนพ่อหนุ่มเหล็กไหล ถึงนายมีหัวใจหรือเปล่าฉันไม่รู้นะ ถ้าขืนรีบดึงดันบุ่มบ่ามจนแผนพังล่ะก็... นายก็คงไม่ต่างจากคานาตะหมายเลขสองหรอกจริงไหม?" เพวเน่เอ่ยเตือนสติ S-12 ด้วยน้ำเสียงเข้มแฝงความกวนเบรกอารมณ์
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้นและมืดแปดด้าน พลันมีสัญญาณการติดต่อลึกลับแทรกซึมเข้ามาในระบบหลัก A-5 จึงตัดสินใจกดรับสายอย่างไม่ลังเล สัญญาณดังกล่าวมาจากหญิงสาวคนหนึ่ง ทว่าเธอไม่ได้ระบุตัวตนใดๆ แถมยังจงใจเบลอภาพหน้าจออินเตอร์เฟซให้เห็นเพียงเงาร่างสีดำตะคุ่มควบคู่กับเสียงดัดโทนต่ำของผู้หญิง
"ได้ยินฉันไหม... เหล่านักรบ Arcus" หญิงสาวปริศนาเอ่ยถาม
S-12 รีบตอบกลับทันที "พวกเราได้ยินคุณ... ผม S-12 หัวหน้าทีม—" ทว่าเขากลับถูกเสียงของเธอพูดขัดขึ้นมาก่อน
"Synthetic หมายเลข 12... ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาแนะนำตัวหรอก ฉันรู้จักตัวตนของคุณดี... รวมถึงรู้จักพวกคุณทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นด้วย" หญิงสาวลึกลับเว้นจังหวะหายใจ "ฉันทราบข้อมูลมาว่าพวกคุณกำลัง้ากำลังพลเสริมเพื่อต่อกรกับ เธนท์ แมนเดรส... ฉันเข้าใจข้อมูลตรงนี้ถูกต้องใช่ไหม?"
"ก็ใช่... จะคิดว่าพวกเรากำลังจะก่อการปฏิวัติโค่นอำนาจหมอนั่นก็คงไม่ผิดหรอกมั้ง" เพวเน่ตอบตอบกลับพลางยักไหล่ ทว่านิ้วมือของเธอกลับรัวแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วเพื่อพยายามเจาะระบบย้อนรอยหาพิกัดตัวจริงของหญิงสาวคนนี้
"พวกคุณก็น่าจะรู้ซึ้งดีอยู่แล้วว่าการประกาศศึกกับวีรบุรุษา นักการเมือง และทหารอันดับ 1 ของ Unbash... พวกคุณจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรหลังจากนี้ หากพวกคุณยังคงยืนยันที่จะเปิดฉากทำากลางเมืองในโซน A จริงๆ ล่ะก็... ฉันยินดีจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ โดยมีข้อแม้ข้อเดียวว่า 'การอพยพประชาชนผู้บริสุทธิ์' ต้องเป็หน้าที่และโจทย์หลักของพวกคุณเท่านั้น" หญิงสาวอธิบายเงื่อนไข "และเลิกสิ่งที่กำลังทำอยู่เถอะ... คุณไม่มีทางเจาะระบบหาตัวฉันเจอหรอก ถ้าฉันไม่ยินยอม" เธอเอ่ยเตือนเสียงเรียบ
"ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะนะ..." เพวเน่เหลือบมองข้อมูลที่เด้งบนหน้าจอ ก่อนจะปล่อยมือจากแป้นพิมพ์ "ว้า... แย่จังแฮะ โดนจับได้ซะแล้ว ฝีมือไม่เบาเลยนะแม่สาวลึกลับ แทรกสัญญาณบล็อกฉันซะมิดเชียว ยอมแพ้ก็ได้จ้า" เพวเน่พูดเสียงกวนๆ พลางยกมือสองข้างขึ้นเป็เชิงยอมแพ้ โดยมี A-5 คอยหรี่ตามองคล้ายจับผิดอาการของเธออยู่ข้างๆ ก่อนที่หญิงสาวลึกลับจะเอ่ยต่อ
"ฉันจะส่งกองกำลังไปสแตนด์บายรอช่วยเหลือตามพิกัดนี้ ให้พวกคุณเดินทางไปรับตัวพวกเขามาได้เลย" หน้าจอโฮโลแกรมปรากฏแผนที่ระบุพิกัดชัดเจน "และก่อนที่พวกคุณจะเกิดความระแวง... พวกเราคือกลุ่มกองกำลังต่อต้านที่รวบรวมสมาชิกมาจากหลากหลายเมือง พวกเราหลายคนอาจเป็แค่ชาวบ้านธรรมดา ทหารแก่ปลดเกษียณ หรือคนชราที่ใกล้ตาย... แต่จงวางใจในฝีมือเถอะ พวกเราจับอาวุธต่อสู้เพื่อความถูกต้องมานาน... เหมือนอย่างสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้"
สิ้นประโยค หญิงสาวกดตัดการสื่อสารไปในทันที พร้อมกับที่ระบบบันทึก Log ไฟล์ทั้งหมดในฐานข้อมูลของ Arcus จะถูกลบทิ้งไปโดยอัตโนมัติราวกับไม่เคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้นมาก่อน
"กลุ่มกองกำลังต่อต้านงั้นเหรอ... เหมือนเคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง แต่ไม่นึกว่าจะมีตัวตนอยู่จริงๆ แฮะ" A-5 นั่งลูบคางทำท่าทางสงสัยก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังประตูห้อง
"เธอจะไปไหน A-5?" S-12 เอ่ยถาม
"น้ำเสียงของยัยผู้หญิงคนเมื่อกี้มันคุ้นหูฉันแปลกๆ ... ฉันจะกลับไปที่ฐานทัพหลักเพื่อรื้อค้นข้อมูลเก่าเพิ่มหน่อย ส่วนพวกนายก็เดินทางไปตามพิกัดนั้นเพื่อดึงพวกนั้นมาเป็กำลังเสริมเถอะ" A-5 เอ่ยจบก็เดินแยกตัวหายไป
"งั้นพวกเราก็แยกย้ายไปแจ้งให้เรย์กับเคเตรียมตัวให้พร้อมซะ ส่วนเื่คานาตะ... นายเป็คนเคลียร์นะ S-12" เพวเน่ตบไหล่หัวหน้าทีมเบาๆ ก่อนจะเดินนำออกไปอีกคน
S-12 ที่ยืนอยู่ลำพังในห้องควบคุม หันไปมองหน้าจอคอนโซลของเพวเน่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินออกจากห้องไป ทว่าทันทีที่ห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด พลันมีวัตถุบางอย่างโรยตัวลงมาจากเพดานอย่างเงียบเชียบ สิ่งนั้นมุ่งตรงไปยังฐานข้อมูลหลักของ Arcus ทันที แต่ก่อนที่มันจะได้ลงมือเจาะข้อมูล S-12 กลับพุ่งพรวดกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เกิดการปะทะต่อสู้กันอย่างดุเดือดในพริบตา
S-12 เอื้อมมือเหล็กออกไปหมายจะคว้าจับตัวมันเอาไว้ ทว่าสิ่งนั้นกลับว่องไวและรู้ทัน มันเบี่ยงตัวหลบหลีกได้อย่างฉลุยพร้อมกับชกสวนกลับเข้าที่หน้าท้องของ S-12 ด้วยกระบวนท่าที่คล้ายคลึงกับวิชาคาราเต้ ส่งร่าง S-12 ให้ถอยหลังเสียหลักไปเล็กน้อย ั์ตาจักรกลของ S-12 กระพริบแสงสีเขียวเข้มขึ้นมาทันที ก่อนที่เขาจะใช้พละกำลังทั้งหมดพุ่งชาร์จเข้าชนร่างสิ่งนั้นอย่างแรง แรงปะทะลากเอาร่างจักรกลลึกลับไปกระแทกติดกำแพงห้อง ทว่ามันกลับตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว ใช้วิชาคว้าจับล็อกคอ S-12 แล้วะโทิ้งตัวทุ่มลงพื้น (DDT) ส่งผลให้ใบหน้าของ S-12 กระแทกพื้นอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่น
ทว่า S-12 กลับบิดหมุนลำตัวท่อนล่างกลับด้านแล้วหยัดตัวลุกขึ้นยืนด้วยแรงส่งมหาศาล เหวี่ยงร่างของกลไกปริศนาให้กระเด็นไถลไปกับโต๊ะทำงานจนข้าวของและเอกสารกระจายเกลื่อนกราดเละเทะไปหมด
"คิดจะเปิดปากไหม?" S-12 หมุนลำตัวท่อนบนกลับคืนล็อกตรง ก่อนจะตั้งการ์ดเตรียมพร้อมสู้ต่อ
"...." สิ่งนั้นกลับเลือกที่จะเงียบเฉย มันหันหน้าไปทางประตูหลักพร้อมกับยิงสายเคเบิลเจาะระบบออกไปทันที ทว่าในวินาทีนั้น ประตูห้องกลับถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของ เค เธอใช้มือเปล่าคว้าหมับเข้าที่สายเคเบิลเส้นนั้นไว้ได้ทันท่วงที ก่อนจะออกแรงกระชากร่างของสิ่งนั้นให้ปลิวเข้าหาตัว และเหวี่ยงหมัดซัดเข้าที่ส่วนหัวของมันเต็มเหนี่ยวจนหัวะเิออกเป็เศษเหล็กกระจายในหมัดเดียว
"สายเคเบิลแจ็กข้อมูล... มันตั้งใจจะเจาะเข้าสู่ระบบส่วนกลางของฐานทัพผ่านคอนโซลเปิดประตู" เคเอ่ยขึ้นอย่างร้อนลนพลางสะบัดมือสลัดคราบของเหลวสีดำหล่อลื่นที่เปรอะเปื้อนออก "ตัวอะไรกันแน่?" เคหันไปถาม S-12
"หุ่นยนต์แทรกซึม E-Series... น่าจะถูกส่งมาลักลอบขโมยไฟล์ข้อมูลสำคัญ แต่ในเมื่อส่วนหัวถูกทำลายจนแหลกขนาดนี้ หน่วยความจำหลักคงพังเสียหายยับเยินไปแล้ว คงไม่สามารถกู้ข้อมูลอะไรกลับมาดูได้หรอก" S-12 พูดพลางเดินเข้าไปใช้เท้าเขี่ยซากตรวจสอบ
"แล้วคนอื่นๆ หายไปไหนกันหมด?" S-12 เอ่ยถามกลับเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ
"ตอนที่สัญญาณของนายส่งไปหา... คนอื่นๆ ก็กำลังยุ่งอยู่เหมือนกัน ตอนนี้พวกมันบุกเข้ามาเต็มทางเดินยาวด้านนอกเลย" เคตอบ
ภายในทางเดินและโถงกลางของฐานทัพเวลานี้ กำลังเกิดสมรภูมิขนาดย่อมระหว่างกองทัพหุ่นยนต์แทรกซึมกับพวกกลุ่มของเรย์ มีทหารและทีมช่างหลายคนได้รับาเ็และล้มตายไปบางส่วน ทว่าพวกเขาก็ยังคงปักหลักยื้อสถานการณ์เอาไว้ได้อย่างสุดความสามารถ
"เธนท์เป็คนส่งไอ้พวกขยะเหล็กนี่มาแน่ๆ! มันคงคำนวณไว้แล้วว่าพอฐานเราขาดทั้งฮอน์ลและเอเลเซีย กำลังรบหลักคงจะง่อยเปลี้ยลงไปเยอะ! เป้าหมายที่แท้จริงของมันคือการส่งพวกนี้มาขโมยหุ่น DEP เพื่อตัดกำลังรบของเราชัดๆ!" เพวเน่ะโบอกเรย์ ในขณะที่มือสองข้างยังคงบังคับปืนกลรัวะุเข้าใส่ศัตรูอย่างเด็ดเดี่ยว
"ตอนนี้ระบบสื่อสารภายนอกโดนตัดขาดหมดเลย ติดต่อทั้งท่านจอมพลและเลขาไม่ได้เลย พวกเราถูกปิดตายอยู่ข้างในนี้แล้ว ถ้าขืนไม่รีบทำการปิดประตูทางเข้าออกหลัก พวกเราได้โดนพวกมันถมจนแพ้แน่ๆ" เรย์ะโแจ้งสถานการณ์ ด้วยน้ำเสียงสุดเรียบขัดกับสถานการณ์เป็อย่างมาก
"ปิดประตูหมดพวกเราก็ขาดอากาศหายใจตายกันพอดีสิ~" A-5 เอ่ยแทรกขึ้นมา เธอกำลังนั่งคุดคู้หลบวิถีะุอยู่หลังบังเกอร์หนาโดยไม่คิดจะจับอาวุธขึ้นมาช่วยเลยแม้แต่น้อย
"เฮ้ย เอส! นั่งบื้อเป็รูปปั้นทำซากอะไรอยู่ล่ะฮะ! มาช่วยกันยิงหน่อยดิ๊!" เพวเน่หันไปตวาดใส่ด้วยความโมโห
"ฉันสู้รบปรบมือไม่เป็ซะหน่อย~ อีกอย่าง ถ้าพวกเธอต้านไม่ไหวจนแพ้ขึ้นมา เดี๋ยวฉันก็แค่หาข้ออ้างสวยๆ เอาตัวรอดไปเป็ตัวประกันเพิ่มอีกคนก็แค่นั้นเองแหละจ้า~" A-5 พูดกลั้วหัวเราะอย่างสบายอารมณ์
เรย์และเพวเน่หันไปมองหน้า A-5 พร้อมกันด้วยสายตาแบบ ???‘ ก่อนจะสะบัดหน้ากลับไปตั้งหน้าตั้งตาเล็งยิงต่อสู้ต่อ ไม่นานนัก S-12 และเคก็วิ่งตามมาสมทบและพบกับ A-5 ที่นั่งกอดเข่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ พวกเขามองเธอด้วยสายตาเอือมระอาแบบเดียวกัน ก่อนจะรีบพุ่งตัวหาที่กำบังหนา
"รายงานสถานการณ์มา" S-12 ถามเรย์
"ก็ตามที่ตาเห็นเลยหัวหน้า พวกเรากำลังเสียเปรียบเื่จำนวนคนอย่างมหาศาล พวกมันเก่งมากแถมยังมีพละกำลังเหนืุ์สุดๆ ฉันลองเข้าไปเปิดฉากต่อสู้มือเปล่าดูแล้ว แต่ถ้าไม่สามารถลงมือฆ่ามันให้ตายสนิทในทีเดียว ระบบของพวกมันจะพัฒนาและเก่งขึ้นเรื่อยๆ" ถึงเรย์จะตอบแบบนั้น แต่หน้าของเธอแข็งยิ่งกว่า S-12 ซะอีก
"รุ่นใหม่งั้นเหรอ... เทคโนโลยีประมวลผลการรบแบบเรียลไทม์แบบนี้ฉันไม่เคยพบเห็นจากที่ไหนมาก่อนเลย แต่ก็นะ... คนที่น่าจะสร้างของพรรค์นี้ได้ก็กำลังยืนหัวโด่อยู่กับเราตรงนี้ไม่ใช่หรือไง" S-12 พูดพลางตวัดสายตามองไปทางเพวเน่ ก่อนที่เขาจะใช้ความคิดหาทางรอดและเหลือบไปเห็นหุ่น Aeronic ที่จอดแสตนด์บายอยู่ใกล้ๆ พอดี "คุ้มกันฉันด้วย!" S-12 ออกตัววิ่งฝ่าดงะุทันที
"เดี๋ยว! นายจะวิ่งไปไหนน่ะ?!" เคะโถามก่อนจะหันไปเห็นทิศทางที่ S-12 กำลังพุ่งไป "ระ... รับทราบ!"
ทุกคนระดมยิงคุ้มกันเปิดเส้นทางให้ S-12 อย่างสุดกำลัง ทว่าทันใดนั้นหุ่นแทรกซึมตัวหนึ่งกลับแบกอาวุธบาซูก้าขนาดย่อมขึ้นมา เล็งพิกัดตรงไปที่ร่างของ S-12 แล้วลั่นไกทันที! เกิดการะเิครั้งใหญ่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงะเิส่งฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่ว ทุกคนใจหายวาบและเฝ้ามองดูด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด ทว่าในวินาทีต่อมา ร่างอันมหึมาของ Aeronic กลับเคลื่อนไหวพุ่งแหวกม่านควันออกมา พร้อมกับใช้ปืนเลเซอร์ข้อมือตวัดวาดสายพลังงานความร้อนสูงปาดทำลายล้างเพียงครั้งเดียว! ส่งร่างของกองทัพหุ่นแทรกซึมทั้งหมดให้แหลกสลายกลายเป็เศษเหล็กจมกองเพลิงไปในพริบตา!
"เคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว มีอะไรต้องทำก็รีบลงมือจัดการซะ" เสียงของ S-12 ดังผ่านลำโพงขยายเสียงของ Aeronic
ทุกคนไม่รอช้ารีบวิ่งไปปิดกั้นทุกช่องทางเข้าออกที่กว้างพอจะให้พวกมันเล็ดลอดเข้ามาได้ เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ สถานการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดจึงกลับคืนสู่ความสงบ S-12 บังคับหุ่นลงจอดก่อนจะก้าวลงมาตรวจดูสภาพของลูกทีมที่เหลือรอด
"ฉันขอโทษ... ฉันน่าจะไหวตัวให้เร็วกว่านี้" S-12 เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและพร้อมจะยืดอกรับผิดชอบในฐานะผู้นำทีม
"ไม่ใช่ความผิดของหัวหน้าหรอกค่ะ คุณทำดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยพวกเราส่วนใหญ่ก็ยังรักษาชีวิตรอดมาได้" เ้าหน้าที่พยาบาลเอ่ยปลอบใจ
S-12 ยืนนิ่งมองดูภาพของผู้ได้รับาเ็และร่างไร้ิญญาของทหารผู้กล้า ก่อนที่เขาจะเดินปลีกตัวออกไปเพื่อสงบสติอารมณ์ เคที่ยืนมองภาพนั้นอยู่พลันฉุกคิดเื่สำคัญขึ้นมาได้ทันควัน
"คานาตะล่ะ?!" เคอุทานขึ้นมาเสียงดัง ส่งผลให้ทุกคนในห้องที่เพิ่งได้สติพากันเบิกตากว้างด้วยความใ
ทว่าก่อนที่ใครจะได้ทันขยับตัวทำอะไร ประตูเหล็กด้านหลังก็ถูกเปิดออก ปรากฏร่างของฮิมารุที่เดินโซซัดโซเซออกมาในสภาพที่เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยของเหลวสีดำเหนียวข้นคล้ายเืจักรกลท่วมตัว เขายกมือขึ้นเหวี่ยงซากของหุ่นสังหารรุ่นพิเศษลงพื้นให้ทุกคนดู ซึ่งรูปร่างและดีไซน์ของมันเป็คนละเกรดกับหุ่นแทรกซึมที่บุกโจมตีก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
"หุ่นนักสังหารงั้นเหรอ... พวกมันคงคำนวณไว้แล้วว่าไม่มีทางลงมือฆ่านายได้ง่ายๆ แต่ถ้าหากสบโอกาสที่นายกำลังสลบอยู่ก็กะจะสอยให้ร่วงเลยสินะ..." เพวเน่วิเคราะห์พลางขมวดคิ้ว "แล้วนี่นายรอดมาได้—" เพวเน่กำลังจะเอ่ยปากถาม ทว่าร่างของฮิมารุกลับทรุดฮวบล้มพับลงไปกองกับพื้นต่อหน้าต่อตาทุกคน
"คานาตะ!!" เคร้องลั่นพลางพุ่งตัวเข้าไปประคองร่างของเขาไว้ในทันที "นายเป็ยังไงบ้าง?! ได้ยินฉันไหม?! เจ็บตรงไหนบอกฉันที!" เครีบดึงเสื้อของเขาออกเผยให้เห็นาแฉกรรจ์จากการถูกของมีคมแทงลึกฝากรอยแผลไว้เต็มตัวไปหมด "หมอ! ฉัน้าหมอ!!"
"หลบไปซะ" A-5 ก้าวเท้าเข้ามาแทรกเพื่อตรวจดูอาการาเ็อย่างละเอียด จากนั้น S-12 จึงรีบแบกร่างอันไร้สติของเขาตรงกลับเข้าไปรักษาตัวในห้องพยาบาลส่วนในของฐานทัพ
เคใและตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เธอตั้งท่าจะวิ่งตามเข้าไปในห้องพยาบาลทว่ากลับถูกเรย์คว้าข้อมือรั้งตัวเอาไว้ก่อน เพราะพวกเธอยังคงต้องระวังภัยให้กับทหารและพื้นที่ส่วนที่เหลือ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เรย์กลับสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าน้องสาวของเธอกำลังหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเ็ป... และนั่นไม่ใช่ปฏิกิริยาปกติของเธอจะแสดงออกมาเลย
“พลาดจิงๆ ด้วยสินะ~”
อาคาร Kryo Tech | มหานครใต้ดิน The Unbash [Zone A Middle City]
"เป็ไปตามที่ฉันคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด... ว่าครอบครัวใหม่ของเด็กนั่นจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยคุ้มกันให้แน่ๆ แค่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่ามันจะสามารถขยี้หุ่นสังหารระดับสูงของฉันได้ด้วยตัวคนเดียวในสภาพแบบนั้น~" เธนท์ แมนเดรส เอ่ยพึมพำพลางจับจ้องหน้าจอมอนิเตอร์หลักที่กำลังฉายภาพสัญญาณสดจากเศษซากกล้องของหุ่นสังหาร ก่อนที่สัญญาณไฟบนจอจะตัดดับมืดลงไป
"แต่ดูเหมือนว่า ยัยนั่น... น่าจะเป็จุดอ่อนชั้นยอดที่ใช้เล่นงานมันได้เป็อย่างดีเลยละนะ" เธนท์เหยียดยิ้มกว้างก้าวเดินออกจากห้องบัญชาการด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเ้าเล่ห์และแผนการชั่วร้ายบทใหม่ที่กำลังแล่นพล่านอยู่ในหัว...
