บทที่ห้า
เอาแต่ใจ
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในตอนเช้าเกิดขึ้น ณ ห้องนอนของตรีพล เมื่อถึงเวลาที่จะต้องมาเผชิญหน้ากัน ทั้งตรีพลและแตงกวาต่างก็เลือกที่จะไม่พูดถึงเื่นั้นให้ได้ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกันไปมากกว่านี้
ต่างฝ่ายก็ต่างวางตัวปกติต่อกัน และก็ดูเหมือนว่าวันนี้สถานการณ์ในร้านเช่าชุดราตรีแห่งนี้จะค่อนข้างที่จะวุ่นวายเป็อย่างมาก จนทำให้ทั้งตรีพลและแตงกวาง่วนอยู่กับการจัดการงาน มากกว่าที่จะมีเวลาได้ไปคิดถึงเื่อื่น
“เฮ้อ โคตรเหนื่อย” ตรีพลทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวอย่างหมดสภาพ เพราะวันนี้วิ่งวุ่นจัดหาเด็กให้กับลูกค้าที่ไม่ได้มีการจองคิวมาล่วงหน้าจนหมดแรง
“น้ำค่ะพี่” แตงกวายื่นแก้วน้ำเย็บเฉียบให้กับคนที่หัวหมุนั้แ่เช้า เพราะต้องคอยรับมือกับลูกค้าที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ
“ขอบคุณ” ตรีพลเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะรับแก้วน้ำมาถือไว้ และกระดกดื่มจนหมดแก้วภายในรวดเดียวด้วยความกระหาย
ร่างที่ไม่หนาไม่บางจนเกินไปเอนตัวลงนอนลงไปตามความยาวของโซฟา ดวงตาเหม่อลอยมองเพดานของร้านด้วยความเหนื่อยล้า ในขณะที่มือหนายังคงถือแก้วน้ำที่ดื่มน้ำจนหมดเอาไว้ในมือ
แตงกวามองคนที่มีศักดิ์เป็เ้านายด้วยความเห็นใจ เพราะวันนี้ทั้งวันอีกฝ่ายยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำั้แ่เช้ายันถึงตอนนี้ เพราะมีลูกค้าที่ขอแทรกคิวเข้ามาหลายราย จึงเป็เหตุให้พี่ตรีต้องโทรหาเด็กที่พอจะว่างใน่เวลานั้นเพื่อมารองรับลูกค้า
ด้วยเหตุผลที่ไม่อยากจะปฏิเสธไม่รับงานให้ลูกค้ารู้สึกไม่พอใจ และอาจจะไม่กลับมาใช้บริการอีกภายหลัง ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็ต้นเหตุให้ทั้งตรีพลและแตงกวาวุ่นวายจนแทบที่จะไม่ได้นั่งพักกันตลอดทั้งวัน
“หิวหรือเปล่าคะ” แตงกวาเอ่ยถามคนที่นอนนิ่งอย่างหมดอาลัยตายอยาก และดูไร้เรี่ยวแรงราวกับพึ่งผ่านจากการออกรบมา
“โคตรหิว” ตรีพลเอ่ยตอบ ก่อนจะผุดลุกขึ้นมานั่งตามเดิม ใบหน้าที่ลงเครื่องประทินผิวราคาแพง ทาบทับด้วยเครื่องสำอางบาง ๆ ในตอนนี้มันเยิ้มไปทั้งหน้า
“เดี๋ยวแตงกวาไปทำข้าวผัดให้นะคะ” แตงกวาเอ่ยขึ้น ก่อนจะเตรียมตัวเดินไปทางห้องครัว
“กว่าจะทำเสร็จ ไส้กิ่วกันพอดี” ตรีพลเอ่ยบ่นออกมาด้วยความหิว
แตงกวาหันกลับมามองคนที่เริ่มจะทำตัวงอแงเป็เด็ก เพราะเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็บ้าเป็หลังในวันนี้ และกำลังต่อสู้อยู่กับความหิวของตัวเอง ก่อนจะหลุดยิ้มขำออกมาเมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงนั้น
“งั้นทานก๋วยเตี๋ยวได้ไหมคะ หนูเดินไปซื้อให้ ไม่เกินห้านาที” แตงกวาเอ่ยเสนอทางเลือกที่รวดเร็วกว่าข้าวผัด
“ไม่อยากกิน” ตรีพลเอ่ยปฏิเสธทันที เพราะรู้สึกว่า่หลังมานี้ ตัวเองทานก๋วยเตี๋ยวร้านเดิมติดต่อกันมาหลายวันแล้ว แม้ว่ารสชาติจะถูกปาก หากแต่ก็เริ่มรู้สึกเบื่อ
“งั้นพี่ตรีจะทานอะไรคะ” แตงกวาเอ่ยถามคนที่ไม่ยอมเลือกอะไรสักอย่าง นู่นก็ไม่รอนี่ก็ไม่เอาอยู่นั่น
“ไปห้างดีกว่า แล้วค่อยคิดว่าจะกินอะไร” ตรีพลเอ่ยพูดขึ้น ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนและเดินไปทางห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นมากกว่านี้ เพื่อที่จะออกไปข้างนอก
“เข้าอีหรอบเดิม” แตงกวาปรายตามองตามคนที่ตัดสินใจปุบปับ ก่อนจะถอนหายใจออกมากับตัวเองเบา ๆ
ตรีพลและแตงกวาใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติ ด้วยเส้นทางจราจรที่ติดขัดเป็อย่างมากใน่เย็นแบบนี้ เพราะว่าเป็เวลาเลิกงานของใครหลาย ๆ คน ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งเพิ่มความหงุดหงิดให้กับคนที่โมโหหิวอย่างตรีพลเป็อย่างดี
ร่างสูงที่ค่อนข้างมีความหน้าหวานเดินกระฟัดกระเฟียดลงจากรถ ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินมุ่งหน้าเข้าไปในตัวอาคารที่เป็พื้นที่ของห้างสรรพสินค้าด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว รู้สึกหงุดหงิดไปเสียทุกอย่าง
แตงกวาที่แม้จะรู้สึกเคืองใจอยู่บ้าง กับการที่อีกฝ่ายเดินลิ่วไปแบบที่ไม่คิดจะรอ หากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามอีกฝ่ายให้ทัน ซึ่งก็ทำเอาร่างเล็กหวิดที่จะขาพันกันไปหลายรอบ
“พี่ตรี ช้าหน่อยค่ะ แตงกวาเดินไม่ทัน” แตงกวาเอ่ยเรียกคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าด้วยอาการเหนื่อยหอบ
ตรีพลกลอกตาขึ้นมองบน ก่อนจะตัดสินใจหยุดเดินและรอให้แตงกวาได้เดินเข้ามาใกล้ ร่างสูงเหลียวกลับไปมองคนที่เดินช้า พร้อมกับส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดไปให้
“จิกส้นสูงมาขนาดนี้ เธอคงจะเดินทันหรอก” ตรีพลอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเหน็บ เพราะเห็นว่าแตงกวานั้นกำลังใช้ความพยายามเป็อย่างมากในการทรงตัวบนรองเท้าส้นเข็มที่สวมใส่อยู่
“ขอโทษค่ะ แตงกวาลืมคิดไป” แตงกวาเอ่ยขอโทษออกมาเสียงแ่ เพราะเธอก็เผอเรอจนลืมที่จะเปลี่ยนรองเท้า ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าความสามารถของตัวเองในการทรงตัวบนรองเท้าส้นสูงนั้น ไม่ได้ดีเท่าที่ควร
“เธอนี่มันน่าหงุดหงิดจริง ๆ แตงกวา” ตรีพลเอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะคว้าข้อมือเล็กของแตงกวามาจับเอาไว้
แตงกวาที่ใกับการกระทำของอีกฝ่าย กระตุกข้อมือของตัวเองกลับในทันที ก่อนจะต้องผ่อนแรง เมื่อได้รับสายตาพิฆาตกลับมาอีกครั้ง จนในท้ายที่สุด ก็ต้องเดินเคียงคู่ไปกับร่างสูงที่ยังคงจับข้อมือเล็กของตัวเองเอาไว้ไปตลอดทาง
จนกระทั่งเดินมาถึงร้านขายรองเท้าชื่อดังที่เปิดขายอยู่ในห้างแห่งนี้ แตงกวาถึงได้เอื้อมมือข้างที่ว่างของตัวเองไปคว้าต้นแขนของตรีพลเอาไว้ เมื่อสามารถเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
“ไม่ต้องซื้อใหม่หรอกค่ะพี่ตรี” แตงกวาเอ่ยบอกกับคนที่ตั้งท่าจะเดินเข้าร้านขายรองเท้าท่าเดียว
“ซื้อนั่นแหละ เหมือนคู่นี้มันจะกัดเท้าเธอด้วยนี่ เดี๋ยวเท้าก็เป็แผลเหวอะหวะกันหมดพอดี” ตรีพลเอ่ยค้าน เพราะจากการเดินของอีกฝ่ายที่ไม่ค่อยมั่งคง ดูก็พอจะเดาสาเหตุได้
“อย่าเลยค่ะ ทนเอาแค่นิดเดียว แตงกวาทนได้ ไปทานข้าวกันเถอะค่ะ พี่ตรีหิวมากไม่ใช่หรือคะ” แตงกวายังคงยืนกรานในความคิดของตัวเอง
เพราะรู้ดีว่ารองเท้าคู่ใหม่ที่จะซื้อ ยังไงอีกฝ่ายก็จะต้องเป็คนแย่งจ่ายเงินอีกตามเคย ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าแตงกวารู้สึกเกรงใจอีกฝ่ายเป็อย่างมาก ซ้ำยังรู้สึกว่ามันเป็การสิ้นเปลืองเงินจนเกินไป
“ยังทนได้อยู่ ไปเลือกรองเท้ากันเถอะ” ตรีพลไม่คิดจะฟังคำคัดค้านของอีกฝ่าย เอ่ยชวนขึ้นด้วยน้ำเสียงดี๊ด๊า ก่อนจะลากหญิงสาวที่ขี้เกรงใจให้เดินเข้าร้านไปด้วยกันในที่สุด
“สวัสดีค่ะลูกค้า” พนักงานต้อนรับเอ่ยทักทายลูกค้าที่เข้ามาใหม่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“สวัสดีค่ะ มาดูรองเท้าแบบไม่มีส้น ขอแบบพื้นนิ่ม ๆ สวมง่าย พอจะมีไหมคะ” ตรีพลเอ่ยทักทายกลับไป พร้อมกับจีบปากจีบคอเอ่ยตอบถึงในส่วนของลักษณะของรองเท้าที่้าซื้อ
“มีค่ะคุณลูกค้า รบกวนสอบถามเพิ่มเติม รายละเอียดที่แจ้งมา ลูกค้าเป็ผู้สวมใส่เองใช่หรือเปล่าคะ”
“ไม่ใช่ค่ะซิส คนนี้ค่ะ” ตรีพลเอ่ยตอบ ก่อนจะใช้ฝ่ามือดันหลังแตงกวาเล็กน้อย
“ได้ค่ะ ขอทราบขนาดไซซ์รองเท้าลูกค้าค่ะ”
“สามสิบแปดค่ะ” แตงกวาเอ่ยตอบออกไปอย่างเสียไม่ได้ เพราะเดินเข้ามาภายในร้านเรียบร้อยแล้ว จะให้บ่ายเบี่ยงคัดค้านหัวชนฝาเอาตอนนี้ก็คงจะไม่ทันการณ์
“เชิญด้านนี้ค่ะ”
ตรีพลและแตงกวาเดินตามพนักงานไปทางโซนของรองเท้าไม่มีส้นที่ถูกจัดวางเรียงรายเอาไว้ในตู้โชว์ และก็เป็ตรีพลเองอีกนั่นแหละที่เป็คนกวาดสายตามองพวกรองเท้าเ่าั้ด้วยความกระตือรือร้น
“เธอไปนั่งรอตรงนู้นไป เดี๋ยวฉันเลือกไปให้” ตรีพลเอ่ยบอกกับคนที่แทบจะไม่ได้เลือกดูรองเท้าเลยด้วยซ้ำ ก่อนจะหันไปสนใจกับรองเท้าตรงหน้าต่อ
แตงกวาพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินปลีกตัวออกมาอย่างว่าง่าย และทิ้งตัวลงนั่งในบริเวณที่ทางร้านจัดเตรียมเอาไว้ให้สำหรับได้นั่งลองรองเท้า ร่างเล็กปรายตามองไปทางร่างสูงที่กำลังเลือกสรรรองเท้าคู่ใหม่ให้กับตัวเองอย่างตั้งใจเล็กน้อย