อากาศภายในแกลเลอรีแห้งผากจนทำให้ิับริเวณหลังมือลอกเป็ขุยขาว
เคทนั่งอยู่บนสตูลไม้ตัวเดิมหลังเคาน์เตอร์วันนี้เธอสวมคาร์ดิแกนสีเทาหม่นทับเสื้อคอเต่าปลายแขนเสื้อถูกถกขึ้นไปกองอยู่ใต้ข้อศอกเครื่องทำความร้อนพ่นลมอุ่นที่เจือด้วยกลิ่นฝุ่นไหม้ออกมาปะทะใบหน้าอาการแสบตาโจมตีอย่างต่อเนื่องจนเธอต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อรีดน้ำตาออกมาหล่อเลี้ยงเยื่อบุตาที่แห้งผากหญิงสาวยกมือขึ้นถูจมูกเบาๆ ปลายจมูกของเธอแดงและชาจากอุณหภูมิที่ปรับเปลี่ยนไปมา
บนโต๊ะกระจกตรงหน้ามีบิลค่าเช่าพื้นที่และใบเสร็จรับเงินค่าวัสดุอุปกรณ์วางกระจัดกระจาย
"รูปนี้ลดได้อีกไหม"
ลูกค้าหญิงวัยกลางคนในเสื้อโค้ตขนสัตว์เทียมเอ่ยถามเสียงของหล่อนแหลมสูงและดังก้องเกินความจำเป็ในพื้นที่ที่เงียบสงบกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฉีดพรมมาอย่างหนักหน่วงลอยคลุ้งผสมกับกลิ่นอับของเสื้อผ้าฤดูหนาวเคทละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ตที่สว่างจ้าจนปวดกระบอกตา มองตรงไปยังหญิงคนนั้น
"ชิ้นนั้นเป็งานจัดแสดงค่ะ ไม่ได้ตั้งราคาขาย" เธอตอบเสียงของเธอราบเรียบ ไม่มีหางเสียงหวานหู ไม่มีความกระตือรือร้นในการต้อนรับ
"อ้าว ไม่ขายแล้วเอามาแขวนไว้ทำไมล่ะ เสียเวลาดู"ลูกค้าบ่นกระปอดกระแปด พลิกป้ายราคาของภาพวาดชิ้นข้างๆ ดูด้วยความหงุดหงิดก่อนจะหมุนตัวเดินกระแทกส้นรองเท้าส้นเข็มออกไปจากร้านประตูกระจกถูกผลักปิดอย่างแรงจนกรอบอะลูมิเนียมสั่นะเื ลมหนาวพัดวูบเข้ามาหอบหนึ่งก่อนที่บานประตูจะปิดสนิท
เคทไม่ได้ถอนหายใจเธอไม่ได้รู้สึกเสียดายลูกค้า หรือโกรธเคืองมารยาททรามๆ นั้นหญิงสาวเพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือที่สว่างวาบขึ้นมาดูแจ้งเตือนมีข้อความจากซัปพลายเออร์ส่งมาทวงถามเื่การสั่งซื้อกรอบรูปไม้ลอตใหม่เธออ่านข้อความนั้นผ่านๆ เลื่อนนิ้วปัดหน้าจอทิ้งไปโดยไม่พิมพ์ตอบกลับ
ความปวดเมื่อยที่หัวไหล่ลามลงมาถึงสะบักหลัง
เคทหยิบหลอดสีน้ำมันที่เพิ่งแกะกล่องออกมาวางเรียงบนโต๊ะเธอจับหลอดสีไทเทเนียมไวท์วางคู่กับซิงก์ไวท์ขยับให้ฉลากหันไปในทิศทางเดียวกันอย่างแม่นยำเธอใช้เวลาสิบห้านาทีในการจัดเรียงหลอดสีทั้งหมดยี่สิบสี่หลอดให้เรียงตามเฉดสีและระดับความเข้มจัดระยะห่างระหว่างหลอดให้เท่ากันทุกมิลลิเมตรหญิงสาวจดจ่ออยู่กับขอบอลูมิเนียมของหลอดสีอย่างเอาเป็เอาตายใช้การจัดระเบียบสิ่งของตรงหน้าเป็เครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจจากกองเอกสารภาษีที่เธอไม่อยากทำและจากความรู้สึกตื้อตันในหัวที่หาคำอธิบายไม่ได้
ปลายนิ้วที่แห้งกร้านของเธอปัดไปโดนหลอดสีเบิร์นอัมเบอร์
หลอดโลหะกลิ้งหล่นจากขอบโต๊ะหล่นลงไปกระแทกพื้นไม้ลามิเนตเสียงดังก๊อกก่อนจะกลิ้งเข้าไปหยุดอยู่ใต้ตู้เก็บเอกสาร
เคทก้มมองช่องว่างดำมืดใต้ตู้นั้น
เธอไม่ได้ลุกจากเก้าอี้ไม่ได้ก้มลงไปเก็บมัน หญิงสาวเพียงแค่ปล่อยมือลงวางบนตักนั่งมองช่องว่างที่หายไปในแถวสีน้ำมันบนโต๊ะ ปล่อยให้ความหงุดหงิดเล็กๆกัดกินพื้นที่ในสมอง โดยที่แอร์พัดลมฮีตเตอร์ยังคงส่งเสียงครางแคร่กๆต่อไปอย่างไม่รู้จบ
...
แสงฟลูออเรสเซนต์บนเพดานห้องทำงานชั้นสี่สิบสองสาดแสงสีขาวซีดลงบนโต๊ะกระจกใส
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งหลังตรงแผ่นหลังของเขาไม่ัักับพนักเก้าอี้หนังแท้สูทสั่งตัดสีเทาเข้มรัดตึงอยู่ที่หัวไหล่ เนกไทถูกผูกแน่นจนชิดกระเดือกลมหายใจของเขาตื้นและสั้นกว่าปกติชายหนุ่มกำลังคลิกเมาส์เลื่อนหน้าจอเอกสารสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ลงมาอย่างรวดเร็วดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ตัวอักษรสีดำบนพื้นหลังสีขาวสว่างจ้าอาการแสบตาทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่เขาไม่ยอมละสายตาออกไปพัก
"ท่านประธานครับ แฟ้มการอนุมัติจัดซื้อของไตรมาสหน้าครับ"
ผู้ช่วยส่วนตัววางแฟ้มปกแข็งลงบนโต๊ะเสียงกระดาษกระทบกระจกดังฉาดใหญ่ในความเงียบของห้องเสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเขาเพียงแค่ยื่นมือขวาออกไปดึงแฟ้มนั้นเข้ามาหาตัว
ชายหนุ่มหยิบปากกาหมึกซึมด้ามสีดำขึ้นมาปลายนิ้วของเขาเย็นจัดและมีอาการชาจางๆ ที่ข้อต่อ เขาเปิดแฟ้มพลิกไปที่หน้าสุดท้ายซึ่งมีช่องสำหรับลงนามกำกับทว่าสายตาของเขากลับกวาดไปเห็นข้อความในย่อหน้าก่อนหน้า
...งบประมาณสำรองถูกจัดสรรไว้ที่ร้อยละห้าจุดห้า...
เสิ่นเยี่ยนฉือขมวดคิ้วกล้ามเนื้อกรามของเขาขบเข้าหากันจนนูนเป็สัน
"งบสำรองทำไมถึงเป็ห้าจุดห้า" เสียงของเขาแหบพร่าและแข็งกระด้างเขาเงยหน้าขึ้นจ้องผู้ช่วยด้วยสายตาที่ไร้ความประนีประนอม
"ในการประชุมบอร์ดเมื่อวันอังคาร มติคือห้าจุดเจ็ดห้าไม่ใช่หรือไง"
ผู้ช่วยหน้าถอดสีรีบก้มลงดูตัวเลข
"เอ่อ... ทางแผนกบัญชีอาจจะปัดเศษลงเพื่อความสะดวกในรายงานสรุปครับท่านเพราะตัวเลขจริงมันคือ..."
"ฉันไม่ได้สั่งให้ใครปัดเศษ" เสิ่นเยี่ยนฉือสวนกลับทันทีน้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังขึ้น แต่มันเย็นเยียบจนน่าขนลุก
"ถ้าพวกเขากล้าปัดเศษงบประมาณระดับพันล้านโดยพลการแบบนี้พรุ่งนี้ก็คงกล้าปัดเศษเงินเดือนตัวเองลงด้วยสินะเอาแฟ้มนี้กลับไปให้หัวหน้าบัญชีแก้ตัวเลขให้ตรงทุกหลักทศนิยมภายในสิบห้านาที"
เขาโยนแฟ้มนั้นกลับไปบนโต๊ะจนมันไถลไปชนกับขอบจานรองถ้วยกาแฟ
ผู้ช่วยรีบคว้าแฟ้มและก้มหัวรับคำสั่งก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไป
เสิ่นเยี่ยนฉือยกมือขึ้นบีบสันจมูกตัวเองแรงๆอาการปวดหัวเต้นตุบๆ โจมตีขมับขวาอย่างต่อเนื่องเขาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยเอสเปรสโซ่ที่เย็นชืดไปแล้วขึ้นมากระดกรสขมเปรี้ยวของกาแฟเก่าไหลลงคอ มันน่าสะอิดสะเอียนแต่เขา้าความขมนั้นเพื่อกระตุ้นระบบประสาทที่กำลังทำงานบกพร่อง
เขาดึงหน้าจอคอมพิวเตอร์กลับมาจรดปลายปากกาลงบนเอกสารอีกฉบับที่วางรออยู่แล้วเซ็นชื่อลงไปอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง ทว่าเมื่อยกปากกาขึ้นชายหนุ่มเพิ่งตระหนักว่าเขาเซ็นชื่อของตัวเองลงในช่อง 'พยาน' แทนที่จะเป็ช่อง 'ผู้มีอำนาจลงนาม'
เสิ่นเยี่ยนฉือจ้องมองลายเซ็นตวัดหางของตัวเองที่วางอยู่ผิดบรรทัดอาการชาที่ปลายนิ้วลามขึ้นมาถึงข้อมือ เขากัดฟันแน่นจนปวดร้าวไปถึงกกหูชายหนุ่มไม่ได้ขีดฆ่า ไม่ได้ใช้น้ำยาลบคำผิด เขาจรดปลายปากกาลงบนกระดาษขีดเส้นทับลายเซ็นของตัวเองอย่างรุนแรงจนหัวปากกาขูดเส้นใยกระดาษขาดเป็รอยแยกหมึกสีดำซึมเลอะเทอะเป็วงกว้าง
เขาเอื้อมมือไปกดโทรศัพท์ภายใน
"สั่งพิมพ์เอกสารควบรวมกิจการชุดเอมาให้ฉันใหม่ทั้งหมด"
"ทั้งหมดห้าสิบหน้าเลยหรือคะท่านประธาน"เสียงเลขาหน้าห้องถามอย่างระมัดระวัง
"ทั้งหมด" เขาตอบห้วนๆ และกดตัดสาย
...
ก๊อกน้ำสเตนเลสในห้องน้ำชายของโรงพยาบาลมีคราบตะกรันสีขาวเกาะอยู่ตรงขอบ
กู้เหยียนโจวยืนอยู่หน้าอ่างล้างมือเสื้อสครับสีเขียวตุ่นของเขามีรอยยับย่นและมีคราบกาแฟเก่าๆกระเด็นติดอยู่ตรงหน้าอก ชายหนุ่มก้มหน้าวักน้ำเย็นจัดขึ้นลูบใบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าหยดน้ำไหลลงมาตามสันกราม ผ่านรอยหนวดเคราที่ไม่ได้โกนมาสามวันหยดแหมะลงบนคอเสื้อที่ย้วยยืด
เขาเพิ่งเดินออกมาจากห้องฉุกเฉินหลังจากเคลียร์เคสผู้ป่วยจากอุบัติเหตุรถชนเสร็จสิ้นร่างกายของศัลยแพทย์หนุ่มอยู่ในสภาวะที่เกินคำว่าเหนื่อยล้าไปไกลแล้วมันคือการพร่องพลังงานอย่างสมบูรณ์แบบ ปากของเขาขมปร่าลำคอแห้งตึงทุกครั้งที่กลืนน้ำลาย หูของเขามีเสียงวิ้งๆแหลมเล็กดังต่อเนื่องคล้ายเสียงคลื่นแทรกของวิทยุเก่าๆ
เขาปิดก๊อกน้ำเอื้อมมือไปดึงกระดาษชำระจากกล่องพลาสติก แต่กล่องนั้นว่างเปล่า
กู้เหยียนโจวมองช่องว่างของกล่องใส่กระดาษเขาไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดหรืออารมณ์เสีย ชายหนุ่มเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นปล่อยให้น้ำเย็นๆ ไหลหยดลงจากปลายคางสมองของเขาใช้เวลาประมวลผลนานกว่าปกติสามวินาทีเพื่อสั่งการให้ร่างกายใช้ท่อนแขนเสื้อสครับเช็ดหยดน้ำออกจากใบหน้าอย่างลวกๆ
เขาเดินลากเท้าออกจากห้องน้ำกลับไปที่ห้องล็อกเกอร์แพทย์
กลิ่นของยาฆ่าเชื้อและแอลกอฮอล์ในโถงทางเดินเหม็นฉุนจนทำให้รู้สึกคลื่นไส้กู้เหยียนโจวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ควานหากุญแจตู้ล็อกเกอร์ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบัักับพวงกุญแจเหล็ก เขาดึงมันออกมาเสียบลูกกุญแจเข้าไปในรูบิด
มันเข้าไม่ได้
เขาขมวดคิ้วดึงกุญแจออกมาแล้วเสียบเข้าไปใหม่ ออกแรงดันจนโลหะขูดกันเสียงดังกึกๆกุญแจยังคงติดแหงก ชายหนุ่มก้มลงเพ่งมองลูกกุญแจในมืออาการตาพร่ามัวทำให้เขาต้องกะพริบตาแรงๆ เพื่อปรับโฟกัส
ลูกกุญแจในมือของเขาคือลูกกุญแจห้องพักอพาร์ตเมนต์ไม่ใช่กุญแจตู้ล็อกเกอร์โรงพยาบาล
กู้เหยียนโจวยืนนิ่งจ้องมองกุญแจดอกนั้นอยู่นานเกือบห้าวินาทีเต็มสมองที่เต็มไปด้วยหมอกควันแห่งความเหนื่อยล้าค่อยๆทำความเข้าใจกับความผิดพลาดทางกายภาพที่แสนงี่เง่านี้ เขาไม่ได้รู้สึกขบขันไม่ได้รู้สึกสมเพชตัวเอง ชายหนุ่มเพียงแค่ถอนหายใจยาว ปลดพวงกุญแจออกจากลูกบิดแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งพลาสติกยาวหน้าตู้ล็อกเกอร์
เขาไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ได้หยิบกระเป๋าเป้
ศัลยแพทย์อุบัติเหตุผู้ผ่านการผ่าตัดมานับครั้งไม่ถ้วนนั่งเอนหลังพิงล็อกเกอร์เหล็กเย็นเฉียบ ปล่อยให้ความอ่อนล้าดึงหนังตาให้ปิดลงโลกของเขามีเพียงความหนักอึ้งของกล้ามเนื้อไหล่ ความแสบร้อนในกระบอกตาและเสียงประกาศเรียกชื่อแพทย์ผ่านลำโพงที่ดังฟังไม่ได้ศัพท์
เขาเพียงแค่้าหลับตาลงสักห้านาที